กัณฑ์ที่ ๖๓ ทานวัตถุ-ฉากหลัง
(๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๙)
(ตรงกับวันอังคาร แรม ๘ ค่ำ เดือนห้า (๕) ปีวอก)
ประกาศพระพุทธศาสนายุกาล
อิทานิ ตสฺส ภควโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปรินิพฺพานโต ปฏฺฐาย เอกูนสตุตฺตรจตุสตาธิกานิ เทฺวสํวจฺฉรสหสฺสานิ อติกฺกนฺตานิ ปจฺจุปนฺนกาลวเสน จิตฺตมาสสฺส ตติยํ ทินํ วารวเสน ปน ภุมฺมวาโร โหติ เอวํ ตสฺส ภควโต ปรินิพฺพานา สาสนายุกาลคณนา สลฺลกฺเขตพฺพา สกฺกจฺจํ ธมฺโม โสตพฺโพติ ฯ
ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพานแห่งองค์พระสมเด็จพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัดนี้ล่วงแล้วได้ ๒๔๙๙ พรรษา ปัจจุบันสมัยเมษายนมาส สุรทินที่ ๓ อังคารกาลของพุทธปรินิพพานอันกำหนดนับ ด้วยประการฉะนี้ เบื้องหน้าแต่นี้จงตั้งสัมมนาหาระจิต ตามคำภาษิตดังจะแสดงต่อไปนี้เถิดเทอญ
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ หน)
คาถาทานวัตถุ ๑๐ ประการ และอานิสงส์แห่งการถวายทาน
| หมวดพระคาถา | ข้อความพระบาลี |
|
ทานวัตถุ ๑๐ ประการ (มงฺคลตฺถ. (บาลี) ๒/๕/๓) |
อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลา คนฺธํ วิเลปนํ เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ ทานวตฺถู อิเม ทส ฯ |
|
อานิสงส์แห่งทานเฉพาะหมวด (สํ.ส. (บาลี) ๑๕/๑๓๘/๔๔) |
อนฺนโท พลโท โหติ วตฺถโท โหติ วณฺณโท ยานโท สุขโท โหติ ทีปโท โหติ จกฺขุโท ฯ |
|
อานิสงส์แห่งทานขั้นอุกฤษฏ์ (องฺ.ปญฺจก. (บาลี) ๒๒/๔๔/๕๖) |
มนาปทายี ลภเต มนาปํ อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ สรสฺส ทาตา วรลาภิ โหติ เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ อคฺคทายี วรทายี เสฏฺฐทายี จ โย นโร ทีฆายุ ยสวา โหติ ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชตีติ ฯ |
| คาถาประสิทธิ์พร |
เอเตน สจฺจวชฺเชน สุวตฺถิ โหตุ สพฺพทา อาโรคิยสุขญฺเจว กุสลญฺจ อนามยํ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ เอตสฺมึ รตนตฺตยสฺมึ สมฺปสาทนเจตโสติ ฯ |
ความลึกซึ้งของ “ฉากหลัง” ในทางธรรมปฏิบัติ
“ผู้เทศน์นี่ตรวจเข้าไปฉากหลังนี่แหละ ๒๕ ปียังไม่เต็มดี หยุดตรึกในกลางเดือนแปดหลังนั่น เต็มปีเต็มเดือนเต็มวันพอดี ยังไม่หมดฉากหลังนี่ ยังไม่สุดฉากหลังนี่ ยังไม่สุดฉากหล่อเลี้ยงเหล่านี้ ยังไม่สุด ยังไม่สุดผู้เทศน์ก็ยังเป็นบ่าวเขาอยู่ ยังเป็นบ่าวเป็นทาสเขา ยังเอาตัวรอดไม่ได้ เพราะอะไร ไปยังไม่สุดฉากหลัง เขายังปกครองเราอยู่ นี่ไปต้องไปให้สุด เมื่อไปสุดแล้ว เราจะเห็นฉากหลังในฉากหลังเข้าไปอีก”
ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดง ธรรมิกถา เป็นจารีตประเพณีสืบมา แต่ไหนแต่ไร พระพุทธเจ้าจะอุบัติตรัสขึ้นในโลก ก็มีทานวัตถุการให้ซึ่งกันและกันอยู่ พระพุทธเจ้าจะไม่อุบัติตรัสขึ้นในโลก ทานวัตถุก็มีให้กันอยู่ เพราะว่าทานบัญญัติไว้ เป็น ทานวัตถุ ๑๐ ประการ
การให้ทาน: รากฐานแห่งตระกูลและการปกครอง
ทานการให้จำเป็นทีเดียว ต้องสงเคราะห์อนุเคราะห์ซึ่งกันและกัน โลกซึ่งเป็นอยู่ได้นี้ เริ่มต้นทีเดียวตระกูลต้องให้ทานในกันและกัน ถ้าไม่ให้ทานในกันและกันละตระกูลอยู่ไม่ได้ แม้ถึงเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศ ต้องให้ทานในกันและกัน ไม่ให้ทานในกันและกันละก็ปกครองประเทศอยู่ไม่ได้ ยิ่งต้องให้หนัก พระมหากษัตริย์ต้องให้หนัก ให้ข้าราชบริพารน้อยใหญ่ต้องให้หนัก เพราะการปกครองใหญ่ กว้าง ต้องให้มากออกไป
ผู้ปกครองตระกูลเล่า ตระกูลใหญ่ก็ต้องให้หนักเข้าไป ตระกูลย่อยก็ต้องให้น้อยไปตามส่วน ถ้าให้ได้มากเท่าไร ตระกูลนั้นก็ยิ่งใหญ่หนักขึ้นไป การให้เป็นข้อสำคัญนัก ไม่ใช่เป็นของพอดีพอร้าย ให้พินิจพิจารณาดูเถิด เราเกิดมาเป็นหญิงเป็นชาย เมื่อเกิดมาจากตระกูลพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่ไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ลูกหญิงลูกชายนั้นจะนับพ่อแม่เพียงแค่ไหน ถือเพลามากทีเดียว ๆ
หรือไม่เช่นนั้น ถ้าว่ามีสมบัติมาก ๆ ก็จะหาเรื่องใส่เอา พ่อแม่ก็เห็นจะนอนตะแคงตายละ ก็เห็นจะลืมตาตาย ไม่หลับตาตายเสียแล้ว สมบัติมากมายอย่างนี้นี่ ด่าว่าต่าง ๆ นานา เพื่อจะแคะไค้(ค่อนแคะ, เหน็บแนม, หาเรื่อง, ถากถาง,) หาอุบายเสียดสีต่าง ๆ เพราะไม่ได้สมบัติ เขาไม่ให้ นี่ลูกหญิงลูกชายกับพ่อแม่ถึงขนาดนี้ คนอื่นล่ะ คนอื่นเมื่อไม่สงเคราะห์อนุเคราะห์ ก็ไม่อยู่ด้วยทีเดียว หลีกเลี่ยงทีเดียว นี้การให้นี่จำเป็นนะ ไม่ใช่เป็นของไม่จำเป็น จำเป็นทีเดียว ท่านถึงวางตำรับตำราไว้
พุทธวิถีแห่งการสงเคราะห์และการเผยแผ่ศาสนา
พระพุทธเจ้าอุบัติตรัสเกิดขึ้นในโลก เมื่อก่อนท่านอยู่องค์เดียว ท่านก็แสวงหาอาหารบิณฑบาตจำเพาะท่าน ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตามกาล ท่านพอจะอดทนได้ เมื่อมีผู้เลื่อมใสติดตามท่านไปอีก ตั้งแต่ท่านออกแล้วปัญจวัคคีย์ก็ติดท่านไป ทั้ง ๕ รูปด้วยกัน แต่ว่าท่านเหล่านี้เลี้ยงตัวกันได้ทั้งนั้น เลี้ยงตัวได้กันทั้งนั้น ติดท่านไป ดูแลท่าน นั่นตอนนั้นท่านยังไม่สำเร็จ แล้วท่านปัญจวัคคีย์มาแยกท่านเสีย
ท่านทำพุทธการกธรรม จนสำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณใต้ควงไม้พระศรีมหาโพธิโดยลำพังตัวองค์เดียว มารมาผจญ มารก็สงบไป ได้บรรลุโพธิญาณใต้ควงไม้ศรีมหาโพธินั้น และต่อจากนั้น ท่านได้ออกโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตั้งต้นแต่พระปัญจวัคคีย์ แสวงหาไปพบปัญจวัคคีย์ ให้ปัญจวัคคีย์ได้บรรลุมรรคผล อัญญาโกณฑัญญะ ภัททิยะ วัปปะ มหานามะ อัสสชิ ทั้ง ๕ นั้น ได้มรรคผลเป็นพระอรหันต์เหมือนท่านขึ้นแล้ว แล้วท่านเหล่านั้นชำนาญในเรื่องอดมาแล้ว ท่านไม่ค่อยห่วงใยมากนัก ส่งให้ไปประกาศศาสนา
และไปโปรด พระยส ๕๕ ได้สำเร็จมรรคผลแล้ว ก็ส่งไปประกาศศาสนา ไม่ซ้ำรอยกัน เพื่อจะให้พุทธศาสนากว้างขวางออกไป และท่านได้เอาพระหทัยใส่ผู้ที่เข้ามาบวชอยู่กับด้วยท่าน ภัททิยราชกุมาร ๓๐ นั่นก็เป็นราชกุมารคงแก่เรียน ผ่านมหาวิทยาลัยแล้วทั้งนั้น เลี้ยงตัวกันได้ ไม่สู้ห่วงใยนัก ไปโปรดพวกชฎิล ๑,๐๐๓ รูป ให้ได้สำเร็จมรรคผลแล้ว ท่านก็ออกเที่ยวออกไปเรื่อย ในเมืองราชคฤห์ ๑,๐๐๓ รูปนั้นติดไป ไปโปรดชาวเมืองราชคฤห์อีก ๑๒ นหุต ได้สำเร็จมรรคผลอยู่ ๑๑ นหุต เหลืออีกนหุตหนึ่งตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์
คราวนี้ ท่านจะต้องอุปการะมากมายจริง ต้องเป็นประมุขนำ แกนนำบิณฑบาต โปรดพลเมืองทั้งหลายเหล่านั้น เพื่อจะให้ภิกษุบริษัทบวชเข้ามาในตอนหลัง ๆ จะได้เลี้ยงตัวได้เหมือนท่าน ท่านก็เอาพระทัยใส่อย่างนี้ ไม่ได้ทอดธุระเลย ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตํ แสวงหาอาหารบิณฑบาตเลี้ยง ให้เลี้ยงตัวอยู่ได้ ศาสนาจะได้ดำรงอยู่คู่กันไป สั่งสอนกันไปทีเดียว แต่ว่าถึงสั่งสอนไปสักเท่าหนึ่งเท่าใด ก็ต้องเอาพระทัยใส่ในเรื่องทานการให้ ถ้าไม่ให้ทานก็ไม่สำเร็จประโยชน์อีกเหมือนกัน นี้เป็นเงื่อนไขสำคัญ
การให้ทานเป็นประเพณีของคนมีปัญญา
เมื่อรู้จักเงื่อนไขสำคัญอันนี้แหละก็ คนมีปัญญา จะเป็นคนชั้นสูงชั้นใหญ่ เพียงเท่าไรก็ได้ถ้ารู้จักทานการให้ ถ้ารู้จักทานการให้ จะเป็นคนสูงคนใหญ่เพียงเท่าไรก็เป็นได้ อุตส่าห์ให้ อุตส่าห์บำรุงไป อุตส่าห์หล่อเลี้ยงไป ถ้าว่าคนไม่มีสติปัญญาน่ะหล่อเลี้ยงไม่เท่าไรนัก มันก็วิ่งตูดไป ถ้าคนโง่ละก็ต้องหนักหน่อยนึง นี่แหละ การให้นี่ เรียกว่าเป็นประเพณีของคนมีปัญญา ไม่ใช่เป็นประเพณีของคนโง่
คนมีปัญญาอยู่ในสถานที่ใด หญิงก็ดี ชายก็ดี เป็นใหญ่ในที่นั้น เพราะทานการให้ สงเคราะห์อนุเคราะห์เขาอยู่เสมอไป ใหญ่ในที่นั้นไม่ต้องสงสัย คนมีปัญญา ถ้าเขาโง่ ไม่มีปัญญา อยู่ในที่ไหนจมมืดอยู่ในที่นั้น ไม่ให้ใคร มีอะไรให้ไม่ได้ กลัวจะหมด กลัวจะสิ้น กลัวจะเปลืองไป ให้ละเป็นหมดเป็นสิ้นเป็นเปลืองไป ให้ไม่ได้ ให้สักเล็กสักน้อย ก็กลัวจะหมดจะสิ้นเปลืองไปเสียแล้ว หนักเข้าต้องอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวเจ็บไข้ได้ทุกข์ ไม่มีใครไปเยี่ยมเยียนเลย เพราะอะไร? ไม่มีอามิสเครื่องล่อเลยนี่ ไม่มีอาหารรางวัลอะไรสักนิดหนึ่ง เขาไม่เยี่ยม
นี่คนโง่เป็นอย่างนี้ ฆ่าตัวเองทั้งเป็น คนฉลาดเลี้ยงตัวเอง สร้างตัวเองทั้งเป็น ส่งเสริมตัวเองทั้งเป็น นี่คนฉลาด
ทานวัตถุ ๑๐ ประการ และอรรถาธิบายความหมาย
เพราะฉะนั้น นักปราชญ์ถึงได้วางตำรับตำราไว้:
อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลา คนฺธํ วิเลปนํ เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ ทานวตฺถู อิเม ทส
ทานวัตถู อันว่าทานวัตถุทั้งหลาย อิเม เหล่านี้ ทส ๑๐ ทานวัตถุทั้งหลายเหล่านี้ ๑๐ ประการ คือ อนฺนํ ให้ข้าว ปานํ ให้น้ำ วตฺถํ ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่ม สำหรับใช้สอย ยานํ ให้เครื่องอุปการะแก่เครื่องไปมา ให้ยาน ให้ค่าโดยสาร ตกรถถ้ามีก็ให้ มาลา ให้ระเบียบดอกไม้ คนฺธํ ให้ของหอม วิเลปนํ ให้เครื่องลูบไล้ เสยฺยาวสถํ ให้ที่นอนและที่พักพาอาศัย ที่อยู่ เป็นสุขเบิกบานสำราญใจ ปทีเปยฺยํ ตามประทีปไปในที่มืด เพื่อให้แสงหนทางสว่าง ๑๐ อย่างนี้เรียกว่า ทานวัตถุ
| ลำดับ | พระบาลีทานวัตถุ | อรรถาธิบายและคุณค่าของการให้ตามสำเนียงเทศน์ของหลวงปู่ |
| ๑ | อนฺนํ (ให้ข้าว) | คิดดูซิว่าเราให้อาหาร เราให้อาหารเขารับประทาน ให้เท่าไรคนก็ตาม ถ้ามากคนเขาก็ได้รับสุขมาก ให้น้อยคนเขาก็ได้รับสุขน้อย แล้วแต่อยากให้ ให้ข้าว ให้ขึ้นที่ไหนผู้คนก็มาก ณ ที่นั้นไม่ใช่น้อย เรียกว่า อนฺนํ |
| ๒ | ปานํ (ให้น้ำ) | ให้น้ำ แหม ไม่มีน้ำใช้ เขาเอาน้ำมาให้ก็ดี หรือเวลาเราต้องการ เขาเอาน้ำมาให้ก็ดี หรือจะให้น้ำมาเป็นแท้งค์ ๆ เป็นถัง ๆ เป็นจักร ๆ เท่าไร เขาจะมีอุปการะคุณแก่เราเพียงแค่ไหน เราต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เขาอยู่เหมือนกัน เขาให้น้ำ |
| ๓ | วตฺถํ (ให้ผ้า) | ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่มใช้สอยต่าง ๆ นี่เราจะขอบพระเดชพระคุณท่านเท่าไร ให้ผ้า |
| ๔ | ยานํ (ให้ยานพาหนะ) | เราจะไปในทางเหนือทางใต้เวลานี้เรารู้สึกทีเดียว ให้ค่ารถค่าเรือเป็นข้อสำคัญนัก ต่อเท้าต่อมือให้ทีเดียว ต่อหนทางให้ทีเดียว ให้เครื่องอุปการะแก่การไปมา รถรา หรือยวดยานพาหนะใด ๆ เหล่านี้เรียก ยานํ ทั้งนั้น พอให้ละก็จะขอบพระเดชพระคุณเพียงแค่ไหน |
| ๕ | มาลา (ให้ดอกไม้) | ให้ระเบียบดอกไม้ ไอ้ระเบียบดอกไม้ดูก็ไม่สู้กระไรนัก ให้ระเบียบดอกไม้ หรือว่าให้ดอกไม้สำหรับ… หอมหรือไม่หอม มีกลิ่นหรือไม่มีกลิ่น นั่นแหละให้ดอกไม้ ก็คิดดูซิเวลาเราต้องการดอกไม้เขาให้ เราจะขอบพระเดชพระคุณท่านเพียงแค่ไหนเวลาเราต้องการ ถ้าไม่ต้องการดูก็อย่างงั้นแหละ เวลาต้องการเข้าสิ นั่นมาลา |
| ๖ | คนฺธํ (ให้ของหอม) | ให้ของหอม นี่แหละเป็นที่ชอบใจละ เข้ามาใกล้ก็ชื่นอกชื่นใจ สบายอกสบายใจ ขอบพระเดชพระคุณท่านมากทีเดียว เรียกว่า คนฺธํ |
| ๗ | วิเลปนํ (เครื่องลูบไล้) | เครื่องลูบไล้ เครื่องลูบไล้น่ะสำหรับร้อน เมื่อลูบเข้าแล้วเย็นกายสบายใจ เย็นหมดทั้งร่างกาย เขาเรียกว่าเครื่องลูบไล้ ของน้อย ๆ ไม่ใช่มากนัก เขาเรียกว่าเครื่องลูบไล้ให้เกิดชื่นอกชื่นใจ ให้เกิดเย็นกลิ่นเย็นกายเย็นใจ เขาเรียกว่าเครื่องลูบไล้ เครื่องลูบไล้อย่างจีนเขาเล่นละครจีน เล่นงิ้วน่ะ เขาเอาสีไล้หน้า หรือเครื่องไล้เขามี แต่งให้เป็นรูปขึงขังขึ้น หรือให้เป็นรูปแปลกปลอมแปลกประหลาดลวงตาขึ้น นั่นก็เป็นเครื่องลูบไล้เหมือนกัน แต่ว่าหนาขึ้นไม่ใช่บาง แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าเขาต้องการแล้ว เราก็คอยเอาไปให้ เขาก็ขอบพระเดชพระคุณท่านมากทีเดียว |
| ๘ | เสยฺยาวสถํ (ที่นอนที่พัก) | เสยฺยา ที่นอน ที่นอนที่อยู่พักพาอาศัยตลอดทั้งชาติก็ดี ชั่วครั้งชั่วคราวก็ดี หรืออาสนะสำหรับนั่งพักพาอาศัยก็ดี เหล่านี้ใครให้ก็เป็นอันขอบใจมากทีเดียว เสยฺยาวสถํ นี้ |
| ๙ | ปทีเปยฺยํ (ให้ประทีปไฟ) | ที่มืด ตามประทีปไปให้ เราไปเห็นเช่นนั้น คือว่าเขาให้เรา เราก็ต้องรักใคร่เขาทีเดียว เรียกว่านับถือเขาดุจเดียวกัน รู้ว่าเขานับถือเรา อย่างนี้ต้องจำเป็นตำรับตำราไว้ อยู่ในโลกต้องประพฤติอย่างนี้ |
(หมายเหตุ: ในตารางข้างต้น ลำดับที่ ๘ คือ “เสยฺยา” และ “อาวสถํ” ควบรวมอยู่ในหมวดข้อเดียวกันตามคำอธิบายของหลวงปู่ จึงนับรวมเป็นทานวัตถุครบ ๑๐ ประการบริบูรณ์)
การให้ที่สูงส่งอันอุปมาดั่งบิดามารดา
ถ้าว่าหญิงก็ดี ชายก็ดี ประพฤติอย่างนี้แล้ว หญิงคนนั้นชายคนนั้นแหละจะได้ชื่อว่า เป็นที่พึ่งของคน หญิงจะได้ชื่อว่าเป็นแม่ของคน หากว่าชายก็เป็นพ่อของคน ผู้ให้นั้นแหละเป็นแม่เป็นพ่อทีเดียว เหมือนกับพ่อแม่ให้ลูก คนอื่นให้ไม่ได้ ให้ได้แต่ลูก ให้ได้แต่ลูก ๆ ก็เรียกพ่อเรียกแม่ คนอื่นมันก็ไม่เรียกพ่อเรียกแม่ ถ้าให้ได้เหมือนลูกอย่างนั้นหมดทุก ๆ คน คนอื่นก็เรียกเป็นพ่อเป็นแม่เหมือนลูกหมดทุกคน นั่นแน่ การให้สูงอย่างนี้ ให้ถึงกับเป็นพ่อเป็นแม่
เพราะฉะนั้น การให้นี่เป็นตัวสำคัญ ทั้ง ๑๐ อย่างนี้แหละ จำไว้เป็นตำรับตำรา เราเป็นมนุษย์ยังไม่ถึงชาติที่สุดแล้วต้องให้ ถ้าไม่ให้แล้วไปในภายภาคข้างหน้ามันกันดาร ไม่สมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยเครื่องกินเครื่องใช้ มันขาดตกบกพร่อง ถ้าว่าให้เป็นเนือง ๆ ให้เนืองนิตย์อัตราแล้ว ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ทุกข์ไม่ยากในระหว่างนั้น ๆ พอใช้พอสอยทีเดียว เพราะการให้เป็นตัวสำคัญ ท่านถึงได้วางเป็นตำรับตำราเนตติแบบแผนไว้ว่า
อานิสงส์แห่งทาน ๔ ประการ (อนฺนโท พลโท)
อนฺนโท พลโท โหติ วตฺถโท โหติ วณฺณโท
ยานโท สุขโท โหติ ทีปโท โหติ จกฺขุโท ฯ
-
อนฺนโท พลโท โหติ ผู้ให้ข้าว ข้าวสวยหรือข้าวต้มก็ช่าง ของอื่นมี ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง อนฺนโท พลโท โหติ ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง แต่ว่าในที่นี่น่ะบอกแต่กำลังอย่างเดียว ในที่อื่นให้ข้าวอย่างเดียว โภชนาหารอย่างเดียว ได้ชื่อว่าให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ทีเดียว ให้กำลังด้วย ให้ปัญญาด้วย ให้ความสุขด้วย ให้ความสวยความงามด้วย ให้อายุด้วย ๕ อย่าง ให้ข้าวอย่างเดียว แต่ว่าในที่นี้ท่านวางหลักไว้ว่า ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง อนฺนโท พลโท โหติ
-
วตฺถโท โหติ วณฺณโท ผู้ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่มใช้สอยเหล่านั้น ได้ชื่อว่าให้ความสวยงาม ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่มใช้สอยต่าง ๆ นั้นน่ะได้ชื่อว่าให้ความสวยงาม เกิดชาติใดภพใด ไอ้ความสวยงามจะต้องติดตัวไปในผัสสะ เพราะตัวสร้างความสวยงามของตัวไว้ ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง เราให้อาหารไว้แล้วเกิดชาติใดภพใด ตัวจะต้องมีกำลังไม่ขาดตกบกพร่องตลอดชาติ ทุก ๆ ชาติไป นับชาติไม่ไหว เพราะให้ เพราะตัวได้สร้างกำลังของตัวไว้แล้ว จึงต้องสร้างไว้อย่างนี้
-
ยานโท สุขโท โหติ ผู้ให้ยานเครื่องอุปการะแก่การไปมา หรือค่าอุปกรณ์ค่ารถ ค่าเรือ ให้สำเร็จแก่การไปมาได้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าให้ความสุขแท้ ๆ ยานโท สุขโท โหติ ผู้ให้ยานได้ชื่อว่าให้ความสุข เราให้เขาไปรถไปเรือได้ เขาก็ได้รับความสุขเท่านั้น เมื่อตัวสร้างความสุขของตัวไว้เช่นนี้แล้ว ภพชาติต่อ ๆ ไปความสุขต้องอยู่กับตัว ในเรื่องยานตัวไม่ขาดตกบกพร่องแล้ว ชาติต่อ ๆ ไปต้องมีสำหรับใช้ทุกขณะทุกเมื่อไป เพราะตัวได้สั่งสมอบรมในเรื่องยานของตัวไว้ นี้ได้ชื่อว่า ยานโท สุขโท โหติ
-
ทีปโท โหติ จกฺขุโท ผู้ให้ประทีป ให้ประทีปก็คือให้ไฟนั่นเอง ผู้ให้ประทีปได้ชื่อว่าให้นัยน์ตา ให้ความเห็น ก็จริงละ ในเมื่อมืด ๆ เขาจุดประทีปตามไปให้ ก็เดินเห็นทางได้สะดวก ได้ชื่อว่าให้นัยน์ตา ถ้ามืดอยู่เช่นนั้นละก็ไม่เห็นอะไร มีนัยน์ตาก็เหมือนไม่มีนัยน์ตา เมื่อสว่างขึ้นเช่นนั้นก็ได้ชื่อว่ามีนัยน์ตาขึ้น ได้ชื่อว่าให้นัยน์ตานั่นเอง ผู้ให้ประทีปได้ชื่อว่าให้นัยน์ตา ทีปโท โหติ จกฺขุโท เป็นผู้ให้ประทีปได้ชื่อว่าให้ความเห็น หรือให้นัยน์ตา นี่เป็นหลักสำคัญ เกิดชาติใดภพใดนัยน์ตาของตัวนั้นไม่ต้องรักษาโรคแล้ว ทุกชาติ ทุกภพไป เพราะตัวให้นัยน์ตา สร้างนัยน์ตาของตัวไว้ซะแล้ว สมบูรณ์บริบูรณ์นับชาตินับภพนับชาติไม่ถ้วน เพราะสร้างนัยน์ตาของตัวเป็นอันดีไว้ซะแล้ว
มนาปทายี ลภเต มนาปํ: การให้ของชอบใจย่อมได้ของชอบใจ
นี่ในบาทพระคาถานี้แก้ไข อธิบายในเรื่องการให้ แก้ไขในเรื่องการให้ ไม่ใช่เท่านั้น ยังแก้ไขอีกบาทพระคาถาต่อไปว่า:
มนาปทายี ลภเต มนาปํ อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ
วรสฺส ทาตา วรลาภิ โหติ เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ
อคฺคทายี วรทายี เสฏฺฐทายี จ โย นโร
ทีฆายุ ยสวา โหติ ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชตีติ ฯ
-
มนาปทายี ลภเต มนาปํ ผู้ให้ของดี ผู้ให้ของชอบใจย่อมได้ของชอบใจ มนาปทายี ผู้ให้ของชอบใจ ลภเต มนาปํ ย่อมได้ของชอบใจ สิ่งใดมาถึงตัวแล้วชอบใจทั้งสิ้น เพราะตัวได้สั่งสมของชอบใจของตัวไว้ ถ้าให้ของที่ไม่ชอบใจก็ตรงกันข้าม ได้ของที่ไม่ชอบใจ ให้ของที่ชอบใจได้ของที่ชอบใจ ตรงข้ามอย่างนี้ ให้อุตส่าห์พยายามที่จะให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดละ ต้องเป็นของ… ต้องเป็นที่ชอบใจของตัว ได้ชื่อว่าให้ความสมหวังของตัวทุกภพทุกชาติ นับชาติไม่ถ้วนไว้ ต่อไปข้างหน้าเป็นของตัวแท้ ๆ ที่ตัวให้นั้น ชื่อว่า มนาปทายี ลภเต มนาปํ
-
อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ ให้ของเลิศ ย่อมได้ของเลิศ เลิศเพียงแค่ไหนก็แล้วแต่วัตถุนั้น ๆ แล้วแต่กาละนั้น ๆ แล้วแต่ประเทศนั้น ๆ ที่เขานิยมวัตถุกัน
-
วรสฺส ทาตา วรลาภิ จ โหติ ให้ของชอบใจ ย่อมได้ของชอบใจ สิ่งใดที่ชอบใจ ถ้าอยากจะได้ของที่ชอบใจอยู่แล้วละก็ ให้ทำของที่ชอบใจนั้นไว้ ให้สร้างของที่ชอบใจของตัวไว้ บริจาคทานแก่สมณพราหมณาจารย์ ยาจก วณิพก อนาถา ให้ของชอบใจย่อมได้ของที่ชอบใจอยู่เนืองนิตย์อัตรา จงอุตส่าห์พยายามสั่งสมของตัวไว้เสีย เมื่อตัวมาประสบพบพุทธศาสนาแล้ว ต่อไปในภายหน้า เมื่อรู้ข้อทั้งหลายเหล่านี้แล้ว ต้องสั่งสมของตัวเสีย ย่อมเป็นของตัวแท้ ๆ ใครทำเป็นของคนนั้น คนอื่นจะแย่งชิงอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้
เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ: ให้ฐานะอันเลิศย่อมได้ฐานะอันเลิศ
เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ > ให้ของดีได้ของดี เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ > ให้ฐานะอันเลิศย่อมเข้าถึงซึ่งฐานะอันเลิศ ให้ฐานะอันเลิศย่อมถึงซึ่งฐานะอันเลิศ
ฐานะอันเลิศน่ะเป็นไฉน? ที่เขาได้กันในบัดนี้ ฐานะอันเลิศเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป ในทางรัฐการเราก็เห็น มียศถาบรรดาศักดิ์เป็นชั้น ๆ ขึ้นไป นั้นเกิดจากผู้ให้ทั้งนั้น นั่นเกิดจากผู้ให้ทั้งนั้น ถ้าไม่ให้ก็ไม่ได้ เหมือนหญิงก็ดี ชายก็ดี เราใช้อยู่ ก็ต้องให้ฐานะมัน ให้ฐานะเป็นใหญ่ในหน้าที่การงานนั้น ๆ ให้มันเป็นหัวหน้าการงานขึ้น ให้มันมีตำแหน่งหน้าที่การงานบ้างซิ ก็ได้ชื่อว่าให้ฐานะอันเลิศเหมือนกันตลอดไป ก็ย่อมได้ประสบฐานะอันเลิศด้วยกัน ไปตามกาลตามส่วน ถ้าแม้นว่าเป็นกษัตริย์ ฐานะอันเลิศเหล่านี้ท่านประทานได้ ตามความชอบจิตชอบพระทัยของท่าน หรือเป็นนายกฯ ก็ให้ฐานะอันเลิศเหล่านี้ได้ เมื่อให้ฐานะอันเลิศก็ย่อมประสบซึ่งฐานะอันเลิศ
อคฺคทายี วรทายี เสฏฺฐทายี จ โย นโร > คนใดให้ของเลิศ ให้ของเป็นที่ชอบใจ ให้ของประเสริฐ จะไปเกิดในที่เช่นใด ๆ ทีฆายุ ยสวา โหติ > ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้น ๆ จะไปเกิด ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชติ > จะไปเกิดในที่ใด ๆ ทีฆายุ ยสวา โหติ > ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้น ๆ นี้ส่วนเหล่านี้ต้องมีที่เกิดอย่างนี้
บทประสิทธิ์พรด้วยสัจจวาจา
เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยสัจจวาจาภาษิตนี้ สุวตฺถิ โหตุ สพฺพทา ขอความสวัสดีจงมี และสุขอันเกิดจากความไม่มีโรค และอนามัยเป็นอันดี จงมีแก่ท่านทั้งหลายในกาลทุกเมื่อ ด้วยสัจจวาจาภาษิตนี้ ขอความสวัสดีจงมี ขอความสวัสดีและสุขเกิดแต่ความไม่มีโรค และอนามัยเป็นอันดี จงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายในกาลทุกเมื่อ
สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ เอตสฺมึ รตนตฺตยสฺมึ สมฺปสาทนเจตโส ขอจิตอันเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้นี่ ขอผลแห่งจิตอันเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้นี่ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ทุกประการ
ดังรับประทานวิสัชนามา ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา นี้เนื้อความของพระบาลีแท้ ๆ ออกจากกระแสวาระพระบาลีไม่คลาดเคลื่อน
ทานวัตถุและการค้นพบ “ฉากหลัง” ของชีวิต
ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไปว่า
อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลา คนฺธํ วิเลปนํ เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ ทานวตฺถู อิเม ทส ทานวัตถุ ๑๐ ประการนี้ วัตถุเป็นเครื่องให้ทานเรียกว่า ทานวัตถุ วัตถุเป็นเครื่องให้ทาน ๑๐ ประการเหล่านี้ เราก็ใช้อยู่เสมอ ข้าว ได้ใช้อยู่ เพราะได้รับประทานกัน เพราะว่าเป็นของมีค่า ไม่ใช่ของไม่มีค่า มีค่าหมดทั้งประเทศ ทุกประเทศไม่ว่าประเทศไหน นิยมกันนักเรื่องอาหารนี้ แต่ว่าอาหารบางประเทศทราม บางประเทศประณีต นี่แล้วแต่ ฉากหลัง ที่หล่อเลี้ยงประเทศนั้น ๆ
ถ้าวิชาหยาบ ไม่ละเอียด ก็ได้อาหารทรามเกิดในประเทศของตัว ถ้าแม้ว่าฉากหลังมีกายละเอียดรักษาวิชาไว้ได้ดี ก็ได้ของประณีตหล่อเลี้ยงประเทศของตัว ที่ตัวรักษาฉากหลังนั้น เป็นตัวสำคัญ ฉากหลังนี้เราต้องนับถือนะ ไม่ใช่เราไม่นับถือเมื่อไร
ฉากหลังนี้คือใคร? อยากจะรู้ฉากหลัง ฮื่อ ติดตัวเรามานี่ ให้เราเป็นอยู่นี่แหละ เราเป็นอยู่ก็ได้ ไม่เป็นอยู่ ตายไปเสียก็ได้ นี้ฉากหลังซิน่ะ ถ้าไม่มีล่ะก็ มันก็เป็นอยู่ได้ซิ มันจะตายได้ยังไง มี มีฉากหลัง แต่ว่าผู้ปฏิบัติศาสนา ทั้งภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ไม่ควรจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ตัวของตัวเสีย ควรจะรู้ชี้ตัวของตัว รู้ชี้ยังไง? ว่าตัวของตัวมีฉากหลัง ให้ตัวเป็นอยู่ได้ ให้ตัวสูงก็ได้ ให้ตัวต่ำก็ได้ ให้ตัวอดก็ได้ ให้ตัวจนก็ได้ ให้ตัวมีก็ได้ อันนี้ฉากหลังมีน่ะ แต่ว่าใครล่ะเป็นฉากหลังนั่น
อิทธิพลของฉากหลังต่อการดำเนินชีวิต
นี่ฉากหลังเป็นตัวสำคัญ ให้มนุษย์เป็นอยู่ หญิงก็ดีชายก็ดี ให้เป็นคนชั้นสูงก็ได้ ให้เป็นคนประณีตก็ได้ ให้เป็นคนที่ไหว้ที่เคารพที่บูชาที่สักการะเขาทั้งหมดก็ได้ ให้เขาติเตียนว่ากล่าวนินทา ให้มีนินทาด่าแช่งก็ได้ ฉากหลังนี้ล่ะเป็นตัวสำคัญนัก
ถ้ารู้จักฉากหลังล่ะก็ ไปให้ถึง ไปเป็นกันเองกับฉากหลังเสีย ถ้าว่าทำได้อย่างนี้ ตัวเองจะเบาใจเพียงแค่ไหน เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ๆ ถ้าไม่รู้จักฉากหลัง ไม่เข้าถึงฉากหลังแล้วล่ะก็ ตัวเองจะหนักใจแค่ไหน จะไม่สะดวกในใจแค่ไหน เพราะความเป็นอยู่ก็ไม่ใช่ของตัว ความดีความชั่วที่ตัวกระทำ ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่ของตัวทั้งนั้น ทำชั่วเขาจะให้ความดีก็ได้ ทำดีเขาจะให้ความชั่วก็ได้ เพราะฉากหลังไม่เป็นของตัวนี่ วางใจไม่ได้ เมื่อวางใจไม่ได้ ก็ต้องลำบากใจอยู่ขณะนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องเรียนให้รู้จักฉากหลัง รู้จักเป็นชั้น ๆ ไปนะ ฉากหลังนี่เป็นตัวสำคัญ
ฉากหลังที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ (กาย ๑๘ กาย)
มนุษย์นี่เป็นตัวฉากหน้าละ มนุษย์หญิงชายที่มานั่งมาฟังเทศน์อยู่นี่ฉากหน้าละ ฉากหลังมี ฉากหลังกระซิบอยู่ข้างในนั้นแหละ ให้เทศน์เรื่องนั้นเรื่องนี้ ให้พูดอย่างนั้นอย่างนี้ ผู้ฟังก็อยู่ข้างในเหมือนกัน ไอ้กายมนุษย์ก็นั่งไป ไอ้ฉากหลังก็กระซิบไป ให้จำเท่านั้น จำเท่านี้ จำเท่าโน้น หนักอีกฉากนึง มีอีกชุดนึง ฉากหลังเข้าไป ก็กายที่ฝันออกไป ไอ้กายที่ฝันนั่นเป็นฉากหลังล่ะนะ
กระผมขอจัดเรียงลำดับ “ฉากหลัง” ที่ซ้อนกันอยู่ภายในกายเป็นชั้น ๆ ตามที่หลวงปู่บรรยายไว้ในรูปแบบรายการ เพื่อให้ญาติโยมไล่เรียงตามลำดับความละเอียดได้อย่างชัดเจนครับ:
-
แล้วไอ้กายที่ฝันนั่นแหละมีฉากหลังอีก มี กายทิพย์ เป็นฉากหลังของกายมนุษย์ละเอียดเข้าไปอีก ไอ้กายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ กายทิพย์นั่นแหละเป็นฉากหลังของกายมนุษย์ละเอียด
-
นั่นแหละมีฉากหลังอีก เขาเรียกว่า กายทิพย์ละเอียด
-
ไอ้กายทิพย์ละเอียดนั้นแหละ มีฉากหลังอีกเขาเรียกว่า กายรูปพรหม
-
ในกายรูปพรหมมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายรูปพรหมละเอียด
-
ในกายรูปพรหมละเอียด มีฉากหลังอีกเรียกว่า กายอรูปพรหม
-
ในกายอรูปพรหม มีฉากหลังอีกเรียกว่า กายอรูปพรหมละเอียด
-
ในกายอรูปพรหมละเอียดนั่นแหละ มีฉากหลังเรียกว่า กายธรรม
-
ในกายธรรมนั่นแหละ มีฉากหลังอีกเรียกว่า กายธรรมละเอียด
-
ในกายธรรมละเอียด มีฉากหลังอีกเรียกว่า กายธรรมพระโสดา
-
ในกายธรรมพระโสดา มีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระโสดาละเอียด
-
ในกายธรรมพระโสดาละเอียด มีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระสกทาคา
-
ในกายธรรมพระสกทาคา มีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระสกทาคาละเอียด
-
กายธรรมพระสกทาคาละเอียด มีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระอนาคา
-
กายธรรมพระอนาคา ยังมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระอนาคาละเอียด
-
กายธรรมพระอนาคาละเอียด ยังมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระอรหัต
-
กายธรรมพระอรหัต ยังมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระอรหัตละเอียด
การต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากการเป็นทาส (ตณฺหาทาโส อทานิสิ)
กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียดนี่แหละ ผู้เทศน์นี่ตรวจเข้าไปฉากหลังนี่แหละ ๒๕ ปียังไม่เต็มดี หยุดตรึกในกลางเดือนแปดหลังนั่น เต็มปีเต็มเดือนเต็มวันพอดี ยังไม่หมดฉากหลังนี่ ยังไม่สุดฉากหลังนี่ ยังไม่สุดฉากหล่อเลี้ยงเหล่านี้ ยังไม่สุด ยังไม่สุดผู้เทศน์ก็ยังเป็นบ่าวเขาอยู่ ยังเป็นบ่าวเป็นทาสเขา ยังเอาตัวรอดไม่ได้ เพราะอะไร? ไปยังไม่สุดฉากหลัง เขายังปกครองเราอยู่
นี่ไปต้องไปให้สุด เมื่อไปสุดแล้ว เราจะเห็นฉากหลังในฉากหลังเข้าไปอีก เมื่อไปสุดแล้ว เราจะพบฉากหลังในฉากหลังเข้าไปอีก ฉากหลังในฉากหลังนี้จะมีอีกเท่าไรเรายังไปรู้ไม่ได้ เพราะเราไปยังไม่สุด นี่แหละ ฉากหลังเหล่านี้แหละ หญิงก็ดี ชายก็ดี ภิกษุสามเณร ควรจะรู้ ถ้าไม่รู้ก็ว่าเสียคนทีเดียว เป็นบ่าวเป็นทาสเขาหมดทั้งชาติ เอาตัวรอดไม่ได้ เรียกว่า ตณฺหาทาโส อทานิสิ ไม่ผิดล่ะ ไม่คลาดเคลื่อนเลยทีเดียว
เพราะอะไร? เพราะไม่รู้ฉากหลัง ก็เป็นบ่าวเป็นทาสเขาไป ถ้ารู้ฉากหลัง บังคับฉากหลังได้ล่ะก็ ก็เลิกเป็นบ่าวเป็นทาสเขา มันก็เป็นเจ้าเป็นนายเขาบ้าง นี่เป็นเรื่องสำคัญนะ ให้เข้าใจทีเดียว ให้เข้าใจให้แน่ทีเดียว เมื่อเข้าใจแน่ละก็ เราจะต้องเริ่มต้นเสียตั้งแต่ชาตินี้ทีเดียว เรารอไว้ไม่ได้ ถ้าว่าชาตินี้ยังไม่รู้ฉากหลัง ยังไม่พบฉากหลัง เราจะต้องยอมตาย ถ้าเข้าถึงฉากหลังไม่ได้ เราจะต้องยอมตาย ต้องเข้าถึงฉากหลังให้ได้
พระพุทธองค์กับการค้นพบ “ฉากหลัง” และพญามาร
ไอ้ผู้ปกครองเราลับ ๆ อยู่ ใช้เราลับ ๆ อยู่ เราไม่รู้เลย พระสมณโคดมบรมครูเอง พอไปเห็นกายมนุษย์ละเอียดเข้าเท่านั้น ทรงรับสั่งแล้ว:
อเนกชาติสํสารํ สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ > คหการํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ นั่นทรงรับสั่งแล้ว เรานี่เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบนี้ เพราะท่าน มาร นี่เอง พาให้เราเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบ เมื่อไปพบชั้นหนึ่ง และไปพบจนกระทั่งถึงไอ้ตัวสร้างบ้านสร้างเรือน กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา สร้างบ้านสร้างเรือน สร้างกายท่านไม่มีจบ นั่นไปพบเรื่องนั้นก็ยิ่งคำนึงยกใหญ่ทีเดียว ถึงได้ทำลายล้าง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาเสีย ออกจากไตรภพไป หลบออกจากไตรภพไป
ไอ้กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ทำอะไรท่านไม่ได้ แต่ว่าทำไม่ได้ ทำไม่ได้ขั้นหยาบ ๆ ขั้นละเอียดยังอยู่ในความปกครองเขา ฉากหลังโน้น ฉากหลังใหญ่โตโน้น ยังบังคับพระสมณโคดมอยู่ เราจะไปให้พ้น ให้เลยฉากหลังที่บังคับพระสมณโคดมอยู่ พระอรหันต์อยู่ พระพุทธเจ้าอยู่ มากน้อยเท่าไร เราจะไปให้เลยทั้งหมดทีเดียว ไม่ให้มีฉากหลังต่อไป นั่นแน่ เราจะเอาตัวรอดได้แล้ว เอาตัวรอดได้แล้ว
ถ้าไปไม่ถึงขนาดนั้น เรามาพบพระพุทธศาสนาคราวนี้ ก็เสียคราวเหมือนกัน เอาตัวรอดไม่ได้ ทำไมเอาตัวรอดไม่ได้ล่ะ? ก็ไปไม่ตลอดฉากหลังจะเอาตัวรอดได้ยังไง? มันก็ยังเป็นบ่าวเป็นทาสเขาอยู่นั่น
การรู้เท่าทันและการไต่สวนเข้าไปในกายต่าง ๆ
เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะต้องคาดคั้นทีเดียว คือต้องคาดคั้นทีเดียว ต้องไต่เข้าไปทีเดียว เป็นกาย ๆ เข้าไป อย่าเข้าใจว่า ไอ้ที่เขาใช้ให้ทำชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เขากระซิบให้ทำอย่างนั้น เขากระซิบให้ทำอย่างนี้น่ะ ไอ้นั่นก็เป็นบ่าวเป็นทาสเขานะซี เขาถึงใช้ได้ตามชอบใจ ให้ไปทำผิดวินัยซะป่นปี้ เหลวไหลป่นปี้ ให้กลายเป็นคนเลวคนเปลวไป นี่เพราะอะไรล่ะ? ก็เพราะไอ้ฉากหลังมันบังคับ เขาไม่ได้แกล้ง ไอ้ฉากหลังมันบังคับ ไม่รู้เท่าทันฉากหลัง ฉากหลังบังคับเสียหายป่นปี้
เหตุนี้แหละ ให้ระวังฉากหลัง เป็นตัวสำคัญ จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดในสากลโลกทั้งสิ้น จะทำงานใหญ่งานโตงานย่อยสักเท่าหนึ่งเท่าใด คอยให้ระวังให้รอบตัวทีเดียว ระวังให้รอบตัว ฉากหน้าฉากหลังเหล่านี้ระวังให้รอบตัวทีเดียว ถ้าว่าทำฉากหน้าฉากหลัง…ได้อย่างนี้แล้วละก็ การงานเหล่านั้นจะสำเร็จทุกสิ่งทุกประการ แต่ว่าให้ทำฉากหน้าฉากหลังให้ดีนะ ถ้าทำไม่ดีแล้วล่ะก็ ประเดี๋ยวก็ไปนอนในที่ใดที่หนึ่ง จะไปโทษ โทษเขาไม่ได้ ไม่เท่าทันเขา
การเอาชนะฉากหลังด้วย ทาน ศีล ภาวนา
เหตุนี้แหละ เราอุตส่าห์เริ่มต้นให้ทาน เริ่มต้นให้ทาน ให้บริสุทธิ์ในใจ ให้เบิกบานทีเดียว จะได้เกิดปัญญาและเฉลียวฉลาดขึ้น
ขั้นที่สอง ประคองใจของเรา เจตนาของเรา ให้อยู่ในศีล ศีลแล้ว สำเร็จ ด้วยเจตนา เจตนาหํ ภิกฺขเว สีลํ เจตนาบริสุทธิ์ในองค์ทั้ง ๕ หรือทั้ง ๘ ทั้ง ๑๐ เจตนาบริสุทธิ์ในปาณาติบาต อทินนาฯ กาเมสุมิจฉาจารา มุสาฯ สุราฯ เวรมณี เหล่านี้ หรือเจตนาบริสุทธิ์ใน ๘ หรือเจตนาบริสุทธิ์ใน ๑๐ ก็แล้วเถอะ จะบริสุทธิ์ได้แค่ไหน รักษาความบริสุทธิ์ของกาย วาจา ใจ ให้มั่น แล้วอย่าให้คลาดเคลื่อน
แล้วแก้ไขใจให้ใส แก้ไขใจให้ใส เราจะได้เห็นฉากหลังชัดหนักขึ้นทุกทีไป แก้ไขใจให้ใส เราจะได้เห็นฉากหลังชัดหนักขึ้นทุกทีไป เมื่อให้ทาน ประพฤติความบริสุทธิ์เป็นศีล รักษาใจให้ใสเป็นปัญญา เนืองนิตย์อัตราทั้งวันทั้งคืน เว้นไว้แต่หลับ แล้วตื่นละก็เป็นอย่างนั้นอยู่เสมอไป จะเป็นอะไรก็เป็นไป แล้วก็มุ่งหมายจะไปที่สุดฉากหลังให้ได้
ไปให้สุดฉากหลัง: วิชาวัดปากน้ำ
ถ้าว่าไม่สุดแล้วก็ต้องตายเถอะ ชาติหนึ่งไม่ยอมกันเด็ดขาดเชียว ไม่ยอมกันละที่จะเลิกไป เป็นไม่เอา ใครจะชวน ใครจะชวนให้เลี้ยวลดซะ ให้เที่ยวเสียเวลา เที่ยวนอนซะ เที่ยวคุยซะ เที่ยวทำผิดทาง ผิดลู่ผิดทาง ผิดทางฉากหลังซะเช่นนี้ล่ะก็ ตัดหัวซะก็ไม่ยอมไม่เชื่อ ไม่เชื่อเด็ดขาดซะ ว่านี่มันคนบ่าวคนทาสเขานี่ มันจะชวนให้เราเป็นบ่าวเป็นทาสเขาอีกละ เราจะไปเห็นอะไรด้วยละ เราไม่ยอมเด็ดขาดทีเดียว เราจะไปให้ตลอด ให้เลยฉากหลังอันนี้ให้ได้ ให้ถึงที่สุดฉากหลังให้ได้
ใครจะทำเป็นมั่ง? เราก็ไต่สวนไปทีเดียว นี่ วิชาวัดปากน้ำ มีอยู่แล้วเวลานี้ วิชาตรวจฉากหลังให้ละเอียด มีธรรมกายปรากฏอยู่แล้ว เขากำลังตรวจอยู่แล้ว เขากำลังทำกันอยู่แล้ว นี่แหละของจริง พระเณรไม่รู้จักของจริงล่ะก็ อย่าโกงตัวเอง อย่าดูถูกตัวเอง ให้อุตส่าห์พยายามตรวจฉากหลังของตัวให้สุดให้ได้ ถ้าไม่สุดตัวละก็ ถ้าไม่สุดฉากหลัง ตัวก็เป็นบ่าวทาสเขาอยู่นั่น ไม่ต้องไปสงสัย
เมื่อรู้เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว ตัวก็จะได้บรรลุผลที่ยิ่งใหญ่ไพศาล หาประมาณมิได้ พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งไปพบท่านเข้า ถ้าเราไปได้สุด ท่านก็จะยิ้มในพระทัยว่า “เอ้อ ไอ้นี่มันลูกผู้ชายจริง เอ้อ ไอ้นี่มันคนมีปัญญา เป็นผู้หญิงมีปัญญาจริง นี่เป็นผู้ชายก็ฉลาดจริง ไม่ใช่คนโง่” นอกจากนั้น ถ้าว่าไม่พยายามให้สุดฉากหลังเช่นนี้ล่ะก็ เป็นบ่าวทาสเขา ไม่ใช่คนฉลาด จะเอาเป็นเกณฑ์ไม่ได้
ให้แน่นอนอย่างนี้นะ แน่นอนอย่างนี้แล้วจะเอาตัวรอดได้ แต่เข้าใจนะว่า เขาใช้เราเท่านั้น ใช้เราเท่านี้ เป็นบ่าวเป็นทาสเขาน่ะ เพราะเราไม่ทันฉากหลังเหล่านี้ เขาก็ใช้เราตามชอบใจ ใช้เป็นบ่าวเป็นทาสป่นปี้ ถึงจะมีปัญญาแค่ไหนก็ช่าง ใช้เป็นบ่าวเป็นทาสป่นปี้ เหตุนี้ต้องแก้ไขทีเดียว ต้องไปให้สุด สุดฉากหลังให้ได้
การดำเนินแนวทางพระพุทธศาสนาขั้นสูงสุด
เริ่มต้นดังกล่าวแล้ว ต้องบริจาคทานตามใจนึก ใจเบิกบานสำราญใจ ทำใจให้ใส เบิกบานสำราญใจละก็ ทำความบริสุทธิ์เจตนาให้ดี บริสุทธิ์ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้สะอาด ทำใจให้ใส ให้ใส ดีล่ะก็ ดูฉากหลัง…ฉากหลังตะพึดทีเดียว ทั้งวันทั้งคืน เว้นไว้แต่หลับซะ ตื่นแล้วก็ไม่ได้รอก้อล่ะ ไปให้สุดให้ได้ ไม่สุดไม่ยอมเป็นเด็ดขาด
ถ้าเราไม่ไป เราจะตาย เราไปเราก็ตาย ไปหรือไม่ไปล่ะ? ถ้าไม่ไปก็ตาย ไม่กี่เดือนกี่ปีก็ตาย มนุษย์หมดทุกคน จะไปหรือไม่ไปล่ะ? ไม่ไปก็ตาย ไปดีกว่าไม่ไป ไอ้นั่นมันตายเปล่า หาหลักฐานไม่ได้ หากว่าไป มันจะไปถึงแค่ไหนก็แล้วแต่แค่นั้น ชาติต่อ ๆ ไปอีก ไม่ถอยกลับ ไม่ถอยหลังกลับกัน นี่แหละนับว่าเป็นคนมีปัญญา ดำเนินแนวทางพระพุทธศาสนา ต้องดำเนินอย่างนี้ เป็นทางสูงสุดในพระพุทธศาสนา
บทสรุปอวสานกถาและคาถาอวยพรปิดกัณฑ์
ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบายพอสมควรแก่เวลา
อญฺญํ สรณํ นตฺถิ สิ่งอื่นไม่ใช่ที่พึ่งอันประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย สรณํ เม รตนตฺตยํ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย
เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า
อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้
เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ