ดับหยาบไปหาละเอียด: หนทางสายเอกสู่การเข้าถึงพระธรรมกายและพระนิพพาน

ดับหยาบไปหาละเอียด

หนทางสายเอกสู่การเข้าถึงพระธรรมกายและพระนิพพาน ตามแนววิชชาธรรมกาย

หนทางสายเอกสู่การเข้าถึงพระธรรมกายและพระนิพพาน ตามแนววิชชาธรรมกาย

ในการเจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) คำว่า “ดับหยาบไปหาละเอียด” เป็นหลักสำคัญในการดำเนินใจจากสภาวะที่หยาบกว่าไปสู่สภาวะที่ละเอียด ประณีต และบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น โดยมีความหยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายเป็นแกน มิใช่การทำลายกาย มิใช่การดับสูญ และมิใช่การเพ่งสร้างภาพเพื่อยึดถือ หากเป็นการละอารมณ์เดิม เข้ากลางของกลาง และดำเนินต่อไปตามลำดับของดวงธรรมและกายในกาย

คำว่า “หนทางสายเอก” ในบทความนี้ใช้ในความหมายของทางดำเนินใจเข้าสู่ภายในตามแนววิชชาธรรมกาย มิได้มุ่งปฏิเสธหรือลดทอนคุณค่าของวิธีปฏิบัติอื่น ผู้ปฏิบัติพึงพิจารณาความถูกต้องของแนวทางจากความสัมพันธ์กับศีล สมาธิ ปัญญา อริยมรรค อริยสัจ และผลแห่งการลดละกิเลส

ระดับของหลักฐาน: บทความนี้แยกให้ชัดระหว่าง ๑) หลักในพระสูตร เช่น สติปัฏฐาน ๔ การละตัณหา และอริยมรรค ๒) คำอธิบายในคัมภีร์ เช่น วิกขัมภนวิมุตติ และ ๓) รายละเอียดภาคปฏิบัติเรื่องศูนย์กลางกาย ดวงธรรม ลำดับกาย การซ้อนสับทับทวี และอายตนะนิพพาน ซึ่งนำเสนอตามพระธรรมเทศนา ตำรา และผลปฏิเวธในแนววิชชาธรรมกาย

ความหมายของ “ดับหยาบไปหาละเอียด”

“ดับ” มิใช่ดับสูญ ในที่นี้หมายถึงการทำให้อารมณ์ ความยึดถือ และกิเลสที่หุ้มใจในระดับนั้นสงบลง แล้วละความเกี่ยวเกาะในสภาวะเดิมเพื่อดำเนินเข้าสู่สภาวะที่ละเอียดกว่า ในขั้นสมถะ การสงบกิเลสด้วยกำลังฌานจัดอยู่ในลักษณะ วิกขัมภนวิมุตติ คือพ้นด้วยการข่มไว้ ยังไม่ใช่การตัดกิเลสโดยเด็ดขาด1 ส่วนการปหานกิเลสด้วยอริยมรรคเป็นอีกระดับหนึ่ง ซึ่งต้องไม่กล่าวปะปนกับความสงบชั่วคราวของสมาธิ

“หยาบ” คือสภาวะที่ยังอยู่ภายใต้เหตุปัจจัย ตามแนววิชชาธรรมกายครอบคลุมกายโลกิยะ ตั้งแต่กายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหม แม้สภาวะบางระดับจะประณีตกว่ากายมนุษย์ แต่ยังเป็นสังขตธรรมในภพ ๓ จึงยังอยู่ใต้ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแปรเปลี่ยน มิใช่เป้าหมายสุดท้ายของการปฏิบัติ2

“ละเอียด” คือความประณีตและบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นตามลำดับ หมายถึงดวงธรรม กายภายใน และภูมิรู้ที่ประณีต ใส และบริสุทธิ์กว่าระดับก่อนหน้า กระบวนการนี้ดำเนินจากกายโลกิยะไปสู่ธรรมกายตามลำดับ โดยธรรมกายเป็นฐานแห่งตาธรรมกายและญาณธรรมกายสำหรับเจริญวิปัสสนาและดำเนินไปสู่โลกุตตรปัญญา ทั้งนี้ ต้องจำแนกธรรมกายโคตรภูออกจากธรรมกายพระอริยบุคคล เพราะการเข้าถึงธรรมกายโคตรภูยังมิใช่การบรรลุอริยมรรคหรืออริยผลโดยอัตโนมัติ

หยุดในหยุด กลางของกลาง ดับหยาบไปหาละเอียด

จุดตั้งต้น: รวมเห็น จำ คิด รู้ ณ ศูนย์กลางกาย ใจตามคำอธิบายในแนววิชชาธรรมกายประกอบด้วยเห็น จำ คิด รู้ เมื่อธรรมชาติทั้งสี่ยังส่งออกไปเกาะอารมณ์ภายนอก ใจย่อมไม่รวมเป็นเอกัคคตา ผู้ปฏิบัติจึงน้อมใจกลับมาหยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งกำหนดไว้เหนือระดับสะดือประมาณสองนิ้วมือ และถือเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิมกับทางเข้าสู่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม3

วิธีเบื้องต้นประกอบด้วยการกำหนดฐานที่ตั้งของใจ การใช้ดวงแก้วกลมใสเป็นบริกรรมนิมิต และการบริกรรม “สัมมา อะระหัง” เพื่อประคองใจให้หยุดนิ่ง ผู้ที่นึกดวงใสได้ยากอาจสังเกตลมหายใจที่ผ่านศูนย์กลางกายโดยไม่ตามลม เมื่อใจรวมตัวแล้วจึงวางอุบายและดำเนินต่อด้วยความหยุด4

ข้อพึงระวัง: นิมิตเป็นอุบายรวบใจ มิใช่เครื่องตัดสินมรรคผล ผู้ปฏิบัติไม่ควรบังคับภาพ ไม่ควรเร่งให้เห็น และไม่ควรเทียบประสบการณ์ของตนกับผู้อื่น เห็นหรือไม่เห็นก็ประคองใจให้สงบ มีสติ และไม่ยึดถืออารมณ์ที่ปรากฏ

เข้าสิบ ตกศูนย์ และการปรากฏของดวงปฐมมรรค

ตามพระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ใจได้แก่ เห็น จำ คิด และรู้ เมื่อเห็น จำ คิด รู้ รวมหยุดเป็นจุดเดียวตรงศูนย์กลางกาย หยุดถูกสิบ ถูกศูนย์ และถูกส่วน เรียกว่า “เข้าสิบ” และมีคำอธิบายโดยตรงว่า “ตกศูนย์ คือ ใจหยุด”

คำว่า “ตกศูนย์” ในความหมายพื้นฐานมิได้หมายถึงการหมดสติ การเป็นลม หรือการทำให้ตนเองเกิดอาการวูบ แต่หมายถึงการที่ใจหยุดนิ่งถูกส่วน เมื่อใจหยุดแล้ว สภาวะเดิมย่อมดับและสภาวะใหม่ที่ละเอียดกว่าย่อมปรากฏ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายหรือ ดวงปฐมมรรค จึงปรากฏขึ้น ณ ที่ใจหยุด

ในคำอธิบายภาคปฏิบัติ ใจดวงเดิมพร้อมดวงธรรมเดิมตกศูนย์และละปฏิภาคนิมิต จากนั้นดวงธรรมดวงใหม่พร้อมใจดวงใหม่ที่ผ่องใสจากกิเลสนิวรณ์จึงปรากฏขึ้น คำอธิบายนี้เป็นการขยายกลไกภายในของข้อความว่า “ตกศูนย์ คือ ใจหยุด”

ภายในดวงปฐมมรรคมีศูนย์ ๕ ตำแหน่ง ได้แก่ ศูนย์กลาง ศูนย์ข้างหน้า ศูนย์ข้างขวา ศูนย์ข้างหลัง และศูนย์ข้างซ้าย โดยศูนย์ข้างหน้าเป็นธาตุน้ำ ศูนย์ข้างขวาเป็นธาตุดิน ศูนย์ข้างหลังเป็นธาตุไฟ ศูนย์ข้างซ้ายเป็นธาตุลม ศูนย์กลางเป็นอากาศธาตุ และกลางอากาศธาตุมีวิญญาณธาตุ จึงเป็นที่ประชุมพร้อมของธาตุละเอียดทั้ง ๖ คือ น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ เมื่อธาตุทั้ง ๖ ยังไม่ประชุมพร้อม ปฐมมรรคย่อมไม่เกิด5

อย่างไรก็ดี ไม่ควรสร้างลำดับเพิ่มเติมว่า ธาตุทั้ง ๖ ต้องประชุมก่อนแล้วใจจึงตกศูนย์ เพราะต้นฉบับแสดงการหยุด การตกศูนย์ การปรากฏของดวงธรรม และการประชุมพร้อมของธาตุว่าเป็นองค์ประกอบที่สัมพันธ์กันในกระบวนการเดียว

ลำดับการดำเนินใจผ่านดวงธรรม

๑. ดวงปฐมมรรค เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ใจและดวงธรรมเดิมย่อมตกศูนย์และละปฏิภาคนิมิต จากนั้นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายดวงใหม่พร้อมใจดวงใหม่ที่ผ่องใสจึงปรากฏขึ้น เรียกว่า “ดวงปฐมมรรค” หรือ “ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ผู้ปฏิบัติวางใจนิ่งตรงจุดเล็กใสที่กลางดวง ไม่ออกไปเกาะขอบ รูปทรง หรือความสว่างของดวง คำว่า “ปฐมมรรค” ในบริบทนี้หมายถึงหนทางเบื้องต้นภายใน มิได้หมายความว่า ผู้เข้าถึงดวงปฐมมรรคได้บรรลุอริยมรรคหรือเป็นพระอริยบุคคลแล้ว

๒. ดวงศีล ดวงสมาธิ และดวงปัญญา เมื่อหยุดกลางดวงปฐมมรรค ย่อมเข้าถึงดวงศีล แล้วดำเนินกลางของกลางต่อไปสู่ดวงสมาธิและดวงปัญญา ลำดับนี้แสดงความสัมพันธ์ว่า ความบริสุทธิ์ทางศีลเกื้อหนุนความตั้งมั่น และความตั้งมั่นเกื้อหนุนปัญญา มิใช่การเห็นภาพโดยขาดฐานแห่งศีล

๓. ดวงวิมุตติและดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เมื่อหยุดกลางดวงปัญญา ย่อมเข้าถึงดวงวิมุตติ แล้วดำเนินต่อไปถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ อย่างไรก็ดี ต้องแยกชื่อดวงธรรมในลำดับการปฏิบัติออกจากศัพท์ “วิมุตติญาณทัสสนะ” ในความหมายแห่งความรู้เห็นว่าจิตหลุดพ้นจากอาสวะแล้ว การเข้าถึงดวงที่เรียกว่า “วิมุตติญาณทัสสนะ” ตามบัญชีดวงธรรมจึงมิใช่เครื่องรับรองโดยลำพังว่า ผู้ปฏิบัติได้สิ้นอาสวะหรือบรรลุอริยมรรคแล้ว6

จากกายมนุษย์ละเอียดถึงพระธรรมกาย

เมื่อใจผ่านศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะของกายมนุษย์หยาบ ตามแนวปฏิบัตินี้ ผู้ปฏิบัติเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด แล้วใช้ใจของกายที่ละเอียดกว่าดำเนินผ่านดวงธรรมชุดเดียวกันต่อไป เข้าถึงกายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหม ทั้งชั้นหยาบและละเอียด จนถึงกายธรรมและกายธรรมละเอียด7

กายในกายตามระบบการสอนอาจจำแนกเป็นบัญชีกาย ๑๘ ตั้งแต่กายมนุษย์หยาบและละเอียดไปจนถึงธรรมกายพระอรหัตหยาบและละเอียด ชื่อกายในบัญชีดังกล่าวเป็นศัพท์สำหรับแสดงลำดับกายภายในตามระบบการปฏิบัติ มิใช่เครื่องรับรองโดยลำพังว่า ผู้เข้าถึงกายที่มีชื่อตามภูมิพระอริยบุคคลได้บรรลุอริยมรรคหรืออริยผลแล้ว การบรรลุต้องสัมพันธ์กับมรรคญาณ การปหานสังโยชน์ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณตามระดับ

ธรรมกายขั้นต้นเรียกว่า ธรรมกายโคตรภู เป็นฐานแห่งตาธรรมกายและญาณธรรมกาย และเป็นหัวต่อก่อนอริยมรรค แต่ผู้เข้าถึงธรรมกายโคตรภูยังมิใช่พระอริยบุคคลโดยอัตโนมัติ กิเลสที่สงบในขณะสมาธิมีกำลังยังอาจเป็นเพียงวิกขัมภนปหาน ส่วนความเป็นพระอริยบุคคลต้องพิจารณาจากมรรคญาณและการปหานสังโยชน์ตามระดับ

จุดสำคัญมิใช่การนับจำนวนกายอย่างท่องจำ แต่คือหลักการว่า เมื่อเข้าถึงสภาวะละเอียดกว่าแล้วต้องไม่ย้อนยึดกายหรืออารมณ์ที่หยาบกว่า และไม่ถือแม้ความสว่าง ความสุข หรือความประณีตเป็นตัวตน การดำเนินจึงเป็นทั้งการเข้าถึงและการปล่อยวางในคราวเดียวกัน

เหตุใดจึงไม่ใช่การติดนิมิต

ข้อกังวลเรื่องการติดดวงแก้วเกิดขึ้นได้หากเข้าใจว่าดวงแก้วคือจุดหมาย แต่ในโครงสร้างของวิธีนี้ ดวงแก้วเป็นเพียงบริกรรมนิมิตเบื้องต้น เมื่อใจหยุดถูกส่วน ผู้ปฏิบัติไม่คงอยู่กับภาพเดิม แต่หยุดตรงกลางและผ่านเข้าสู่ดวงธรรมกับกายที่ละเอียดขึ้น จึงต้องวางทั้งภาพที่จงใจนึกและความยินดีในสิ่งที่ปรากฏ

อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่า “ไม่ติดนิมิต” ต้องพิสูจน์จากพฤติกรรมของใจด้วย หากผู้ปฏิบัติหมกมุ่นอยากเห็น สำคัญตนเพราะเห็น หรือหลงเชื่อทุกภาพโดยไม่ตรวจด้วยสติและหลักธรรม อาการนั้นยังเป็นความยึดถือ ไม่สอดคล้องกับความหมายของการ “ดับหยาบ”

ซ้อนสับทับทวีและการกลั่นธาตุธรรม

เมื่อผู้ปฏิบัติเข้าถึงธรรมกายและได้รับการฝึกขั้นสูง ตำรา วิชชามรรคผลพิสดาร อธิบายวิธีซ้อนกาย สับกาย และซ้อนสับทับทวี เพื่อชำระธาตุเห็น จำ คิด รู้ ของทุกกายให้ใสสะอาดยิ่งขึ้น8 ส่วนการฟอกธาตุธรรมด้วยสมาบัติอธิบายการเดินรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ ทั้งอนุโลมและปฏิโลม โดยมีจุดหมายเพื่อชำระเครื่องเศร้าหมอง มิใช่เพื่อเสพความสุขในฌาน

ขอบเขตการเผยแพร่: รายละเอียดวิชชาชั้นสูงควรศึกษาและปฏิบัติภายใต้ครูผู้ทรงวิชชา ไม่ควรนำคำย่อหรือขั้นตอนบางช่วงไปทดลองแยกจากศีล สติ สัมปชัญญะ และพื้นฐานสมถวิปัสสนา ตำราต้นสายเองกำชับให้ผู้ปฏิบัติระวังศีลและอินทรีย์ และพิจารณากิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทานอยู่เสมอ9

จากวิกขัมภนปหานสู่โลกุตตรวิปัสสนา

การสงบนิวรณ์หรือกิเลสด้วยสมาธิยังเป็นเพียงการข่มไว้ชั่วคราว เรียกว่า วิกขัมภนปหาน หรือในบางเอกสารใช้ศัพท์ว่า วิกขัมภนวิมุตติ หากต้องการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ความสงบนั้นต้องเป็นบาทฐานสำหรับพิจารณาสังขารธรรมตามพระไตรลักษณ์และเจริญอริยสัจ ๔

ทางมรรคผลนิพพาน แบ่งลำดับการปฏิบัติเป็นสมถกัมมัฏฐาน อนุวิปัสสนา และโลกุตตรวิปัสสนา โดยขั้นโลกุตตรวิปัสสนาอธิบายการเจริญฌานสมาบัติพิจารณาอริยสัจ ปหานอกุศลจิต และปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์10

การใช้คำว่า “ทำนิโรธดับสมุทัย” ในบริบทนี้เป็นศัพท์เฉพาะในตำรา และต้นฉบับกำกับว่าไม่ใช่นิโรธสมาบัติ ทั้งยังต้องแยกการสงบกิเลสชั่วคราวจากการปหานสังโยชน์โดยเด็ดขาดด้วยมรรคญาณ

กล่าวโดยสรุป ลำดับของการปฏิบัติคือ สมาธิข่มนิวรณ์ → จิตผ่องใสและควรแก่การงาน → ธรรมกายพิจารณาสังขารและอริยสัจ → มรรคจิตและมรรคปัญญาประชุมเป็นมรรคญาณ → มรรคญาณปหานสังโยชน์ตามระดับ → ผลญาณ ผลสมาบัติ และปัจจเวกขณญาณ

ความสัมพันธ์กับมหาสติปัฏฐาน ๔

มหาสติปัฏฐานสูตร แสดงสติปัฏฐาน ๔ ว่าเป็นทางเพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อล่วงโศกและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม และเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง พร้อมกำหนดองค์ประกอบของการปฏิบัติว่า ต้องมีความเพียร สัมปชัญญะ สติ และกำจัดอภิชฌากับโทมนัสในโลก11

แนววิชชาธรรมกายอธิบายความสัมพันธ์ว่า กายในกายคือการเข้าถึงและพิจารณากายภายในตามลำดับโดยไม่ยึดถือกายโลกิยะ เวทนาในเวทนาคือการรู้เวทนาของแต่ละกายตามที่ปรากฏ จิตในจิตคือการรู้และชำระเห็น จำ คิด รู้ ให้พ้นจากอกุศลที่ยึดครอง และธรรมในธรรมคือการพิจารณาดวงธรรม อริยสัจ และเหตุปัจจัยตามลำดับภูมิธรรม

ระดับของหลักฐาน: พระสูตรแสดงหลักการพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม พร้อมความเพียร สัมปชัญญะ สติ และการกำจัดอภิชฌากับโทมนัสในโลก ส่วนการอธิบายกายในกายผ่านลำดับกายภายใน เวทนาของแต่ละกาย การชำระเห็น จำ คิด รู้ และการพิจารณาดวงธรรมหรืออริยสัจ เป็นคำอธิบายภาคปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย มิใช่ถ้อยคำตรงในพระสูตร แต่มีความสอดคล้องกันในแนวทางปฏิบัติ

พระนิพพานในปลายทางของการดับหยาบไปหาละเอียด

ตามคำอธิบายในแนววิชชาธรรมกาย เมื่อผู้ปฏิบัติดำเนินสมาบัติและโลกุตตรวิปัสสนาตามลำดับ ปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์ของกายในภพ ๓ และละความยินดีในฌานได้ถูกส่วน ธรรมกายที่หยาบย่อมตกศูนย์ และธรรมกายที่ใสบริสุทธิ์ที่สุดละเอียดย่อมปรากฏในอายตนะนิพพาน ทำให้พระนิพพานเป็นอารมณ์แห่งญาณทัสสนะ12

การเข้าถึงอายตนะนิพพานในระหว่างสมาบัติยังไม่ใช่เครื่องรับรองมรรคผลโดยลำพัง เพราะกิเลสอาจยังสงบอยู่ในระดับวิกขัมภนปหาน การบรรลุมรรคผลต้องพิจารณามรรคญาณ การปหานสังโยชน์ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณประกอบกัน

จุดยืนของวิชชาธรรมกายยืนยันว่า พระนิพพานมิใช่ความสูญ ผู้ทรงสภาวะนิพพานและอายตนะนิพพานมีอยู่จริง และผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึง รู้เห็น และสัมผัสได้เฉพาะตนด้วยญาณธรรมกายตามกำลังแห่งภูมิธรรม

เกณฑ์ตรวจสอบการปฏิบัติ

ศีล: กาย วาจา และการดำเนินชีวิตเรียบร้อยขึ้นหรือไม่

สมาธิ: ใจตั้งมั่น สงบ และรู้ตัวหรือไม่ มิใช่เคลิบเคลิ้มหรือบังคับจนตึง

ปัญญา: เห็นเหตุแห่งทุกข์ ความไม่เที่ยง และอุปาทานชัดขึ้นหรือไม่

วิมุตติ: จิตพ้นจากการครอบงำของกิเลสในระดับใด เป็นเพียงการข่มไว้ชั่วคราว ทำให้เบาบาง หรือปหานได้ตามระดับมรรค

วิมุตติญาณทัสสนะ: รู้ตามจริงว่ากิเลสใดเพียงสงบชั่วคราว กิเลสใดเบาบาง กิเลสใดปหานแล้ว และกิเลสใดยังต้องปฏิบัติต่อ โดยไม่สำคัญความสงบชั่วคราวว่าเป็นความหลุดพ้นเด็ดขาด

พระสูตรกล่าวถึงภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ แสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติที่ครบถ้วนต้องไม่แยกประสบการณ์ภายในออกจากคุณธรรมและความรู้เห็นความหลุดพ้นตามจริง13

บทสรุป

“ดับหยาบไปหาละเอียด” คือหลักดำเนินใจจากสิ่งที่หยาบและถูกกิเลสหุ้มเคลือบ ไปสู่สภาวะที่ละเอียด ประณีต และบริสุทธิ์กว่า ด้วยการรวบเห็น จำ คิด รู้ ให้หยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกาย ดำเนินกลางของกลาง ผ่านดวงธรรมและกายในกาย จนถึงธรรมกาย แล้วใช้ธรรมกายเป็นฐานเจริญวิปัสสนา พิจารณาสังขารธรรม อริยสัจ และความยึดถือในเบญจขันธ์

การเข้าถึงธรรมกายโคตรภูและการเข้าถึงอายตนะนิพพานระหว่างสมาบัติเป็นผลปฏิบัติที่มีคุณค่า แต่ยังมิใช่หลักรับรองอริยมรรคหรืออริยผลโดยลำพัง การบรรลุมรรคผลต้องสัมพันธ์กับมรรคญาณ การปหานสังโยชน์ตามระดับ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณ

หัวใจของวิธีนี้มิใช่ความอยากเห็น มิใช่การสะสมประสบการณ์พิเศษ และมิใช่การหลบออกจากชีวิตประจำวัน หากอยู่ที่การละสิ่งที่หยาบกว่าโดยไม่ยึดแม้สิ่งที่ละเอียดกว่า พร้อมตรวจผลด้วยศีล สมาธิ ปัญญา และการลดละกิเลส ผู้สนใจจึงควรศึกษาหลักให้ชัด ฝึกอย่างมีสติภายใต้กัลยาณมิตร และพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติของตนเอง

ของจริงย่อมทนต่อการพิสูจน์ แต่การพิสูจน์ต้องประกอบเหตุให้ถูกและตรวจผลด้วยสติปัญญา

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ วิชชาธรรมกาย: จากรากฐานทางคัมภีร์สู่การปฏิบัติและการรู้เห็นสภาวธรรม


เชิงอรรถ

  1. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, คำว่า “วิกขัมภนวิมุตติ.” ↩
  2. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540), 235–237. ↩
  3. พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, 234. ↩
  4. พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, 234. ↩
  5. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), 2530), 3; พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, 430–432. ↩
  6. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์, พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, คำว่า “วิมุตติญาณทัสสนะ.” ↩
  7. พระมงคลเทพมุนี, วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1, 1. ↩
  8. พระมงคลเทพมุนี, วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1, 2-3. ↩
  9. พระมงคลเทพมุนี, วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1, คำนำในการพิมพ์ครั้งที่ 3, (ก). ↩
  10. พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, 234–237. ↩
  11. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เล่ม 10, ทีฆนิกาย มหาวรรค, “มหาสติปัฏฐานสูตร,” ข้อ 273 เป็นต้นไป. ↩
  12. พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, บทที่ 5–7, 265-324. ↩
  13. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม 25, ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ, “สีลสูตร,” ข้อ 284. ↩

บรรณานุกรม

พระไตรปิฎกและพจนานุกรม

  • พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. เล่ม 10, ทีฆนิกาย มหาวรรค, มหาสติปัฏฐานสูตร.
  • พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม 25, ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ, สีลสูตร.
  • พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. เล่ม 31, ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค, วิมุตติญาณนิทเทส.
  • สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์.

คัมภีร์และตำราแนววิชชาธรรมกาย

  • พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), 2530.
  • พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 2. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), 2530.
  • พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540.
  • พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, 2555.