ก่อนเริ่มนั่งสมาธิ ควรเตรียมตัวและวางใจอย่างไร?

ก่อนเริ่มนั่งสมาธิ
ควรเตรียมตัวและวางใจอย่างไร?

แนวทางเริ่มต้นปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามหลักวิชชาธรรมกาย

ขอบเขตของบท: อธิบายการเตรียมกาย วาจา และใจ การจัดท่านั่ง การใช้ลมหายใจ การนำใจเข้าสู่ศูนย์กลางกาย และอุบายประคองใจให้สงบ

สารบัญ

 

บทนำ

การปฏิบัติธรรมมิได้เริ่มต้นขึ้นในขณะที่ผู้ปฏิบัติหลับตาเท่านั้น หากเริ่มตั้งแต่การจัดระเบียบชีวิต การสำรวมกายและวาจา การรักษาศีล การวางความกังวล ตลอดจนการทำความเข้าใจวัตถุประสงค์และวิธีปฏิบัติให้ถูกต้อง ผู้ที่เตรียมกายพร้อมแต่ยังเต็มไปด้วยความกังวลอาจนั่งได้ไม่นาน ผู้ที่มีความตั้งใจดีแต่เร่งบังคับใจมากเกินไปอาจเกิดความตึงเครียด ส่วนผู้ที่ไม่เข้าใจหลักการวางใจก็อาจเผลอเพ่งนิมิต บังคับลมหายใจ หรือทวงผลจากการปฏิบัติจนใจไม่อาจสงบลงได้

สมาธิมิใช่การบังคับให้จิตว่าง มิใช่การแข่งขันว่าใครจะเห็นแสงหรือดวงธรรมได้เร็วกว่า และมิใช่การสร้างภาพภายในให้ตรงตามคำบรรยาย หากเป็นการอบรมใจที่เคยกระจัดกระจายไปตามอารมณ์ต่าง ๆ ให้ค่อย ๆ กลับมาสงบ รวม และหยุดนิ่งถูกส่วน

ตามแนววิชชาธรรมกาย การปฏิบัติเบื้องต้นใช้หลักสำคัญสามประการร่วมกัน ได้แก่ การกำหนดฐานที่ตั้งของใจ ณ ศูนย์กลางกาย การกำหนดบริกรรมนิมิตเป็นเครื่องหมายดวงกลมใส และการใช้บริกรรมภาวนา “สัมมา อะระหัง” เพื่อประคองใจให้หยุดนิ่ง หากนึกนิมิตได้ยาก อาจอาศัยการรับรู้ลมหายใจตามธรรมชาติเป็นเครื่องช่วย โดยไม่บังคับลมและไม่ตามลมหายใจออกไปภายนอก1

บทความนี้จึงมุ่งแนะนำการเตรียมตัวและวิธีเริ่มต้นนั่งสมาธิอย่างถูกต้อง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติมีพื้นฐานพร้อมสำหรับศึกษาดวงปฐมมรรค ศูนย์กลางกาย ดวงธรรม และทางดำเนินภายในในบทต่อไป

ภาคที่ ๑ ก่อนนั่งสมาธิ

๑. ตั้งวัตถุประสงค์ให้ถูกต้อง

ก่อนนั่งสมาธิ ผู้ปฏิบัติควรตั้งเจตนาให้ชัดว่า จะฝึกเพื่ออบรมกาย วาจา และใจให้สงบ ตั้งมั่น และพร้อมสำหรับการรู้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง มิใช่เพื่อแสวงหาความอัศจรรย์ แข่งขันกับผู้อื่น อวดผล หรือบังคับให้ประสบการณ์ภายในเกิดขึ้นตามความต้องการ

การตั้งเจตนาเช่นนี้ช่วยลดความกลัวว่าจะทำไม่ได้ ความอยากได้ผลเร็ว และความกังวลว่าตนช้ากว่าผู้อื่น ในเวลาที่กำหนดไว้ จึงควรวางภาระภายนอกลงชั่วคราว แล้วฝึกนำใจกลับเข้าสู่ภายในด้วยความสงบ อดทน และไม่กดดันตนเอง

๒. เตรียมศีลและความประพฤติให้เกื้อหนุนสมาธิ

สมาธิมิได้แยกขาดจากชีวิตประจำวัน หากกายและวาจายังสร้างความเดือดร้อนอยู่เสมอ เมื่อถึงเวลานั่งภาวนา เรื่องเหล่านั้นย่อมหวนกลับมาเป็นความกังวล ความเสียใจ หรือความไม่สบายใจ ผู้ปฏิบัติจึงควรรักษาศีลตามฐานะของตน ระมัดระวังการเบียดเบียน การกล่าวเท็จ ถ้อยคำรุนแรง และสิ่งที่ทำให้ขาดสติ

หากได้กระทำสิ่งใดผิดพลาด ควรยอมรับ แก้ไข และตั้งใจสำรวมต่อไป ไม่ควรนำความผิดพลาดมาซ้ำเติมตนเองจนหมดกำลังใจ ศีลทำให้กายและวาจาสงบ ลดเหตุแห่งความร้อนใจ และเป็นฐานเกื้อหนุนให้สมาธิเกิดขึ้นได้ง่าย

๓. วางภาระและความกังวล

ก่อนเริ่มนั่ง ควรจัดภารกิจที่จำเป็นให้เรียบร้อย ปิดหรือทำให้อุปกรณ์สื่อสารไม่รบกวน และเลือกเวลาที่ไม่ต้องคอยพะวงว่าจะมีงานเร่งด่วนเข้ามา อย่างไรก็ตาม มิใช่ต้องรอให้ชีวิตไม่มีปัญหาจึงจะปฏิบัติได้ เพราะภาระย่อมเกิดขึ้นอยู่เสมอ สิ่งสำคัญคือวางความกังวลลงชั่วคราว แล้วค่อยกลับไปพิจารณาภายหลังด้วยสติและปัญญา

การเตรียมใจในลักษณะนี้เป็นการตัดปลิโพธหรือเครื่องกังวล และช่วยปรับศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาให้ดำเนินอย่างสมดุล ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป2

๔. เตรียมกายและจัดสถานที่

สถานที่ควรสะอาด อากาศถ่ายเท และลดสิ่งรบกวนเท่าที่ทำได้ แสงไม่สว่างจ้าจนรบกวนสายตา และไม่มืดจนทำให้ง่วง อุณหภูมิควรพอเหมาะ เสื้อผ้าไม่รัดแน่น และอาจใช้เบาะรองนั่งเพื่อช่วยให้สะโพกกับเข่าอยู่ในตำแหน่งที่สบาย

  • จัดธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนเริ่มนั่ง
  • หลีกเลี่ยงการนั่งขณะที่หิว อิ่ม อ่อนเพลีย ร้อน หรือหนาวจนรบกวนใจ
  • ผู้มีข้อจำกัดทางเข่า สะโพก หลัง หรือสุขภาพอื่น สามารถนั่งเก้าอี้หรือปรับท่าให้เหมาะสม
  • หากเกิดอาการเจ็บผิดปกติ ไม่ควรฝืนร่างกายเพื่อรักษาท่านั่ง

คำแนะนำเหล่านี้เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้กายเกื้อหนุนต่อสมาธิ มิใช่ข้อบังคับว่าผู้ปฏิบัติทุกคนต้องใช้ท่าเดียวกัน

๕. ระลึกถึงพระรัตนตรัยและแผ่เมตตา

ก่อนนำใจเข้าสู่ศูนย์กลางกาย ผู้ปฏิบัติอาจกราบหรือระลึกถึงพระรัตนตรัย กล่าวคำบูชาพระกรรมฐาน ตั้งเจตนาถวายการปฏิบัติเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา ขอขมาต่อสิ่งที่ได้ล่วงเกินด้วยกาย วาจา และใจ แล้วตั้งใจสำรวมต่อไป

จากนั้นแผ่เมตตาแก่ตนเองและสรรพสัตว์ ปรารถนาให้พ้นจากความเบียดเบียน มีความสงบ และมีเหตุปัจจัยเกื้อหนุนต่อการเจริญในธรรม การแผ่เมตตาช่วยให้ใจคลายจากความขุ่นเคือง โดยไม่จำเป็นต้องบังคับตนให้เกิดอารมณ์พิเศษ

ภาคที่ ๒ ขณะนั่งสมาธิ

๖. จัดท่านั่งให้มั่นคง แต่ไม่เกร็ง

พระพุทธพจน์ในอานาปานสติสูตรแสดงการนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า แล้วมีสติรู้ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า3

ในทางปฏิบัติ คำว่า “ตั้งกายตรง” หมายถึงลำตัวตั้งอย่างเป็นธรรมชาติ มิใช่แอ่นอก ดันเอว หรือเกร็งจนปวดเมื่อย ผู้ปฏิบัติอาจนั่งขัดสมาธิบนพื้น นั่งบนเบาะ หรือนั่งเก้าอี้ตามความเหมาะสม โดยยึดหลักว่า ท่านั่งต้องมั่นคง หายใจสะดวก ไม่กดทับจนเกิดอันตราย และช่วยให้รักษาสติได้ต่อเนื่อง

๗. วางขา ลำตัว มือ และเปลือกตา

หากนั่งกับพื้น ให้วางขาตามที่ถนัด ไม่จำเป็นต้องฝืนขัดสมาธิเพชร ผู้ที่นั่งเก้าอี้ควรวางฝ่าเท้าบนพื้นให้มั่นคง ไม่ไขว่ห้าง และไม่นั่งพิงจนเคลิ้ม ตั้งศีรษะให้สมดุลกับลำตัว ไม่ก้มจนคอพับและไม่เงยจนตึง ปล่อยไหล่ หน้าอก และหน้าท้องตามธรรมชาติ

วางมือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ขวาจรดหัวแม่มือซ้าย หรือวางในลักษณะที่สบาย โดยให้แขนและไหล่ไม่ต้องออกแรงประคอง หลับตาเบาเหมือนพักสายตา ไม่บีบเปลือกตา ไม่ขมวดคิ้ว และไม่ใช้ลูกตาค้นหาภาพภายใน

๘. ผ่อนคลายร่างกาย

เมื่อจัดท่านั่งแล้ว ควรสำรวจร่างกายจากศีรษะลงไป ผ่อนคลายหน้าผาก คิ้ว เปลือกตา แก้ม ขากรรไกร คอ ไหล่ แขน มือ หน้าอก หน้าท้อง หลัง สะโพก ขา และเท้า หากพบส่วนใดเกร็ง ให้รู้แล้วค่อย ๆ คลาย ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ความตึงหายทันที

ความผ่อนคลายมิใช่การปล่อยตัวจนขาดสติ แต่เป็นสภาพที่กายไม่รบกวนใจ และใจไม่ต้องแบ่งกำลังไปต่อสู้กับอาการเกร็ง

๙. ปล่อยลมหายใจให้เป็นธรรมชาติ

ในช่วงเริ่มต้น อาจหายใจเข้าลึกและผ่อนออกยาวอย่างเป็นธรรมชาติหนึ่งหรือสองครั้งเพื่อคลายความตึง หลังจากนั้นปล่อยให้ลมหายใจดำเนินตามปกติ ไม่ต้องบังคับให้ยาว สั้น แรง หรือเบา เพียงมีสติรู้ว่ากำลังหายใจเข้าและหายใจออก หากลมหายใจยาวก็รู้ว่ายาว หากสั้นก็รู้ว่าสั้น

ในการปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย ลมหายใจเป็นเครื่องช่วยรวบใจในเบื้องต้น มิใช่อารมณ์ที่ต้องตามออกไปภายนอก กำหนดให้ลมผ่านและกระทบดวงแก้วที่ศูนย์กลางกาย และมิใช่สิ่งที่ต้องควบคุมให้ละเอียด เมื่อใจตั้งมั่น ณ ศูนย์กลางกายแล้ว ความสนใจในลมหายใจย่อมเบาบางลงได้ตามธรรมชาติ

๑๐. นำใจเข้าสู่ฐานที่ตั้งทั้ง ๗

แนววิชชาธรรมกายอธิบายฐานที่ตั้งของใจไว้ ๗ ฐาน เพื่อใช้เป็นเส้นทางนำความรู้สึกจากภายนอกกลับเข้าสู่ศูนย์กลางกาย

  • ฐานที่ ๑: ปากช่องจมูก โดยใช้ด้านซ้ายสำหรับหญิงและด้านขวาสำหรับชายตามคำแนะนำภาคปฏิบัติ
  • ฐานที่ ๒: เพลาตา บริเวณหัวตาด้านใน
  • ฐานที่ ๓: จอมประสาท บริเวณกลางกะโหลกศีรษะ
  • ฐานที่ ๔: ปากช่องเพดาน
  • ฐานที่ ๕: ปากช่องลำคอ
  • ฐานที่ ๖: ศูนย์กลางกายระดับสะดือ
  • ฐานที่ ๗: ศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือขึ้นมาประมาณสองนิ้วมือ (ประมาณ ๕ เซนติเมตร)

การเดินฐานทั้ง ๗ เป็นอุบายแนะนำเส้นทางนำใจเข้าสู่ภายใน ส่วนที่ตั้งสำหรับประคองใจในระหว่างภาวนาคือศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อคุ้นเคยแล้ว สามารถวางใจที่ฐานที่ ๗ ได้โดยตรง โดยไม่ต้องบังคับให้นิมิตเคลื่อนผ่านฐานต่าง ๆ ทุกครั้ง

ระยะ “ประมาณสองนิ้วมือ” เป็นภาษาวิธีปฏิบัติ ไม่ควรทำให้ผู้เริ่มต้นวิตกกับการวัดตำแหน่งทางกายวิภาคอย่างตายตัว ให้วางความรู้สึกไว้บริเวณกึ่งกลางภายในลำตัวอย่างเบาสบาย ไม่เพ่ง ไม่เกร็ง และไม่กังวลว่าตำแหน่งจะคลาดเคลื่อนหรือกำหนดระยะไม่ตรง เพราะเมื่อใจเราหยุดนิ่งถูกส่วน ใจจะตกศูนย์ และไปตั้งอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เองโดยธรรมชาติ

๑๑. กำหนดบริกรรมนิมิตอย่างไม่เพ่ง

เมื่อนำใจมาถึงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้กำหนดเครื่องหมายเป็นดวงกลมใสไว้กลางกาย อาจนึกคล้ายดวงแก้วใส หยดน้ำใส หรือความสว่างที่บริสุทธิ์ คำว่า “นึกเห็น” มิได้หมายถึงการเพ่งให้คมชัดเหมือนใช้ตาดูวัตถุภายนอก การนึกเบื้องต้นอาจเป็นเพียงความจำ ความรู้สึก หรือความเข้าใจว่ามีดวงใสอยู่ตรงนั้นก็เพียงพอ

นิมิตอาจชัดหรือไม่ชัด ใหญ่หรือเล็ก อยู่กับที่หรือเคลื่อนไหวได้ ไม่ควรแต่งสี ปรับขนาด หรือบังคับให้เหมือนคำบรรยาย หากนึกดวงใสไม่ได้ ให้วางความรู้สึกสงบไว้กลางกาย หรือระลึกเบา ๆ ว่ามีจุดใสอยู่ตรงนั้น ความสามารถในการสร้างภาพทางใจมิใช่เครื่องตัดสินความก้าวหน้าของสมาธิ

๑๒. ใช้คำบริกรรม “สัมมา อะระหัง”

เมื่อวางดวงใสหรือความรู้สึกสงบไว้ ณ ศูนย์กลางกายแล้ว ให้บริกรรมภายในใจอย่างเบาสบายว่า “สัมมา อะระหัง” ไม่ต้องภาวนาเร็ว ไม่ต้องออกเสียง และไม่ต้องนับจำนวนครั้ง ให้คำภาวนาเป็นเหมือนเสียงละเอียดที่เกิดขึ้นจากกลางดวงใส ใช้เพื่อประคองใจมิให้ฟุ้งไปสู่อารมณ์อื่น

หากใจสงบและคำภาวนาเลือนไปเอง ไม่ต้องดึงกลับมา เพียงรักษาความนิ่งและความรู้สึกตัวไว้ แต่ถ้าความคิดเริ่มฟุ้งหรือใจหลุดจากศูนย์กลาง จึงค่อยกลับมาใช้คำบริกรรมอีกครั้ง คำว่า “สัมมา” สัมพันธ์กับพระปัญญาคุณ และ “อะระหัง” สัมพันธ์กับพระวิสุทธิคุณ การบริกรรมจึงมีลักษณะเป็นพุทธานุสติและเป็นเครื่องประคองใจ

๑๓. เข้าใจความหมายของการวางใจ

การวางใจมิใช่การเอาความคิดไปจ้องอวัยวะภายใน มิใช่การกดความรู้สึกลงไปในท้อง และมิใช่การบังคับลูกตาให้มองลงไปยังศูนย์กลางกาย แต่หมายถึงการนำความเห็น ความจำ ความคิด และความรู้ ค่อย ๆ มารวมอยู่ในอารมณ์เดียว ณ ตำแหน่งเดียว โดยมีความรู้สึกตัวแต่ไม่เพ่ง มีความตั้งใจแต่ไม่บังคับ และมีความสบายแต่ไม่ปล่อยให้เคลิ้ม

๑๔. เลือกใช้อุบายให้พอดี

ผู้เริ่มต้นไม่ควรพยายามทำทุกอย่างพร้อมกันจนตึง ทั้งดูลม นึกดวง ท่องคำภาวนา วัดตำแหน่งศูนย์กลาง และตรวจผลตลอดเวลา ควรใช้อุบายตามสภาพใจในขณะนั้น

  • ถ้าใจฟุ้ง ใช้คำภาวนาช่วยให้ต่อเนื่อง
  • ถ้านึกดวงใสได้สบาย ใช้ดวงใสเป็นอารมณ์หลัก
  • ถ้านึกภาพไม่ได้ ใช้ความรู้สึกสงบหรือคำภาวนาไปก่อน
  • ถ้าลมหายใจช่วยให้ใจรวม ใช้ลมเป็นเครื่องสังเกตโดยไม่ตามลม
  • เมื่อใจสงบและอุบายใดเลือนไปเอง ไม่ต้องรีบดึงกลับมา

๑๕. เมื่อความคิดเกิดขึ้น

สมาธิมิใช่การห้ามมิให้มีความคิด เมื่อความคิดเกิดขึ้น ให้รู้ว่าใจออกไปคิดแล้ว ไม่ต้องตามเรื่องราว ไม่ต้องโกรธความคิด และไม่ต้องผลักไส เพียงนำใจกลับมาที่ดวงใสหรือจุดสงบ ณ ศูนย์กลางกาย แล้วบริกรรมต่อไปอย่างสบาย

หากเผลอไปร้อยครั้งแล้วรู้ตัวกลับมาได้ร้อยครั้ง การกลับมาแต่ละครั้งคือการฝึกสติ มิใช่ความล้มเหลว ความก้าวหน้ามิได้วัดจากการไม่มีความคิดเลย แต่วัดจากการรู้ตัวได้เร็วขึ้น ไม่ถูกความคิดครอบงำนาน และกลับสู่อารมณ์กรรมฐานได้โดยไม่หงุดหงิด

๑๖. อย่าเร่งให้เกิดแสง นิมิต หรือดวงธรรม

เมื่ออ่านคำอธิบายเรื่องดวงปฐมมรรคและธรรมภายใน ผู้ปฏิบัติอาจจดจำลักษณะเหล่านั้นแล้วพยายามสร้างให้ปรากฏ การทำเช่นนี้อาจทำให้เกิดภาพจากความจำหรือจินตนาการ แล้วเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นผลของการหยุดใจ

บริกรรมนิมิตเป็นเครื่องหมายที่ผู้ปฏิบัติกำหนดขึ้นเพื่อประคองใจ ส่วนดวงธรรมที่ปรากฏเมื่อใจหยุดถูกส่วนเป็นผลของเหตุภายในที่ประชุมพร้อม หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือวางเหตุให้ถูกต้อง ไม่สร้างภาพ ไม่คาดคะเน และไม่คอยถามตนเองทุกขณะว่าใกล้เห็นหรือยัง รายละเอียดเรื่องดวงปฐมมรรคและทางดำเนินภายในจะอธิบายในบทต่อไป

๑๗. แก้อุปสรรคที่พบบ่อย

ใจฟุ้งซ่าน: อย่าต่อสู้กับทุกความคิด ใช้คำภาวนาให้ต่อเนื่องขึ้นเล็กน้อย และนึกดวงใสอย่างเบา ๆ เมื่อใจเริ่มอยู่กับอารมณ์เดียวจึงค่อยผ่อนคำภาวนา

ง่วงหรือเคลิ้ม: ปรับลำตัวให้ตรง ลืมตาเล็กน้อย หายใจตามธรรมชาติด้วยความรู้สึกตัว หากง่วงเพราะพักผ่อนไม่พอ ควรแก้ที่การพักผ่อน

ปวดเมื่อย: ตรวจท่านั่งก่อน หากเป็นอาการเล็กน้อยให้รับรู้โดยไม่รีบขยับ แต่หากปวดมากหรือเสี่ยงบาดเจ็บ ให้ปรับท่าด้วยสติ

ปวดศีรษะหรือหน้าผากตึง: มักสัมพันธ์กับการเพ่งหรือใช้ลูกตาค้นหาภาพ ให้ผ่อนหน้าผาก เปลือกตา และเปลี่ยนจากการจ้องมาเป็นเพียงรู้สึกว่าดวงใสอยู่กลางกาย

หายใจไม่สะดวก: ตรวจว่ากำลังบังคับหรือกลั้นลมหายใจหรือไม่ แล้วปล่อยให้ร่างกายหายใจเองตามธรรมชาติ

นึกภาพไม่ออก: ไม่ต้องพยายามสร้างภาพให้ชัด เพียงกำหนดความรู้สึกว่ามีจุดสงบอยู่กลางกาย หรือใช้คำภาวนาเป็นอารมณ์หลักก่อน

๑๘. หากเกิดประสบการณ์ที่ไม่แน่ใจ

หากเกิดประสบการณ์ภายในที่ไม่แน่ใจ หรือมีอาการผิดปกติจากการเพ่ง การบังคับลม หรือการฝืนร่างกาย ควรหยุดปรับวิธีให้กลับมาสบาย และสอบถามครูอาจารย์ผู้มีความรู้ในแนวปฏิบัตินี้ ไม่ควรวินิจฉัยสภาวธรรมขั้นสูงให้ตนเองจากภาพ ความสว่าง ความสุข หรือความรู้สึกเพียงครั้งเดียว

ภาคที่ ๓ หลังนั่งสมาธิและการฝึกต่อเนื่อง

๑๙. วิธีออกจากสมาธิ

เมื่อถึงเวลาสิ้นสุด ไม่ควรรีบลืมตาหรือลุกขึ้นทันที ควรรักษาใจให้นิ่ง ณ ศูนย์กลางกายอีกเล็กน้อย ตั้งใจแผ่เมตตาและอุทิศกุศล จากนั้นค่อยรับรู้ร่างกายภายนอก ขยับนิ้วมือ นิ้วเท้า ผ่อนคลายขาและหลัง แล้วลืมตาช้า ๆ

หลังออกจากสมาธิ อาจพิจารณาสั้น ๆ ว่า รอบนี้กายเป็นอย่างไร ใจตึงหรือหย่อนตรงใด และอุบายใดช่วยให้ใจสงบ การสังเกตเช่นนี้มีไว้เพื่อปรับเหตุในครั้งต่อไป มิใช่เพื่อวิจารณ์ตนเองหรือจัดอันดับความสำเร็จ

สำหรับผู้เบื้องต้น แนะนำให้เปิดเสียงนำนั่งสมาธิ เพื่อฟังให้รู้จักหลักการก่อน สามารถเข้าไปรับฟังใน ภาคปฏิบัติ: เจริญภาวนาธรรมเบื้องต้น(ระดับสมถกัมมัฏฐาน)

๒๐. ระยะเวลาและความสม่ำเสมอ

ผู้เริ่มต้นควรกำหนดเวลาที่เหมาะกับร่างกายและภารกิจ ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการนั่งนานจนเกิดความอึดอัด สิ่งสำคัญกว่าระยะเวลาในแต่ละครั้งคือความสม่ำเสมอและคุณภาพของการวางใจ

นอกจากเวลานั่งอย่างเป็นทางการแล้ว ยังสามารถฝึกระลึกถึงศูนย์กลางกายในชีวิตประจำวัน เช่น ก่อนเริ่มงาน ระหว่างพัก หรือก่อนนอน โดยวางใจเบา ๆ และบริกรรมภายใน สามารถกำหนดใจทำสมาธิได้ทุกอิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอน ทั้งนี้ต้องไม่กระทบต่อความปลอดภัยหรือหน้าที่ที่กำลังทำ

๒๑. เกณฑ์เบื้องต้นว่ากำลังปฏิบัติถูกทาง

ในระยะแรก ไม่ควรใช้การเห็นแสงหรือภาพเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว ควรสังเกตผลที่เกิดกับกาย ใจ และความประพฤติร่วมกัน

  • กายผ่อนคลายและหายใจเป็นธรรมชาติขึ้น
  • รู้ตัวได้เร็วเมื่อใจฟุ้ง และกลับมาที่ศูนย์กลางได้ง่ายขึ้น
  • ความหงุดหงิดและความเร่งร้อนลดลง
  • มีความอดทน เมตตา และความตั้งใจรักษาศีลเพิ่มขึ้น
  • ไม่หมกมุ่นกับการเปรียบเทียบผลกับผู้อื่น
  • ไม่ด่วนรับรองตนเองจากภาพ ความสว่าง หรือความสงบชั่วคราว

๒๒. ลำดับปฏิบัติฉบับย่อ

  1. จัดสถานที่และวางภาระที่จำเป็น
  2. กราบหรือระลึกถึงพระรัตนตรัย
  3. ตรวจศีลและตั้งเจตนาปฏิบัติให้ถูกต้อง
  4. แผ่เมตตาและวางความขุ่นข้อง
  5. จัดท่านั่งให้มั่นคงแต่ไม่เกร็ง
  6. หลับตาเบาและผ่อนคลายร่างกาย
  7. ปล่อยลมหายใจให้เป็นไปตามธรรมชาติ
  8. นำใจเข้าสู่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
  9. กำหนดดวงกลมใสหรือความรู้สึกสงบไว้กลางกาย
  10. บริกรรม “สัมมา อะระหัง” อย่างเบาสบาย
  11. เมื่อเผลอ ให้รู้แล้วกลับมาใหม่โดยไม่ตำหนิตนเอง
  12. เมื่อใจสงบและคำภาวนาเลือนไป ให้รักษาความนิ่งต่อไป
  13. เมื่อสิ้นเวลา ให้ออกจากสมาธิอย่างช้า ๆ และแผ่เมตตา

บทนำภาวนาแบบอ่านตาม

บทสรุป

การเริ่มต้นปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกายมิได้ขึ้นอยู่กับการนั่งในท่าที่ยาก การกลั้นลมหายใจ การเพ่งให้เห็นภาพ หรือความพยายามอย่างเคร่งเครียด หากขึ้นอยู่กับการจัดเหตุให้ถูกต้อง ตั้งแต่การรักษาศีล วางความกังวล จัดกายให้มั่นคง ผ่อนคลายลมหายใจ ระลึกถึงพระรัตนตรัย และค่อย ๆ นำใจมารวมหยุดอยู่ ณ ศูนย์กลางกาย

ดวงใส คำบริกรรม และลมหายใจล้วนเป็นเครื่องช่วยประคองใจ มิใช่สิ่งที่ต้องยึดถืออย่างแข็งตัว เมื่ออุบายใดช่วยให้ใจสงบ ก็ควรใช้อย่างพอดี เมื่อใจสงบลงแล้ว เครื่องช่วยย่อมค่อย ๆ ละเอียดหรือสงบไปเอง

หัวใจของการปฏิบัติจึงอยู่ที่ความสบาย ความรู้สึกตัว ความสม่ำเสมอ และการไม่ทวงผลจากใจ ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่ประกอบเหตุ ส่วนผลย่อมปรากฏตามกำลังของเหตุ เมื่อวางพื้นฐานเช่นนี้ได้แล้ว จึงพร้อมเข้าสู่บทที่ ๑ เรื่องดวงปฐมมรรค และศึกษาทางดำเนินภายในตามลำดับ โดยไม่เพ่งสร้างประสบการณ์ ไม่ชิงคาดคะเนผล และไม่ยึดสิ่งที่ปรากฏก่อนตรวจสอบตามหลักสัมมาปฏิบัติ


เชิงอรรถ

  1. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐), ๒๓๔–๒๓๕. ↩
  2. “หมวดชี้แจงและแนะนำ: การเตรียมความพร้อมสู่สมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน (แนวทางวิชชาธรรมกาย),” หลวงปู่สด วัดปากน้ำ, เผยแพร่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙, เข้าถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๖๙, https://luangpusodh.com/vijja-dhammakaya-meditation-orientation/. ↩
  3. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม ๑๔, พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, อานาปานสติสูตร, ข้อ ๒๘๘, ๑๗๐–๑๗๑. ↩

บรรณานุกรม

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม ๑๔. พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์.

พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐.

“วิธีการปฏิบัติเจริญภาวนาธรรม ตามแนววิชชาธรรมกาย.” หลวงปู่สด วัดปากน้ำ. เผยแพร่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙. เข้าถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๖๙. https://luangpusodh.com/vijja-dhammakaya-meditation-guide/.

“หมวดชี้แจงและแนะนำ: การเตรียมความพร้อมสู่สมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน (แนวทางวิชชาธรรมกาย).” หลวงปู่สด วัดปากน้ำ. เผยแพร่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙. เข้าถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๖๙. https://luangpusodh.com/vijja-dhammakaya-meditation-orientation/.

“ภาคปฏิบัติ: เจริญภาวนาธรรมเบื้องต้น (ระดับสมถกัมมัฏฐาน)” ” หลวงปู่สด วัดปากน้ำ. เผยแพร่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙. เข้าถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๖๙. https://luangpusodh.com/vijja-dhammakaya-basic-samatha-meditation/.