หลวงพ่อวัดปากน้ำคิดค้นวิชชาธรรมกายขึ้นเองหรือไม่
คำถามที่หลายคนเคยสงสัย
เมื่อกล่าวถึง “วิชชาธรรมกาย” บางคนอาจสงสัยว่า เป็นวิธีปฏิบัติที่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือหลวงพ่อวัดปากน้ำคิดขึ้นเองในภายหลัง หรือเป็นหลักธรรมและแนวทางปฏิบัติที่มีรากฐานอยู่ในพระพุทธศาสนา
คำถามนี้ไม่ควรตอบด้วยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว หากควรย้อนกลับไปอ่านประวัติชีวิตที่หลวงพ่อวัดปากน้ำบันทึกไว้ พระธรรมเทศนาของท่าน ตลอดจนข้อความในพระไตรปิฎกและคัมภีร์ที่กล่าวถึงคำว่า “ธรรมกาย”
เมื่อพิจารณาหลักฐานเหล่านี้ร่วมกัน ภาพที่ปรากฏมิใช่ภาพของพระภิกษุผู้คิดสร้างวิธีปฏิบัติขึ้นจากจินตนาการ แต่เป็นภาพของนักปฏิบัติผู้ศึกษาทั้งปริยัติและปฏิบัติ แสวงหาครูอาจารย์ ทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง และอุทิศชีวิตเพื่อเข้าถึง “ของจริง” ในพระพุทธศาสนา
สิ่งที่ท่านเข้าถึงในคืนวันเพ็ญเดือน ๑๐ มิได้ถูกนำเสนอว่าเป็นธรรมที่ท่านสร้างขึ้น หากเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงรู้เห็น และเป็นสิ่งที่ท่านเพียรแสวงหาจนพบด้วยการปฏิบัติของตนเอง
จากพ่อค้าข้าวสู่ชีวิตสมณะผู้แสวงหาของจริง
อัตชีวประวัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นหลักฐานสำคัญ เพราะระบุว่า พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เป็นผู้บันทึกเรื่องราวชีวิตของท่านไว้เอง ต่อมาได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร มงคลสาร ปีที่ ๑ เล่ม ๑ วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗ หน้า ๔–๖ และ ๒๐1
ก่อนอุปสมบท ท่านประกอบอาชีพค้าข้าวและรับผิดชอบกิจการของครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย วันหนึ่ง ระหว่างเดินทางผ่านบริเวณที่มีโจรชุกชุม ท่านได้พิจารณาถึงความตายและความไม่แน่นอนของชีวิต จนเกิดความตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่า หากมีโอกาสได้บวชแล้วจะไม่ลาสิกขา และจะอุทิศชีวิตอยู่ในสมณเพศจนตลอดชีวิต2
เมื่ออายุครบอุปสมบท ท่านบวชในต้นเดือน ๘ พ.ศ. ๒๔๔๙ หลังจากนั้นได้ศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เรียนมูลกัจจายน์ ธรรมบท และคัมภีร์ต่าง ๆ จนสามารถอ่านค้นคว้าคัมภีร์ภาษาบาลีได้ตามความตั้งใจ3
ขณะเดียวกัน ท่านมิได้ศึกษาเฉพาะด้านปริยัติ แต่แสวงหาครูอาจารย์ฝ่ายสมถวิปัสสนาอยู่เสมอ อัตชีวประวัติกล่าวถึงการเรียนกรรมฐานจากครูอาจารย์หลายสำนัก ได้แก่ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย พระสังวรานุวงศ์ (เอี่ยม) แห่งวัดราชสิทธาราม พระครูญาณวิรัติ (โป๊) แห่งวัดพระเชตุพน และพระอาจารย์สิงห์ แห่งวัดละครทำ4
ครูอาจารย์บางรูปถึงกับรับรองว่าท่านปฏิบัติได้ตามแบบและสามารถสอนผู้อื่นได้แล้ว แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำยังไม่พอใจเพียงเท่านั้น ท่านยังคงค้นคว้าและปฏิบัติต่อไป เพราะสิ่งที่มุ่งหมายมิใช่เพียงความรู้หรือความสามารถในการเป็นครู หากคือการเข้าถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงรู้และทรงเห็นอย่างแท้จริง
เส้นทางของท่านจึงมิได้เริ่มต้นจากความคิดว่าจะตั้งสำนักหรือสร้างวิธีปฏิบัติใหม่ แต่เริ่มต้นจากการศึกษา การแสวงหาครู และความตั้งใจที่จะเข้าถึงความจริงในพระพุทธศาสนาด้วยชีวิตของตนเอง
คืนวันเพ็ญเดือน ๑๐ ณ วัดโบสถ์บน
เมื่อศึกษาพระปริยัติธรรมมาถึงระดับที่สามารถค้นคว้าคัมภีร์ได้แล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำจึงมุ่งทำความเพียรด้านปฏิบัติอย่างเต็มที่ ในพรรษาที่ ๑๒ ท่านเดินทางไปจำพรรษา ณ วัดบางคูเวียง หรือที่รู้จักกันในชื่อวัดโบสถ์บน จังหวัดนนทบุรี5
เมื่อถึงกึ่งพรรษา ในวันกลางเดือน ๑๐ ท่านหวนพิจารณาว่า แม้จะบวชและศึกษามานานแล้ว แต่ยังไม่เข้าถึง “ของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็น” จึงเห็นว่าถึงเวลาต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังที่สุด6
เย็นวันนั้น ท่านเข้าไปในพระอุโบสถและตั้งสัจจาธิษฐานอย่างเด็ดเดี่ยวว่า
“ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต”
จากนั้น ท่านตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระพุทธองค์ทรงประทานธรรมที่ได้ตรัสรู้แล้ว หากการรู้ธรรมนั้นจะเป็นคุณแก่พระศาสนา ท่านก็ขอรับเป็น “ทนายศาสนา” ไปจนตลอดชีวิต7
ถ้อยคำนี้มีความหมายสำคัญ เพราะแสดงเจตนาของท่านอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่ท่านกำลังแสวงหาคือ ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ มิใช่หลักธรรมที่ท่านต้องการคิดขึ้นเอง
แม้ในช่วงเริ่มต้นจะมีมดไต่ไปมาตามรอยแยกของพื้นอุโบสถ ท่านเคยคิดนำน้ำมันก๊าดมาลากเป็นวงกันมด แต่แล้วก็หยุด เพราะเห็นว่า หากตั้งใจสละชีวิตเพื่อธรรมแล้ว เหตุใดจึงยังห่วงกายและกลัวมดอยู่ เรื่องเล่าเล็ก ๆ ตอนนี้สะท้อนความเด็ดเดี่ยวของท่านได้อย่างชัดเจนว่า การปฏิบัติในคืนนั้นมิใช่การทดลองเล่น หากเป็นการวางชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อเข้าถึงความจริง8
ประมาณครึ่งคืนหรือค่อนคืน ท่านจึงเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า “ผังของความจริงของพระพุทธเจ้า” และเกิดความเข้าใจว่า ธรรมของพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้ง พ้นจากการคิดคาดคะเน หากยังตรึกนึกคิดอยู่ก็ไม่อาจเข้าถึงได้ การเข้าถึงต้องทำความรู้ตรึก รู้นึก รู้คิด ให้หยุดรวมเป็นจุดเดียวกัน9
ประสบการณ์ในคืนนั้นทำให้ท่านพบหลักสำคัญของการปฏิบัติว่า เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน จึงสามารถเข้าถึงสภาวธรรมที่ละเอียดลึกเข้าไปภายในได้ ท่านเรียกสิ่งที่เข้าถึงว่าเป็น “ของจริง” และยืนยันว่า หากใจยังไม่หยุดถูกส่วน สภาวะนั้นก็ไม่ปรากฏ
สิ่งนี้จึงมิใช่ผลจากการนั่งคิดเรียบเรียงระบบคำสอน แต่เป็นผลจากการปฏิบัติภาวนาอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
สิ่งที่ค้นพบมิใช่สิ่งที่คิดขึ้นใหม่
หลังจากเข้าถึงธรรมแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำมิได้กล่าวว่า ท่านได้สร้างธรรมชนิดใหม่ขึ้นในโลก ตรงกันข้าม ท่านเรียกสิ่งที่เข้าถึงว่าเป็น “ความจริงของพระพุทธเจ้า” และเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็น
อัตชีวประวัติของท่านใช้ถ้อยคำที่มีความหมายชัดเจนว่า นี่คือ “ของจริงที่แสวงหาได้มาจริง” และกล่าวถึงการไปสั่งสอนผู้อื่นว่าเป็นการเริ่มต้นเผยแผ่ “ธรรมกายของจริง”10
ความแตกต่างระหว่างคำว่า “คิดค้น” กับ “ค้นพบ” จึงอยู่ตรงนี้
การคิดค้นคือการสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีขึ้นจากความคิดของตน ส่วนการค้นพบคือการเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักหรือยังไม่มีผู้พบหนทางเข้าถึงในช่วงเวลานั้น
ตามบันทึกของหลวงพ่อวัดปากน้ำ สิ่งที่ท่านเข้าถึงมิได้เกิดขึ้นเพราะคิดให้มีขึ้น แต่ปรากฏเมื่อความตรึกนึกคิดหยุดลงและใจรวมเป็นจุดเดียวกัน ท่านจึงมิได้เรียกตนเองว่าเป็นผู้สร้างธรรม หากเป็นผู้ปฏิบัติเข้าถึงธรรมของพระพุทธเจ้า
พระธรรมเทศนาของท่านก็แสดงจุดยืนเดียวกัน โดยท่านกล่าวถึงธรรมที่แสดงว่า
“นี่แหละหลักพระพุทธศาสนา จำเป็นตำรับตำราไว้ อย่าดูหมิ่นดูแคลนหนา พระพุทธเจ้าไม่เกิดขึ้นในโลกละก้อ ธรรมอันนี้ไม่มีใครแสดง ไม่มีใครบอก ไม่มีใครเล่าให้ฟัง ถึงกระนั้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับเสียเกือบ ๒,๐๐๐ ปี มาเกิดขึ้นที่วัดปากน้ำนี้แล้ว…”
ข้อความนี้แสดงว่า ท่านถือว่าธรรมดังกล่าวมีต้นกำเนิดจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เคยมีอยู่แล้ว และกลับมาปรากฏขึ้นอีกครั้ง มิใช่สิ่งที่เพิ่งมีขึ้นเพราะตัวท่าน11
ด้วยเหตุนี้ การเรียกพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ว่า “ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย” จึงสอดคล้องกับถ้อยคำ เจตนารมณ์ และประสบการณ์ที่ท่านบันทึกไว้มากกว่าคำว่า “ผู้คิดค้นวิชชาธรรมกาย”
คำว่า “ธรรมกาย” มีอยู่ในพระพุทธศาสนามาแต่เดิม
นอกจากอัตชีวประวัติและพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว คำว่า “ธรรมกาย” มิใช่ถ้อยคำที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยของท่าน แต่มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์พระพุทธศาสนามาแต่เดิม
หลักฐานสำคัญอยู่ใน อัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระพุทธองค์ตรัสแก่สามเณรวาเสฏฐะและสามเณรภารทวาชะว่า
“เพราะคำว่า ธรรมกาย ก็ดี พรหมกาย ก็ดี ธรรมภูต ก็ดี พรหมภูต ก็ดี เป็นชื่อของตถาคต”
ข้อความบาลีตอนสำคัญคือ
“ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิ”
พระพุทธพจน์นี้แสดงว่า “ธรรมกาย” เป็นคำที่มีรากฐานอยู่ในพระพุทธศาสนา และใช้เป็นคำเรียกพระตถาคตโดยตรง มิใช่คำที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสร้างขึ้นในภายหลัง12
ใน วักกลิสูตร พระพุทธองค์ตรัสแก่พระวักกลิว่า
“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม”
พระสูตรตอนนี้ชี้ให้เห็นว่า การเห็นพระตถาคตที่แท้จริงมิได้จำกัดอยู่เพียงการมองเห็นพระรูปกายภายนอก หากสัมพันธ์กับการเห็นและเข้าถึงธรรม13
ใน มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน ยังมีคาถากล่าวถึงรูปกายและธรรมกาย โดยมีใจความว่า พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีทรงบำรุงพระรูปกายของพระพุทธองค์ด้วยน้ำนม ขณะที่พระพุทธองค์ทรงทำธรรมกายของพระนางให้เจริญด้วยพระธรรม14
ส่วนอรรถกถาที่อธิบายวักกลิสูตรกล่าวถึงโลกุตตรธรรม ๙ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ และพระนิพพาน ๑ ว่าเป็นกายของพระตถาคต คำอธิบายนี้ช่วยให้เห็นว่า ธรรมกายสัมพันธ์กับธรรมฝ่ายโลกุตตระ มิใช่เพียงถ้อยคำเปรียบเทียบทั่วไป15
หลักฐานเหล่านี้ทำให้เห็นว่า คำว่า “ธรรมกาย” และความสัมพันธ์ระหว่างธรรมกายกับพระตถาคต มิใช่แนวคิดที่เพิ่งปรากฏในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ
สิ่งสำคัญที่หลวงพ่อวัดปากน้ำนำกลับมาให้ความหมายในเชิงปฏิบัติคือ ธรรมกายมิใช่เรื่องสำหรับอ่านหรือแปลความอยู่ในคัมภีร์เท่านั้น แต่เป็นสภาวธรรมที่มนุษย์สามารถปฏิบัติเข้าถึง รู้เห็น และเป็นได้ด้วยตนเอง
จากถ้อยคำในคัมภีร์สู่การเข้าถึงด้วยการปฏิบัติ
จุดเด่นของคำสอนหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ที่การเชื่อมพระปริยัติเข้ากับการปฏิบัติและผลแห่งการปฏิบัติ
ท่านมิได้หยุดอยู่เพียงการพบว่า คำว่า “ธรรมกาย” ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ปฏิบัติจนเข้าถึงธรรมกาย และนำประสบการณ์นั้นมาอธิบายเป็นแนวทางให้ผู้อื่นดำเนินตาม
ตามแนวคำสอนของท่าน ธรรมกายคือกายแห่งการตรัสรู้ธรรม มีอยู่จริงภายในมนุษย์ ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึง รู้เห็น และเป็นธรรมกายได้ เมื่อทำใจให้สงบและหยุดนิ่งถูกส่วน
ในพระธรรมเทศนาว่าด้วยพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ท่านอธิบายว่า ภายในกายมนุษย์ยังมีกายที่ละเอียดซ้อนกันอยู่ตามลำดับ ได้แก่ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม และกายธรรม เมื่อเข้าถึงกายธรรมแล้ว จึงดำเนินสมาบัติและพิจารณาอริยสัจเพื่อก้าวเข้าสู่ภูมิของพระอริยบุคคลตามลำดับ16
สำหรับหลวงพ่อวัดปากน้ำ การรู้ธรรมมิใช่การรู้จากการจดจำหรือการอนุมานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นทั้ง “รู้” และ “เห็น” ด้วยญาณทัสสนะที่เกิดจากจิตบริสุทธิ์และหยุดนิ่ง
ท่านเปรียบจิตที่หยุดนิ่งกับน้ำที่สงบใส เมื่อโคลนตมตกตะกอน สิ่งที่อยู่ภายในย่อมปรากฏให้เห็นได้ แม้ของเล็กน้อยที่ก้นภาชนะก็สามารถมองเห็นได้ เช่นเดียวกับจิต เมื่อหยุดนิ่งและบริสุทธิ์ สภาวธรรมที่ลึกซึ้งย่อมปรากฏแก่การรู้เห็น17
นี่จึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระปริยัติกับการปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย พระคัมภีร์บอกให้รู้ว่ามีธรรมกายอยู่ ส่วนการปฏิบัติทำให้ผู้เดินตามทางได้พิสูจน์ว่า ธรรมกายนั้นสามารถเข้าถึงได้จริง
เมื่อเข้าถึงแล้วจึงนำไปสอน มิได้เก็บไว้เฉพาะตน
หลังคืนแห่งการเข้าถึงธรรม ณ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง หลวงพ่อวัดปากน้ำมิได้เก็บสิ่งที่ค้นพบไว้เป็นประสบการณ์ส่วนตัว
อัตชีวประวัติของท่านบันทึกว่า หลังจากเข้าถึงธรรมแล้ว เมื่อกลับเข้าที่ภาวนาอีกครั้ง ท่านเห็นวัดบางปลาปรากฏขึ้น และเกิดความรู้ว่า ที่วัดแห่งนั้นน่าจะมีผู้สามารถปฏิบัติรู้เห็นตามได้
เมื่อออกพรรษาและรับกฐินแล้ว ท่านจึงเดินทางไปสอนที่วัดบางปลาเป็นเวลาราว ๔ เดือน มีพระภิกษุปฏิบัติได้ ๓ รูป และคฤหัสถ์อีก ๔ คน ท่านเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการเริ่มเผยแผ่ “ธรรมกายของจริงที่แสวงหาได้มาจริง”18
เหตุการณ์นี้มีความสำคัญ เพราะแสดงว่า สิ่งที่ท่านค้นพบมิได้ถูกวางไว้ในฐานะประสบการณ์ที่เชื่อได้เฉพาะตัวท่านเท่านั้น หากเป็นแนวทางที่สามารถสอน ถ่ายทอด และเปิดให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม
หลักการสำคัญของวิชชาธรรมกายจึงมิใช่การเรียกร้องให้เชื่อเพราะถ้อยคำของครู แต่เป็นการเชื้อเชิญให้ศึกษาและลงมือปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์ผลด้วยตนเองตามกำลังแห่งศีล สมาธิ และปัญญา
เมื่อท่านมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ การสอนธรรมปฏิบัติจึงขยายกว้างออกไป มีทั้งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก และอุบาสิกาเข้ามาศึกษา และมีการถ่ายทอดสืบต่อมาจนเกิดตำรา พระธรรมเทศนา และกลุ่มผู้ปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกายในเวลาต่อมา
แล้วเหตุใดจึงเรียกว่า “วิชชาธรรมกาย”
คำว่า “วิชชาธรรมกาย” สามารถเข้าใจได้จากคำสองส่วน คือ “วิชชา” และ “ธรรมกาย”
“วิชชา” หมายถึงความรู้แจ้งหรือคุณธรรมที่กำจัดอวิชชา ทำให้รู้เห็นสภาวธรรมและอริยสัจตามความเป็นจริง ส่วน “ธรรมกาย” หมายถึงกายแห่งธรรม หรือกายแห่งการตรัสรู้ธรรม
เมื่อนำมารวมกัน “วิชชาธรรมกาย” จึงหมายถึงความรู้แจ้งที่เกิดจากการเข้าถึงธรรมกาย และหมายรวมถึงกระบวนการปฏิบัติที่นำผู้ปฏิบัติให้เข้าถึง รู้เห็น และดำเนินวิชชาด้วยธรรมกาย19
หากค้นเฉพาะคำที่เขียนติดกันว่า “วิชชาธรรมกาย” อาจไม่พบในพระไตรปิฎก แต่คำว่า “วิชชา” และ “ธรรมกาย” ต่างมีรากฐานอยู่ในคำสอนพระพุทธศาสนา การนำมาประกอบกันจึงเป็นชื่อเรียกหมวดความรู้และวิธีปฏิบัติ มิใช่การสร้างสัจธรรมชนิดใหม่ขึ้นนอกพระพุทธศาสนา
ทำนองเดียวกับคำเรียกวิธีปฏิบัติอีกหลายคำ ชื่อที่เกิดขึ้นภายหลังอาจทำหน้าที่รวบรวมและสื่อความหมายของกระบวนการปฏิบัติ แต่เหตุที่ชื่อปรากฏภายหลังมิได้แปลว่า ธรรมและสภาวะที่ชื่อนั้นกล่าวถึงเพิ่งถูกสร้างขึ้นพร้อมกับชื่อ
ในกรณีวิชชาธรรมกาย ชื่อนี้ใช้เรียกการปฏิบัติและความรู้แจ้งที่ดำเนินด้วยธรรมกาย ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำเข้าถึงและนำกลับมาถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ
หลวงพ่อวัดปากน้ำจึงเป็นผู้ค้นพบ มิใช่ผู้คิดค้น
เมื่ออ่านอัตชีวประวัติ พระธรรมเทศนา และหลักฐานในคัมภีร์ร่วมกัน เรื่องราวที่ปรากฏมีความต่อเนื่องกันอย่างชัดเจน
คำว่า “ธรรมกาย” มีอยู่ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์พระพุทธศาสนามาแต่เดิม มิใช่คำที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสร้างขึ้น
หลวงพ่อวัดปากน้ำศึกษาทั้งพระปริยัติและการปฏิบัติ แสวงหาครูอาจารย์หลายสำนัก และใช้เวลาหลายพรรษาค้นหาธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงรู้เห็น ท่านมิได้พอใจเพียงความรู้จากตำรา หรือเพียงความสามารถในการสอนกรรมฐานตามแบบที่เคยศึกษา
ในพรรษาที่ ๑๒ ท่านจึงสละชีวิตเป็นเดิมพัน นั่งภาวนาในพระอุโบสถวัดโบสถ์บน บางคูเวียง ด้วยความตั้งใจจะเข้าถึงธรรมของพระพุทธเจ้า เมื่อเข้าถึงแล้ว ท่านมิได้อ้างว่าเป็นธรรมที่ตนสร้างขึ้น แต่เรียกว่าเป็นของจริงของพระพุทธเจ้า และนำออกสั่งสอนเพื่อให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม
สิ่งที่ท่านทำภายหลังคือการอธิบาย จัดลำดับ และถ่ายทอดหนทางปฏิบัติให้บุคคลอื่นดำเนินตามได้ การจัดระบบการสอนไม่ได้หมายถึงการสร้างสัจธรรมขึ้นใหม่ แต่เป็นการนำสิ่งที่เข้าถึงแล้วมาอธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจและปฏิบัติได้อย่างเป็นขั้นตอน
ด้วยเหตุนี้ คำว่า “ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย” จึงตรงกับเรื่องราวและเจตนารมณ์ของท่านมากกว่าคำว่า “ผู้คิดค้นวิชชาธรรมกาย”
วิชชาธรรมกายเป็นวิชชาของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ปฏิบัติเข้าถึงและค้นพบแนวทางกลับคืนมา มิใช่สิ่งที่ท่านคิดสร้างขึ้นเอง เมื่อเข้าถึงแล้ว ท่านจึงอุทิศชีวิตในการสั่งสอนและเปิดทางให้พุทธบริษัทได้ศึกษาและพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติของตนเอง
ผู้สนใจจึงไม่จำเป็นต้องเชื่อเพราะคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว หากสามารถศึกษาหลักฐาน อ่านพระธรรมเทศนา และลองปฏิบัติตามเหตุปัจจัยด้วยใจเป็นกลาง เพราะหัวใจของคำสอนนี้มิใช่การชักชวนให้เชื่อโดยไม่พิสูจน์ แต่คือการชี้ทางให้แต่ละคนทำใจให้สงบหยุดนิ่ง และค่อย ๆ รู้เห็นความจริงจากภายในด้วยตนเอง
เชิงอรรถ
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), “อัตชีวประวัติ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร),” บันทึกโดยท่านเอง ตีพิมพ์ในนิตยสาร มงคลสาร ปีที่ ๑ เล่ม ๑ วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗ หน้า ๔–๖ และ ๒๐. อ่านอัตชีวประวัติฉบับออนไลน์ ↩
- แหล่งเดียวกัน ตอนกล่าวถึงภัยโจรกลางสายน้ำ การพิจารณาความตาย และการตั้งใจว่า เมื่อบวชแล้วจะไม่ลาสิกขาตลอดชีวิต. ↩
- แหล่งเดียวกัน ตอนกล่าวถึงการอุปสมบทใน พ.ศ. ๒๔๔๙ และการศึกษาคันถธุระ ณ วัดพระเชตุพน. ↩
- แหล่งเดียวกัน ตอนกล่าวถึงการแสวงหาครูผู้สอนสมถวิปัสสนา และการได้รับอนุญาตให้เป็นผู้สอนตามแบบของครูอาจารย์บางรูป. ↩
- แหล่งเดียวกัน ตอนกล่าวถึงการเดินทางไปจำพรรษาที่วัดบางคูเวียงในพรรษาที่ ๑๒. ↩
- แหล่งเดียวกัน ตอนกล่าวถึงการหวนพิจารณาว่า ยังมิได้บรรลุของจริงที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็น และสมควรลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง. ↩
- แหล่งเดียวกัน คำตั้งสัจจาธิษฐานและคำอธิษฐานขอธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ พร้อมคำปฏิญาณรับเป็นทนายพระศาสนาตลอดชีวิต. ↩
- แหล่งเดียวกัน เหตุการณ์มดบนพื้นอุโบสถและการวางขวดน้ำมันก๊าด หลังพิจารณาว่าได้ตั้งใจสละชีวิตแล้ว. ↩
- แหล่งเดียวกัน ตอนกล่าวถึง “คมฺภีโร จายํ ธมฺโม” และการทำความรู้ตรึก รู้นึก รู้คิด ให้หยุดเป็นจุดเดียวกัน. ↩
- แหล่งเดียวกัน ตอนท้ายอัตชีวประวัติ กล่าวถึงการเริ่มเผยแผ่ “ธรรมกายของจริงที่แสวงหาได้มาจริง”. ↩
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), พระธรรมเทศนาที่กล่าวถึงหลักพระพุทธศาสนาและการกลับมาปรากฏของธรรมที่วัดปากน้ำ. ↩
- อัคคัญญสูตร, ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสยามรัฐ เล่ม ๑๑ ข้อ ๕๕. อ่านหลักฐานและคำอธิบายเพิ่มเติม ↩
- วักกลิสูตร, สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค, พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม ๑๗ ข้อ ๘๗ หน้า ๑๕๗–๑๖๓. ↩
- มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน, ขุททกนิกาย อปทาน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓. อ่านข้อความบาลีและคำอธิบาย ↩
- สารัตถัปปกาสินี อรรถกถาสังยุตตนิกาย อธิบายข้อความในวักกลิสูตร โดยเชื่อมโยงธรรมกายกับโลกุตตรธรรม ๙. อ่านคำอธิบายจากคัมภีร์ ↩
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ,” พระธรรมเทศนากัณฑ์ที่ ๑. ↩
- แหล่งเดียวกัน ตอนอธิบายจิตที่หยุดนิ่งบริสุทธิ์ และอุปมาน้ำที่สงบนิ่งจนสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ก้นภาชนะ. ↩
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), “อัตชีวประวัติ,” ตอนกล่าวถึงการไปสอนที่วัดบางปลาเป็นเวลาราว ๔ เดือน และมีพระภิกษุปฏิบัติได้ ๓ รูป คฤหัสถ์ ๔ คน. ↩
- คำอธิบาย “วิชชาธรรมกาย” ในความหมายของความรู้แจ้งที่เกิดจากการเข้าถึงธรรมกาย และกระบวนการสมถวิปัสสนาที่มุ่งกำจัดอวิชชา. อ่านเรื่องวิชชาธรรมกาย ↩
บรรณานุกรม
พระไตรปิฎกและคัมภีร์
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสยามรัฐ. ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค อัคคัญญสูตร เล่ม ๑๑.
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วักกลิสูตร เล่ม ๑๗.
- พระไตรปิฎกภาษาไทย. ขุททกนิกาย อปทาน มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน เล่ม ๓๓.
- สารัตถัปปกาสินี. อรรถกถาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค.
อัตชีวประวัติและพระธรรมเทศนา
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). “อัตชีวประวัติ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร).” ตีพิมพ์ในนิตยสาร มงคลสาร ปีที่ ๑ เล่ม ๑ วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗ หน้า ๔–๖ และ ๒๐.
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). รวมพระธรรมเทศนา ๖๗ กัณฑ์.
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). ทางมรรคผล พร้อมด้วยวิธีบูชาพระก่อนนั่งภาวนา. ธนบุรี: วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ, ๒๔๙๙.