กัณฑ์ที่ ๖๖ หิริโอตตัปปะ ๑
(๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๙๙)
(ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสี่ (๔) ปีมะแม)
ประกาศพระพุทธศาสนายุกาล
อิทานิ ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปรินิพฺพานโต ปฏฺฐาย เอกูนสตุตฺตรจตุสตาธิกานิ เทฺว สํวจฺฉรสหสฺสานิ อติกฺกนฺตานิ ปจฺจุปนฺนกาลวเสน มาฆมาสสฺส ปญฺจวีสติมํ ทินํ วารวเสน ปน โสรวาโร โหติ เอวํ ตสฺส ภควโต ปรินิพฺพานา สาสนายุกาลคณนา สลฺลกฺเขตพฺพา สกฺกจฺจํ ธมฺโม โสตพฺโพติ ฯ
ศุภมัสดุพระพุทธศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพานแห่งพระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัดนี้ล่วงแล้วได้ พุทธศักราช ๒๔๙๙ พรรษา ปัจจุบันสมัยกุมภาพันธมาส สุรทินที่ ๒๕ โสระวาร (เสาร์) ขอพุทธปรินิพพานอันกำหนดนับ ศาสนายุกาลจำเดิมแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีนัยอันกำหนดนับด้วยประการฉะนี้ เบื้องหน้าแต่นี้จงตั้งสัมมนาหาระจิตฟังคำภาษิต ดังจะแสดงต่อไปนี้เถิดเทอญ
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ หน)
หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา
สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเรติ ฯ
(ขุ.ชา.(บาลี) ๒๗/๖/๓)
ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงธรรมอันประเสริฐเรียกว่า หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา ธรรมนี้สำหรับอุปการะสัตว์โลกให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขไปตาม ๆ กัน ก็เพราะอาศัยธรรมหิริโอตตัปปะนี้ เป็นธรรมสำคัญคุ้มครองสัตว์โลก ให้สัตว์โลกร่มเย็นเป็นสุข ไม่กระทบกระเทือน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่เสียดสีซึ่งกันและกัน ไม่ริษยาในกันและกัน ก็เพราะอาศัยหิริโอตตัปปะ นี้แหละเป็นข้อสำคัญ
นักปราชญ์ทั้งหลายตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา ท่านอุบัติตรัสขึ้นในโลก ธรรมอันนี้มีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้น ให้สัตว์ในโลกอาศัยร่มเย็นเป็นสุขก็เพราะอาศัยธรรมนี้เรียกว่า หิริโอตตัปปธรรม สัตว์โลกหมดทั้งสากลโลกหญิงและชายก็ดี ถ้าไม่มีความละอายมีความเกรงกลัวกันแล้ว ย่อมเบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นเบื้องหน้า ไม่ได้รับความสุขไปตามกัน เพราะอาศัยเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
การเบียดเบียนกันของสัตว์โลกในยามไร้เทวธรรม
เบียดเบียนซึ่งกันและกันด้วยกายบ้าง เบียดเบียนซึ่งกันและกันด้วยวาจาบ้าง เบียดเบียนซึ่งกันและกันทางใจบ้าง
เบียดเบียนซึ่งกันและกันทางกายนั้น แต่เดิมวัตถุให้เห็นปรากฏ เมื่อเป็นพ่อค้าแม่ค้าก็รุกรานกันในเชิงการค้านั้น ๆ รุกรานกันในเชิงการค้านั้น ๆ ด้วยกายบ้าง รุกรานในเชิงการค้านั้น ๆ ด้วยวาจาบ้าง นี้ก็เพราะอะไร? ต่ออะไร? เพราะปราศจากหิริและโอตตัปปะ ถ้ามีหิริความละอายแก่ใจ โอตตัปปะความสะดุ้งกลัวอยู่แล้ว ไหนเลยจะเบียดเบียนกันด้วยกายบ้าง ไหนเลยจะเบียดเบียนกันด้วยวาจาบ้าง ไม่กล้าจะทำลงไป เพราะให้ความเดือดร้อนซึ่งกันและกัน เห็นปรากฏเฉพาะหน้าเฉพาะตาเช่นนั้น
บุคคลผู้มีหิริและโอตตัปปะตั้งอยู่ใน เทวธรรม ธรรมอันประเสริฐเช่นนี้แล้ว ไม่กล้าประพฤติละเมิดเช่นนั้นได้ ทั้งกายทั้งวาจา อายนัก ให้ความทุกข์เขาด้วยกายอายนัก ให้ความทุกข์เขาด้วยวาจาก็อายนักเหมือนกัน มีแต่ให้ความสุขทางกาย ความสุขทางวาจา ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน การค้าก็ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
ตารางเปรียบเทียบลักษณะบุคคลตามหลักหิริและโอตตัปปะ
| สภาวะธรรมประจำใจ | ลักษณะของคนพาล (ไร้เทวธรรม) | ลักษณะของสัตบุรุษ (ตั้งในเทวธรรม) |
| ความละอายและความกลัว |
อหิริกํ อโนตฺตปฺปํ (ความไม่ละอาย ความไม่สะดุ้งกลัว)
• มีลักษณะ หน้าด้านใจด้าน เป็นมนุษย์คนพาลแท้ ๆ |
หิริโอตฺตปฺปํ (มีความละอาย ความสะดุ้งกลัว)
• มีลักษณะ หน้าบางใจบาง หน้าอ่อนใจอ่อน |
| พฤติกรรมทางกายและวาจา |
ให้ความร้อนแก่ผู้อื่นต่อหน้าต่อตา
• ชาวนาชาวสวนรุกไร่รุกนา ปลูกบ้านรุกที่รุกทางกันจนต้องเป็นความกันในโรงในศาล
• พ่อค้าแม่ค้ารุกรานกันในเชิงการค้า
• นักปกครองหรือพระเจ้าแผ่นดินที่เที่ยวรุกรานเขาอื่น |
ให้ความสุขเขาทั้งข้างนอกข้างใน
• นั่งอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน รุกนิดรุกหน่อยก็ไม่เอา ไม่ยอมให้ความทุกข์แก่กัน
• ไม่เบียดเบียนกันด้วยกาย ไม่แทงเขาด้วยปากหรือคำพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรย |
| พฤติกรรมในเพศบรรพชิต | ภิกษุ สามเณร หรือมหาเปรียญที่ยังเบียดเบียนกัน ด้วยกาย วาจา ใจ ให้ความทุกข์ความเดือดร้อนใจแก่กัน |
ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาที่ซื่อตรงต่อศาสนา
• เลิกความไม่ละอายเสีย ตั้งใจแน่วแน่ ไม่เดือดร้อนคนอื่นด้วยกาย วาจา ใจ เลยเป็นเด็ดขาด |
หิริโอตตัปปะ: ปฐมบทแห่งการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา
สามเณรก็เบียดเบียนกัน หิริ โอตตัปปํ ให้มีความละอาย ให้มีความสะดุ้งกลัวนั่นเป็นข้อสำคัญ ความละอายและความสะดุ้งกลัวไม่เบียดเบียน ให้ความเดือดร้อนคนอื่นด้วยกายไม่มีเลย ให้ความเดือดร้อนคนอื่นด้วยวาจาไม่มีเลย ให้ความเดือดร้อนคนอื่นด้วยใจไม่มีเลย ไม่เบียดเบียนเขาทีเดียวเป็นเด็ดขาด
ถ้าว่าอุบาสก อุบาสิกาประพฤติอย่างนี้แล้ว สามารถอย่างนี้แล้วละก็ ให้ความสุขบุคคลอื่นด้วย เป็นอุบาสก อุบาสิกาจริง ๆ สามเณรเล่า ภิกษุสามเณรเล่าก็เป็นภิกษุ สามเณรจริง ๆ ซื่อตรงต่อพระพุทธศาสนา อหิริกํ อโนตฺตปฺปํ ความไม่ละอายความไม่สะดุ้งกลัวเลิกเสีย เหลือแต่ความละอายความสะดุ้งกลัว หิริโอตฺตปฺปํ มีความละอายความสะดุ้งกลัวอยู่เช่นนี้แล้ว ตั้งใจให้แน่แน่ว นี้เป็นเริ่มต้นทางปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนา เมื่อตั้งอยู่ในหิริโอตตัปปะเช่นนี้แล้ว ต้องควบตัว นั้นแหละตั้งอยู่ในธรรมอันขาวแล้ว เกื้อกูลในธรรมอันขาวแล้ว ถูกต้องร่องรอยทางนักปราชญ์ราชบัณฑิตแล้ว
ท่านยังประสงค์ไปอีก นี้แหละ สนฺโต เป็นธรรมเครื่องสงบระงับ เครื่องสงบระงับเสียง ไม่มีใครมาโพทนาว่ากล่าว สงบระงับหมด เรื่องราวทั้งหลายเหล่านั้นสงบระงับหมด เงียบหมด เรียบร้อยอยู่บ้านใกล้ก็ไม่มีเสียง ก็เพราะอาศัยความละอายความสะดุ้งกลัวนี่ค้ำจุนอยู่ เมื่อไม่มีเสียงเช่นนั้น ชื่อว่า สนฺโต เป็นผู้สงบระงับ โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่านี้เป็นธรรมอันประเสริฐในโลก ด้วยประการดังนี้ นี่หลักจำไว้นะ
ดังนี้จะอรรถาธิบายแปลบาลีเป็นสยาม ให้เราท่านทั้งหลายเข้าใจชัดตลอดแจ้งในการที่จะแสดงต่อไปนี้
ความหมายของคุณสมบัติอุบาสกและอุบาสิกา
เอาละว่ากันตามขอบเขต เรียกว่าอุบาสกอุบาสิกา เรียกว่า อุปาสโก แปลว่าผู้เข้าใกล้ แปลว่าผู้มั่นอยู่ในศีล ๕ มั่นอยู่ในพระรัตนตรัย ศีล ๕ กรรมบถ ๑๐ แน่นหนาอยู่ทีเดียว ไม่ฟั่นเฟือนทีเดียว เรียกว่าอุบาสก เรียกว่าอุบาสิกา
ชายมั่นอยู่ในศีล ๕ มั่นอยู่ในกรรมบถ ๑๐ นี้ชื่อว่าเป็นอุบาสกแท้ ๆ เบื้องต้นไม่มีพุทธกาล เป็นอุบาสกใช้ได้ มั่นอยู่ในศีล ๕ ถ้าว่าในพระพุทธศาสนามั่นอยู่ในไตรสรณคมน์ด้วย มั่นอยู่ในศีล ๕ มั่นอยู่ในไตรสรณคมน์ นี้เรียกว่าเป็นอุบาสก
ถ้าหญิงเรียกว่าเป็นอุบาสิกา แปลเป็นสยามภาษาว่า อุบาสิกา แปลว่าผู้เข้าใกล้ หรือผู้ใกล้พระรัตนตรัย มั่นอยู่ในศีล ๕ ศีล ๕ ก็ไม่ขาดตกบกพร่องเป็นนิจศีลทีเดียว
ศีล ๕: หลักปฏิบัติอันเป็นนิจศีลของอุบาสกอุบาสิกา
| องค์ศีล | คำอธิบายและแนวทางปฏิบัติการรักษาศีล |
| ข้อที่ ๑: ปาณาติบาต | เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ตัวเป็นให้จำตาย ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า เห็นว่าการฆ่าสัตว์เป็นเบียดเบียนเขา ผิดขนบธรรมเนียมของคนดี ก็เว้นขาดจากใจเสีย |
| ข้อที่ ๒: อทินนาทาน | การฉกลักสมบัติของคนอื่นมาเป็นของของตน นี่ก็เป็นหน้าที่ของคนพาล ให้ความทุกข์เขาเป็นเบื้องหน้า เราไม่ปรารถนาจะประพฤติเช่นนั้น ให้ความสุขเขาเป็นเบื้องหน้า เว้นขาดจากการถือเอาของที่เขาไม่ได้ให้ ด้วยอาการของขโมย ด้วยตนของตน ไม่ชักชวนผู้อื่นด้วย อย่างนี้เรียกว่ามั่นอยู่ในอทินนาทาน |
| ข้อที่ ๓: กาเมสุมิจฉาจาร | ข้อสามการประพฤติล่วงกาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติล่วงลักเขา ลูกเขา เมียเขา สามีเขาลักให้เจ้าของเดือดร้อนรำคาญ อย่างนี้น่าอัปยศอดสู น่าเกลียดน่าชัง ประพฤติไม่ได้ คนดีประพฤติไม่ได้อายนัก ไม่ประพฤติไม่ล่วงในข้อนั้น ๆ ไม่แตะต้องล่วงเกินในข้อนั้น ๆ นี้ได้ชื่อว่ามั่นอยู่ในกาเมสุมิจฉาจาร |
| ข้อที่ ๔: มุสาวาท | การกล่าวปดไม่จริงหลอกลวงต่าง ๆ นี่มันคนเลว ไม่ใช่คนดี เราประพฤติเช่นนั้นไม่ได้ เว้นขาดจากใจให้หมด คำที่เรียกว่าปดนั้นรู้นะ ตัวจะกล่าวออกไปตัวก็รู้ว่าไม่จริง แต่ว่าขอไปที จนแต้มเข้าแล้วขอไปที อย่างนี้ไม่ใช่อุบาสก อย่างนี้ไม่ใช่อุบาสิกา เป็นอุบาสกอุบาสิกาจอมปลอม นี่ทำให้ศาสนาเสีย เสีย ทำให้ร่องรอยตำรับตำราสูญเสียหมด นี่ปรากฏว่าเป็นคนประพฤติร้ายศาสนา ประพฤติร้ายศาสนาก็ประพฤติร้ายตัวของตัว ไม่ใช่ประพฤติร้ายใคร ให้มั่นอยู่ในพูดปดนั่นทีเดียว ไม่ใช้ให้ผู้อื่นปดด้วย แน่นอนในใจ ข้อที่ ๔ |
| ข้อที่ ๕: สุราเมรัย | ข้อที่ ๕ ไม่ดื่มน้ำที่ทำให้ดื่มให้เมา อันเป็นที่ตั้งของความประมาท ไม่ดื่มน้ำที่ทำให้ดื่มให้เมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เว้นขาดจากน้ำที่ทำให้ดื่มให้เมาทีเดียว ไม่ดื่มเหล้า ไม่ดื่มสุราทีเดียว หรือในที่สุดแม้แต่บุหรี่ก็ไม่สูบ เห็นว่าเป็นของเมา สังเคราะห์เข้าในเครื่องมึนเมา ไม่เสพทีเดียว |
อย่างนี้มั่นอยู่อย่างนี้ใช้ได้ เรียกว่ามั่นอยู่ในศีล ๕ เมื่อมั่นอยู่ในศีล ๕ เช่นนี้ ชายเรียกว่าอุบาสก หญิงเรียกว่าอุบาสิกา แต่ยังไม่เต็มที่ ต้องมั่นในพระไตรสรณคมน์ด้วย มั่นอยู่ในไตรสรณคมน์นี้แหละถึงเป็นที่ต้องการในทางพระพุทธศาสนา มั่นอยู่ในไตรสรณคมน์น่ะ
ความมั่นคงในพระไตรสรณคมน์ด้วย กาย วาจา ใจ
หญิงก็เข้าถึงพระไตรสรณคมน์ ชายก็เข้าถึงพระไตรสรณคมน์ ก็ถึงพระไตรสรณคมน์ ถึงด้วยปากหรือถึงด้วยใจ? ถึงด้วยกาย ถึงด้วยวาจา หรือถึงด้วยใจ นึกดูซิ? ที่ต้องประสงค์ในทางพระพุทธศาสนานะ ถึงด้วยกาย ๆ ถึงด้วยวาจา ถึงด้วยใจ
การแสดงออกซึ่งความเคารพทางกายและกิริยามารยาท
ถึงด้วยกายน่ะ กายก็ต้องเคารพต่อพระรัตนตรัย รู้ได้อย่างไร? ว่าคนนี้มั่นอยู่ในไตรสรณคมน์แล้ว รู้ซิทำไมถึงไม่รู้ รู้ทีเดียว รู้ทีเดียวแหละ รู้ทีเดียว ผ่านวิหารลานพระเจดีย์รู้ทีเดียว กิริยามารยาท เดินก็รู้ จะแสดงมารยาทอย่างไรก็รู้
เดิมดูถูกดูหมิ่นที่เคารพอยู่แล้วละก็ เอ้านี้ไม่มีไตรสรณคมน์หรอก ไม่มีเสียแล้วไตรสรณคมน์ จะทำลายเสียแล้ว หรือภิกษุสามเณรที่เป็นเทือกเถาเหล่ากอสมณะเช่นนี้ ไม่ได้เสียหายอย่างหนึ่งอย่างใด อุบาสก อุบาสิกา ผ่านภิกษุสามเณรไป ไม่มีความเคารพอ่อนน้อม เหล่านี้ได้ชื่อว่า ไตรสรณคมน์ก็ไม่มี ยังไม่มีมั่นในสันดาน
ถ้าว่ามีมั่นอยู่ในสันดานแล้วละก็ ผ่านไปเจดีย์หรือวิหาร หรือพัทธสีมาใด ๆ ถ้าว่าไปในสถานที่เช่นนั้น ทำสกปรกเปรอะเปื้อน ทำความสะอาดหมดเลยทีเดียว ไม่ให้สกปรกเปรอะเปื้อนทีเดียว นั่นก็เคารพในไตรสรณคมน์ นั่นล่ะปฏิบัติวัฏฐากทีเดียว ภิกษุสามเณรก็เคารพนบน้อมทีเดียว นี้มั่นอยู่ในพระไตรสรณคมน์
นี่มั่นแต่เพียงว่า ขอถึงไตรสรณคมน์น่ะ เป็นแต่เคารพด้วยกาย เคารพวาจา วาจาก็ต้องสาธุการอยู่ แล้วก็ใจ ใจก็อ่อนน้อมอยู่ เหล่านี้ได้ชื่อว่ามั่นอยู่ในพระไตรสรณคมน์ แต่ว่ายังไม่เข้าถึงไตรสรณคมน์ ยังไม่ได้ไตรสรณคมน์ เป็นแค่มั่นอยู่เพียงเท่านั้นเอง ต้องให้เข้าถึงไตรสรณคมน์ ให้ได้ไตรสรณคมน์
การเข้าถึงไตรสรณคมน์เป็นชั้น ๆ ภายในกาย
ไตรน่ะอะไร? ไตรนั้นแปลว่าสาม สรณะเขาแปลว่าที่พึ่ง แปลว่าแก้ว หรือแปลว่าที่พึ่ง ที่พึ่งสามอย่าง คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เข้าถึงพุทธรัตนะ เข้าถึงธรรมรัตนะ เข้าถึงสังฆรัตนะเป็นชั้น ๆ เข้าไปหลายชั้นจริง การเข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะนั้นหลายชั้นจริง ไม่ใช่ชั้นเดียว หรือสองชั้น ถึงไม่ใช่ง่ายถึงยากนัก
ถึงยากโดยประการไฉน? ถึงเป็นชั้น ๆ เข้าไป กระผมขอจัดระเบียบการเจริญสมาธิภาวนาเพื่อดำเนินจิตเข้าสู่พระไตรสรณคมน์ผ่านกายทั้ง ๑๘ กายของหลวงปู่ ออกเป็นรายการข้อย่อย (Bullet points) ตามกฎข้อที่ ๕ เพื่อให้ญาติโยมไล่ลำดับชั้นกายภายในได้อย่างเป็นระบบและง่ายต่อการสแกนอ่านดั่งนี้ครับ:
-
ชั้นที่ ๑ กายมนุษย์และกายมนุษย์ละเอียด: ถึงกายมนุษย์นี่ก็ชั้นหนึ่ง ปฏิบัติถูกสัดถูกส่วนก็เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ที่มันนอนฝันออกไป ทำหน้าที่ฝัน แต่เมื่อเลิกฝันก็เข้าอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์เสีย นั่นกายมนุษย์ละเอียด
-
ชั้นที่ ๓ กายทิพย์: ให้เข้าถึงกายทิพย์อีกชั้นที่ ๓ เข้าไป ฝันในฝันเข้าไป แต่ยังไม่ถึงไตรสรณคมน์
-
ชั้นที่ ๔ กายทิพย์ละเอียด: ให้เข้าถึงกายที่ละเอียดอีก เป็นชั้นที่ ๔ เข้าไป แต่ยังไม่ถึงไตรสรณคมน์ กายใหญ่หนักขึ้นไป
-
ชั้นที่ ๕ กายรูปพรหม: ให้เข้าถึงกายรูปพรหมอีกเป็นชั้นที่ ๕
-
ชั้นที่ ๖ กายรูปพรหมละเอียด: ให้ถึงกายรูปพรหมละเอียดอีกเป็นชั้นที่ ๖
-
ชั้นที่ ๗ กายอรูปพรหม: ให้เข้าถึงกายอรูปพรหมอีกเป็นชั้นที่ ๗
-
ชั้นที่ ๘ กายอรูปพรหมละเอียด: ให้ถึงกายอรูปพรหมละเอียดอีกเป็นชั้นที่ ๘
นี่ยังไม่ถึงไตรสรณคมน์ แต่ว่าถึงไปเป็นลำดับ ยังไม่ถึงไตรสรณคมน์ ยังไม่ได้ไตรสรณคมน์ เป็นแต่มั่น ๆ อยู่เท่านั้นแหละ ต้องให้ได้ไตรสรณคมน์ ถึงพระไตรสรณคมน์ทีเดียว
การเข้าถึงธรรมกาย: ไตรสรณคมน์เบื้องต้น
ให้เข้าถึง กายธรรม (ธรรมกาย) รูปเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า หน้าตักหย่อนกว่า ๕ วา สูง ๕ วา หรือหน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา อย่างนี้ได้ชื่อว่าถึงพระไตรสรณคมน์ ได้ไตรสรณคมน์ล่ะ ไม่ว่ากลางวันกลางคืน นั่ง นอน เดิน ยืน อิริยาบถทั้ง ๔ นึกทีไรเห็นแจ่ม ใจก็ตรึกอยู่ในพระไตรสรณคมน์ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะนั่น ให้มั่นลงไปอย่างนั้น ไตรสรณคมน์คำนี้ เป็นข้อที่ ๑
-
ขั้นที่ ๒ กายธรรมพระโสดา: ให้เข้าถึงไตรสรณคมน์อีกชั้นหนึ่ง กายพระโสดา กายโสดาละเอียด ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระโสดาละเอียด นี่เป็นชั้นที่สองเข้าไป
-
ขั้นที่ ๓ กายธรรมพระสกทาคา: เข้าไปอีก ให้เข้ากายพระสกทาคา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคา กายพระสกทาคาละเอียด
-
ขั้นที่ ๔ กายธรรมพระอนาคา: เข้าไปชั้นที่ ๔ เข้าไป เข้าไปถึงกายพระอนาคา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคา กายพระอนาคาละเอียด
-
ขั้นที่ ๕ กายธรรมพระอรหัต: ขั้นที่ ๕ เข้าไปให้เข้าถึงกายพระอรหัต ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอรหัต กายพระอรหัตละเอียด
นี่เข้าไปถึง ๕ ชั้นเท่านี้ เรียกว่าตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ ได้พระไตรสรณคมน์ นี่ในพระพุทธศาสนานิยมอย่างนี้ ไม่ใช่แต่เพียงว่า ทำกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ละก็ไม่สำเร็จประโยชน์ ไม่ใช่เช่นนั้น เอาจริง ๆ ปฏิบัติจริง ๆ กัน ได้จริง ๆ กัน ถ้าได้จริง ๆ มารไม่ขัดขวาง เหาะเหินเดินอากาศได้จริง ๆ นะ ไม่ใช่ของพอดีพอร้าย เมื่อเรารู้เข้าใจแค่ดังนี้
หิริโอตตัปปะ: ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป
ต่อแต่นี้จะได้แสดง หิริโอตตัปปะ ให้ฟังดังนี้:
หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา
มีความละอาย มีความสะดุ้งกลัว
ศีล ๕ สิกขาบทขึ้นไป ไม่บริสุทธิ์ข้อไหนอายนักทีเดียว อายตัวเองนะไม่ใช่อายใครน่ะ ไม่บริสุทธิ์ข้อไหนอายนักอายตัวเองนัก อายตัวเองนักทีเดียว อายนัก ไม่ล่วงละเมิด ล่วงละเมิดข้อใดข้อหนึ่งอายนัก ต้องรีบหาครูบาอาจารย์ต่อเสียทีเดียว ล่วงล้ำไปข้อใดข้อหนึ่งละก็ ไม่นิ่งเฉยอยู่ล่ะ บอกตรง ๆ ทีเดียวอายนัก ต่อเสียทีเดียว ต่อเสียให้ได้ ถ้าไม่ต่อกลัว ศีล ๕ บกพร่องไป จะไปนรกแล้วแก กายจะต้องไปตกนรก บกพร่องข้อใดข้อหนึ่ง ปาณา อทินนา กาเม มุสา สุรา ข้อใดข้อหนึ่งบกพร่องจะต้องไปนรกทุกข้อเชียว
การผิดศีล ๕ และขุมนรกที่รองรับ
| ข้อศีลที่บกพร่อง | ผลกรรมและนรกขุมหลักที่ต้องไปเสวยผล |
| ข้อ ๑: ปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์) | ขาดข้อปาณาติบาตก็ต้องไปสัญชีพ (สัญชีวนรก) ละไม่ต้องไปไหนล่ะ |
| ข้อ ๒: อทินนาทาน (ลักทรัพย์) | ขาดข้ออทินนาทานจะต้องไป กาฬสุตตนรก ละไม่ต้องไปไหนล่ะ |
| ข้อ ๓: กาเมสุมิจฉาจาร (ประพฤติผิดในกาม) | ขาดข้อกาเมสุมิจฉาจารก็ต้องไป สัณฆาฏนรก ละ สามข้อละ |
| ข้อ ๔: มุสาวาท (พูดปด) | ขาดข้อมุสาลงไปจะต้องไป โรรุวนรก ละ |
| ข้อ ๕: สุราเมรัย (เสพของมึนเมา) | ขาดข้อสุราลงไป ก็ต้อง มหาโรรุวนรก ละ ๕ ขุม ลงเป็นลำดับลงไปเชียว |
ก็ไม่ต้องไปล่ะ กลัวทีเดียว เมื่อละอายแก่ใจแล้วกลัวนรก เราต้องไปนรกแท้ จะต้องไปนรกถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง มีความละอายความสะดุ้งกลัว ไม่ให้ศีลขาดเด็ดเลยทีเดียว ให้บริสุทธิ์ตั้งแต่ ปาณา อทินนาทาน กาเมสุมิจฉา มุสา สุรา ไม่ขาดตกบกพร่องทีเดียว นี่อย่างนี้เรียกว่าอุบาสก ย่อ ๆ เรียกว่าอุบาสกละน่ะ ย่อ ๆ เรียกว่าอุบาสิกาด้วย
ถ้ายังไม่มีไตรสรณคมน์ก็เป็น อุบาสกนอกศาสนา อุบาสิกาก็นอกศาสนา ยังไม่เข้าศาสนาเลยเท่านี้แหละ ปฏิบัติแค่นี้ยังไม่เข้าในศาสนา เป็นอุบาสกนอกศาสนา เป็นอุบาสิกานอกศาสนา เป็นอุบาสกอุบาสิกาในศาสนาจะต้องเข้าถึงไตรสรณคมน์ เข้าถึงไตรสรณคมน์ คือ พุทโธ ธมฺโม สงฺโฆ คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ
เมื่อเรามีศีล ๕ มั่นบริสุทธิ์บริบูรณ์ดี มีใจเบิกบาน สำราญใจ มั่นอยู่แค่ศีล ๕ แค่นี้ ก็ประกาศได้แล้วว่า หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา เข้าถึงพร้อมด้วยความละอายความสะดุ้งกลัวละ ความละอาย มีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่มีอายนัก ไม่มีอายและสะดุ้งกลัวด้วย กลัวจะไปนรก กลัวจะไปอบายภูมิ ๔ อย่างนี้ดี กลัวนักล่ะก็ เมื่อบริสุทธิ์เช่นนั้น
เทวธรรม: ธรรมอันขาวผ่องเครื่องสงบโลก
สุกฺกธมฺมสมาหิตา
อยู่ในธรรมอันขาว ขาวผ่องไม่มีราคีทีเดียว เรียกว่า สุกฺกธมฺมสมาหิตา ขาวผ่องทีเดียว
สนฺโต
นี่แหละเป็นตัวธรรมเครื่องสงบระงับในโลก
ตั้งแต่ ๆ ปฐมทีเดียว ตั้งแต่ปฐมแผ่นดินมา ตั้งแต่ปฐมกษัตริย์มา ปกครองโลกด้วยคุณธรรม ๕ ประการนี้ ร่มเย็นเป็นสุขเบิกบานสำราญใจ เว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ กาเม พูดปด เสพสุรา ๕ ข้อนี้เท่านั้นแหละ ในโลกไม่ต้องมีคุกมีตะราง สบายอกสบายใจ ได้รับความเบิกบาน ร่มเย็นมาตลอดสาย
บัดนี้เราในวัด ภิกษุ สามเณรก็ให้บริสุทธิ์ในศีล ๕ จริง ๆ อุบาสกอุบาสิกาก็บริสุทธิ์ในศีล ๕ จริง ๆ จะไม่ได้ทะเลาะกันเลย จะไม่มีบาดหมางกันเลย จะไม่อิจฉาริษยากันเลย ถ้าอิจฉาริษยากันก็เรียกว่าไม่มีศีล ๕ กันแล้วละแก เลอะแล้วล่ะ เหลวแล้วล่ะ นี่ใช้ไม่ได้อย่างนี้ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เมื่อเข้าใจหลักดังนี้แล้วละก็ ๕ สิกขาบทนี้ หิริโอตตัปปะ ละอายไว้ให้ดี ถ้าไม่มีละอายสะดุ้งกลัวไว้ให้ดี ไม่มีจะตกนรก แน่นอนทีเดียว ได้ชื่อว่าตั้งอยู่ในเกื้อกูลแล้วในธรรมอันขาว ได้ชื่อว่าสงบระงับแล้ว
เมื่อสงบระงับเช่นนี้แล้ว นักปราชญ์ทั้งหลาย บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวบุคคลนั้น ว่าตั้งอยู่ในธรรมอันประเสริฐ ว่าตั้งอยู่ใน เทวธรรม คนอันถึงแม้ถึงเป็นมนุษย์อยู่ บริสุทธิ์ในศีล ๕ ผู้ชายก็เรียกว่าสมมติเทวดา ผู้หญิงก็เรียกว่าสมมติเทวดา เออ ไม่ใช่เป็นของต่ำ เป็นสมมติเทวดาทีเดียว ยกย่องสูงอย่างนั้น คือ คุณธรรมนั่นเอง ยกตัวเอง คือคุณธรรมศีล ๕ นั่นเองยกตัวเอง เป็นคนตั้งอยู่ในเทวธรรม ธรรมของเทวดาทีเดียว ธรรมที่ทำให้เป็นเทวดาทีเดียว เป็นเทวดาทั้งที่เป็นมนุษย์นี่แหละ สมมติเทวดานั่นแหละ มั่นอยู่ในศีล ๕ แค่นี้ ก็ต้องให้สูงขึ้นไปกว่านี้
แนวทางปฏิบัติศีล ๘ เพื่อตัดกำลังตัณหา
บัดนี้มีพุทธศาสนา เราเข้าถึงพระไตรสรณคมน์ คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ มั่นอยู่ในศีล ๕ ละก็ ศีล ๘ ให้มั่นอย่างเดียวกันนี้
| ข้อศีล ๘ | แนวทางปฏิบัติและอรรถาธิบายของหลวงปู่ | ผลานิสงส์ในการตัดกำลังมารและตัณหา |
| วิกาลโภชนา | เว้นจากอาหารบริโภคในเวลาวิกาลตั้งแต่เที่ยงจนถึงอรุณใหม่ นี่วันนี้เราสมาทานแล้ว จนถึงอรุณใหม่ ให้มั่นเชียวนะ อย่าให้ลอกแลกน่ะ มั่นคงทีเดียว รักษามั่นคงอยู่ในวิกาลโภช ไม่บริโภคอาหารในเวลาวิกาล ตั้งแต่เที่ยงไปจนถึงอรุณใหม่ทีเดียว นี่ได้ชื่อว่ารักษาวิกาลโภชไว้ได้ ไม่บริโภคอาหารในเวลาวิกาลเช่นนี้ | ได้ชื่อว่าทอนกำลัง ว่าตัดเสียซึ่งความอยากความปรารถนาให้เบาบางลง นี่ทางไปของพระอริยบุคคลนะ ทางไปพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทีเดียว เป็นทางสูง ให้มั่นไว้ |
| นัจจคีตวาทิตฯ | ไม่ฟ้อนรำขับร้อง ประโคมเครื่องดีดสีตีเป่าต่าง ๆ ไม่มีทีเดียว ไม่บรรเลงเครื่องต่าง ๆ ไม่มี เว้นขาดทีเดียว ขับร้องประโคมเครื่องดีดสีตีเป่านั้นเป็นไฉน? เกื้อกูลให้เกิดความยั่วยวนใจ ชักชวนให้ครองเรือน ไม่ชักชวนในทางหมดกิเลส ไม่ชักชวนให้บรรเทากิเลส ไม่ชักชวนในทางมรรคผลนิพพาน ก็เว้นเสียขาดจากสันดาน | พวกกามตัณหาเช่นนี้ ชื่อว่าประพฤติธรรมให้เลิศประเสริฐขึ้นไปกว่าศีล ๕ ทางไปของพระอริยบุคคล |
| มาลาคันธวิเลปนฯ | เว้นประพรมร่างกายด้วยของระเบียบของหอม เครื่องยั่วยวนให้เกิดความยวนใจ ให้เกิดความยั่วยวนกวนใจต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เว้นเสียขาดจากใจอีก เว้นเสียขาดจากใจ | ก็ทอนเสียซึ่งพวกตัณหาทั้งนั้น พวกธรรมตัณหา ของกลิ่นของหอม คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา พวกธรรมตัณหาของหอมเหล่านี้แหละละเสีย นี่ก็ตัดกำลังอย่างแรง ตัดกำลังมารอย่างแรง พวกประพฤติศีล ๘ นี้ |
| อุจจาสยนฯ | ไม่นั่งนอนอาสนะสูงใหญ่ เออ..อาสนะสูงใหญ่เป็นอย่างไร? ร้ายอีกเหมือนกัน เราไปอยู่ในอาสนะจ๋อง ๆ เดิมมันนอนในดอนในป่า ใจเราก็ไม่กำเริบ ถ้าได้อาสนะโอ่โถงเป็นไง? ใจมันก็ครึกครื้นไปอีกอย่าง มันก็แปรจากสภาพเดิม มันก็จะไปกันใหญ่โตอีกล่ะ ไปสร้างบ้านสร้างเรือนกันล่ะ เรื่องนี้พวกถือศีล ๘ ให้เว้นขาดจากการนั่งนอนอาสนะสูงใหญ่ ไม่ให้เกิดยั่วยวนกวนใจให้กำเริบ นี้ก็ตัดเสีย | โผฏฐัพพตัณหา ความถูกต้องทางกายให้เกิดยั่วยวนใจ เว้นขาดจากใจ |
ศีล ๘ บริสุทธิ์บริบูรณ์เป็นอันดีไม่ให้ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง รักษาไว้ จะล่วงล้ำข้อใดข้อหนึ่งให้มีความละอาย ให้มีความสะดุ้งกลัว รักษาไว้ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ศีล ๘ บริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ขาดตกบกพร่องได้ชื่อว่าผู้นั้นตั้งอยู่ในหิริโอตตัปปะ ได้ชื่อว่าเกื้อกูลแล้วในธรรมอันขาว ความบริสุทธิ์นั้นเป็นธรรมอันขาวแท้ ๆ ไม่ใช่ธรรมเศร้าหมองขุ่นมัวแต่อย่างหนึ่งอย่างใด สนฺโต เป็นธรรมอันสงบเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป ตามส่วนของศีล สงบขึ้นไปเป็นชั้น ๆ เมื่อสงบขึ้นไปเป็นสันโตแล้ว ก็อุตส่าห์ให้มีใจสงบระงับ กล่าวว่านั้นแหละเป็นธรรมอันประเสริฐในโลก หรือเป็นเทวธรรมเป็นธรรมของเทวดา นี่ให้มีศีล ๕ บริสุทธิ์อย่างนี้
โทษภัยของเงินทองต่อเพศบรรพชิต (พระ-สามเณร)
ฝ่ายสามเณรก็ให้มีศีล ๑๐ บริสุทธิ์ทุกข้อทีเดียว ตรงเข้าหยิบเงินทองร้ายจริง เงินทองร้ายนัก ถ้าใครหยิบเข้าแล้วละก็ ใจกำเริบ กำเริบเสริบสานนัก หยิบเงินทองใช้ได้อย่างชอบใจ ใจกำเริบเสริบสาน สามเณรจ๋อง ๆ ไม่มีเงินติดมือเลยอย่างนี้แหละ หน้าตาจ๋อง ๆ อยู่อย่างนี้แหละ ถ้าได้เงินสัก ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้นแหละ ถ้ามันติดมือเท่านั้นแหละ เอาแล้ว จ๋อง ๆ กลายเป็นคึกคักขึ้นมาแล้ว หน้าตาแจ่มใสขึ้นมาแล้ว นั่นมันกลายมาเป็นอย่างนี้แหละ มันกลายได้อย่างนี้นะ ถ้ามันกลายได้อย่างนี้รู้ไว้เถิด เงินมันอยู่ในมือคนใดนะมันทำพิษทำร้ายนัก มันไปอยู่กับใคร ๆ มันร้ายนัก
เดิมเป็นชี แต่งเป็นชี เอาเงินไปให้ ไม่มีเงินมันก็จ๋องละซิ อีกสักสองสามวันมาดูซิ มันเปลี่ยนสภาพทีเดียวแหละ อ้ายเป่ง ๆ มันหายไปเสียแล้วกลายเป็นคนคึกคักไปแล้ว มันกลายไปเป็นอย่างนี้ เหตุนั้นการถือเงินในมือนะร้ายนัก พระพุทธเจ้าเห็นอำนาจร้ายมากในเรื่องนี้
อุทาหรณ์เรื่องฤทธิ์ของเงินกับหญิงคนจนทอหูก
หญิงในพุทธกาลเขาเล่าเรื่องหญิงคนจน ทอหูกอยู่คนหนึ่ง นี่เขาเรียกว่าหญิงทอหูกทอผ้า คนจนไม่มีพรรษาอะไรหรอก ก็จ๋องอยู่อย่างนั้นแหละ ผู้ที่ไม่รู้ฤทธิ์อยากจะรู้ฤทธิ์เงินว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง? เอาเงินไปให้หญิงคนนั้นแหละ ไม่ใช่ให้เลยนะ เอาไปฝังไว้ ผู้หญิงคนนั้นนั่งทอผ้าอยู่ ๔ บาทเท่านั้นแหละ ไปฝังไว้ไม่รู้หรอก หญิงคนที่จ๋องอยู้นั้นแหละ กลายเป็นคนคึกคัก เป็นคนอหังการมมังการขึ้นมาแล้ว กลายเป็นคนมั่งมีขึ้นในตัวแล้ว ไม่รู้ไอ้เงินมันขึ้นมาถูกต้องอย่างไรก็ไม่รู้ กลายเป็นคน อหังการมมังการ ขึ้นแล้ว เพียงแต่ถูกไอเงินเท่านั้นนะ ยังไม่ได้ถูกตัวเงินเลย
ถ้าว่าหยิบเงินทองใช้ได้แล้วเณรก็เสียเณร พระก็เสียพระหมด เพราะเหตุอะไรล่ะ? ประพฤติอย่างฆราวาสเขา ไม่ควรน่านับถือ ประพฤติอย่างฆราวาสเขา ประพฤติอย่างคนครองเรือน คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ใช้เงินใช้ทองเช่นนี้ ไม่น่านับถือ ไม่น่าบูชา ทำเสียเส้นพระวินัย ของที่ใช้นั้นพระก็เป็นนิสสัคคีย์ เณรก็ศีลไม่บริสุทธิ์ทำลายพระพุทธศาสนา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ก็เว้นขาดทีเดียว ต้องมีหิริโอตตัปปะ สิกขาบทไม่ล่วงข้อใดข้อหนึ่ง ถ้า ๘ สิกขาบทก็ไม่ล่วงไปข้อใดข้อหนึ่ง รักษาความบริสุทธิ์นั้นไว้ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ไม่ขาดตกบกพร่อง
ศีลของพระภิกษุ (จตุปาริสุทธิศีล ๔)
สูงขึ้นไปกว่านั้นศีล ๒๒๗ ศีลของภิกษุมี ๔ แต่ว่า ๒๒๗ นั้นหมวดเดียว มี ๔ ได้แก่:
-
ปาฏิโมกฺขสํวรสีลํ (ปาฏิโมกข์สังวรศีล)
-
อินฺทรียสํวรสีลํ (อินทรีย์สังวรศีล)
-
อาชีวปาริสุทฺธิสีลํ (อาชีวปาริสุทธิศีล)
-
ปจฺจยสนฺนิสฺสิตสีลํ (ปัจจัยสันนิสสิตศีล)
ศีลของพระภิกษุมี ๔ ถ้าว่าแต่เพียงปาฏิโมกข์ ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยะ ๗๕ อธิกรณสมถะ ๗ รวม ๒๒๗ สิกขาบท เช่นนี้ เรียกว่า ปาฏิโมกข์สังวรศีล อันเดียว สำรวมตามพระปาฏิโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่พระองค์ทรงอนุญาตให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ดี
ถ้าไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ดีมีความอายนัก มีความสะดุ้งกลัวนัก อายว่าเป็นพระไม่บริสุทธิ์ตายไปจะต้องไปนรก ไม่ต้องไปไหน กลัวอย่างนี้ ให้กลัวอย่างนี้ ถ้าว่าทำตัวให้บริสุทธิ์เป็นอันดีได้ชื่อว่า สุกฺกธมฺมสมาหิตา เกื้อกูลแล้วในธรรมอันขาว สนฺโต แปลเป็นธรรมอันสงบอยู่แล้ว ตั้งอยู่ในธรรมอันสงบอยู่แล้ว ยังไม่พอเท่านั้น
อินทรีย์สังวรศีล: การสำรวมระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
อินทรีย์สังวรศีล สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ยินเสียง ดมกลิ่น โผฏฐัพพะ หรือธรรมารมณ์ด้วยใจ
สำรวมอินทรีย์สำรวมอย่างไร?
-
สำรวมตา ไม่ให้เกินไป พอเหมาะพอเจาะ
-
สำรวมหู คอยระวังไว้ ไม่ให้แส่หาเสียงที่ชอบใจ ที่เกิดความกำหนัดยินดี
-
สำรวมจมูก กำหนดกลิ่นไว้ไม่ให้ยินดี
-
สำรวมลิ้น กำหนดรสไว้ไม่ให้ยินดี
-
สำรวมกายโผฏฐัพพะ กำหนดไว้
-
สำรวมอารมณ์ทางใจ สำรวมหมด สงบหมด
ในเวลาเห็นรูป ดมกลิ่น ยินเสียง หรือถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย หรือธรรมารมณ์ที่ชอบใจไม่ให้ความยินดียินร้ายเล็ดลอดเข้าไปได้
ใจอยู่กับอะไร? ใจต้องมีธรรมารมณ์อยู่ ต้องอยู่กับธรรมารมณ์ ต้องอยู่กับธรรมที่เกิดจากใจ ธรรมอะไรที่เกิดจากใจ?
-
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ก็ดี
-
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดก็ดี
-
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ กายทิพย์ละเอียดก็ดี
-
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม รูปพรหมละเอียดก็ดี
-
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม อรูปพรหมละเอียดก็ดี
-
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย
เข้าถึงกายไหน? อยู่กับดวงธรรมกายนั้น ติดอยู่ที่ดวงธรรมกายนั้น เดินก็ตรึกถึงดวงธรรมนั้น ยืนก็ตรึกถึงดวงธรรมนั้น นั่งก็ตรึกถึงดวงธรรมนั้น นอนก็ตรึกถึงดวงธรรมนั้น จดอยู่กับใจ จดอยู่กับธรรมนั้น นี่เขาเรียกว่าถึงหนึ่ง ถึงหนึ่งอย่างชนิดนี้อริยสัจ ๔ รวมหมด ปาฏิโมกข์ก็รวมหมด อินทรีย์ก็รวมหมด
อาชีวปาริสุทธิศีล: การเลี้ยงชีพชอบ
อาชีวปาริสุทธิศีล เลี้ยงชีพชอบไม่หลอกลวงเขา เลี้ยงชีวิต เลี้ยงชีพบริสุทธิ์จริง ๆ นั่นก็เป็นศีลของภิกษุอันหนึ่ง
ปัจจัยสันนิสสิตศีล: การพิจารณาปัจจัย ๔
ปัจจัยสันนิสสิตศีล พิจารณาปัจจัยทั้ง ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย ไม่บริโภคด้วยตัณหา นี่ก็เป็นศีลอีกอันหนึ่ง ปัจจัยสันนิสสิตศีลนั้นแหละเป็นข้อสำคัญนัก
ถ้าเป็น อิณบริโภค บริโภคด้วยความเป็นหนี้ ไม่ได้พิจารณาปัจจัยให้เต็มส่วนเต็มที่ในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยแล้วละก็ ได้ชื่อว่า ภิกษุบริโภคด้วยความเป็นหนี้ จะต้องตายไปเป็นวัวให้เขาใช้ เป็นควายให้เขาขี่ ให้เขาใช้ไป เป็นม้าให้เขาขี่ เป็นช้างให้เขาขี่
สูงขึ้นไปกว่านั้น ไกลไปกว่านั้นตายไปเป็นบ่าวเป็นทาสเขา เป็นมนุษย์มาเป็นบ่าวเป็นทาสเขา มาเป็นคนใช้เขา เขาไม่ใช้ก็อยากให้เขาใช้นัก ไปทำอาสาเขาเฉยเท่านั้นแหละ เพราะเป็นหนี้เขาแล้ว บริโภคด้วยความเป็นหนี้เข้าแล้ว นี้อย่างนี้เป็นบ่าว
การพิจารณาจีวรและปัจจัย
จีวรเมื่อเวลาจับจีวรที่เขาถวายเข้า จีวรนี้สักแต่ว่าเป็นธาตุ เป็นปัจจัยสักแต่ว่าธาตุ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเขาเราใด ๆ แล้วก็เป็นของว่างเปล่าไป จีวรนี้เป็นของไม่เน่าไม่เปื่อย น่าดูน่าชม ไม่สกปรกเปรอะเปื้อนใด ๆ เป็นของดีมาก พอถูกต้องร่างกายกลายเป็นของเสียหายไปได้ ไม่น่าดูน่าชมไปได้
พิจารณาจีวรอีก จีวรเมื่อเวลาจะนุ่งเข้า ไม่ได้นุ่งเพื่ออื่น นุ่งเพื่อจะป้องกันเสียซึ่งกายหนาวแลร้อน เพื่อกันเหลือบ ยุง ตะเข็บ ตะขาบต่าง ๆ เพื่อจะไม่ให้กามกำเริบเท่านั้น พิจารณาดังนั้นก็นุ่งห่มไป นุ่งห่มไปแล้วก็พิจารณาแบบเดียวกันอีก ซ้ำอีก เรียกว่า อภิณหปัจจเวกขณ์ พิจารณาจีวรนุ่งห่ม พร้อมด้วย องค์คุณธาตุปัจจเวกขณ์ ก็แบบเดียวกัน นั่งนอนเสนาสนะ เหล่าบริโภคหยูกยาก็พิจารณา
ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ปัจจัยสันนิสสิตศีลไม่บริสุทธิ์ เป็นอิณบริโภค บริโภคด้วยความเป็นหนี้เขาอย่างนี้ ต้องได้รับทนทุกข์ต่าง ๆ นานา เพราะเหตุว่าเป็นหนี้เขา ต้องบริสุทธิ์
ความละอายและเกรงกลัวต่อการทุศีล
ถ้าไม่บริสุทธิ์ ต้องมีหิริโอตตัปปะ อาย ไม่ได้ เป็นพระศีล ๒๒๗ ไม่บริสุทธิ์ อาย
-
อินทรีย์สังวรศีลไม่บริสุทธิ์ ก็อาย สะดุ้งกลัวอีกเหมือนกัน
-
ปัจจัยสันนิสสิตศีลไม่บริสุทธิ์ก็อาย
-
อาชีวปาริสุทธิศีลไม่บริสุทธิ์ก็อาย สะดุ้งกลัวอีกเหมือนกัน
-
ปัจจัยวิสุทธิศีลไม่บริสุทธิ์ก็อายสะดุ้งกลัวเหมือนกันแบบเดียวกัน
เหมือนเราท่านในบัดนี้ ไม่ได้ศีลบริสุทธิ์สมบูรณ์บริบูรณ์ พระเณรศีลไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ อุบาสกอุบาสิกาศีลไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ พบพระพุทธศาสนา ไม่เข้าถึงพระรัตนตรัยอายนัก อายนัก
ความอายที่ไม่เข้าถึงพระธรรมกาย
อายนักด้วยประการเป็นไฉน? อายโดยอาการว่ามาพบพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาคืออะไร? คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนว่าอะไร? สอนทำใจให้สงบระงับ สอนให้ทำใจหยุดใจนิ่ง ชั่วด้วยกายวาจาใจไม่ให้ทำทีเดียว ทำแต่ดีด้วยกายวาจาใจ ทำใจให้ใส ใสหนักเข้า ใสหนักเข้าก็เข้าถึงพระรัตนตรัย เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ
ถ้าไม่เข้าถึงพุทธรัตนะก็ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา ไม่เข้าถึงธรรมรัตนะก็ไม่รู้จักพระธรรมในพระพุทธศาสนา ไม่เข้าถึงพระสังฆรัตนะก็ไม่รู้จักพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ไม่รู้จักจริง ๆ รู้จักแต่ชื่อ ไม่รู้จัก ไม่เห็น ไม่ได้ ไม่เข้า ไม่ถึง ก็ได้ชื่อว่าไม่รู้จัก ไม่รู้จักก็ได้ชื่อว่าไม่ได้ลิ้มรสศาสนา
ถ้าไม่เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ก็ไม่ได้ลิ้มรสศาสนาล่ะ เป็นตัวศาสนาสำคัญทีเดียว ลิ้มรสน่ะเป็นไฉน? ก็ไม่รู้จักรสศาสนาน่ะซิ ก็รสศาสนาตัวพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ รสชาติเป็นยังไง? พวกเข้าถึงถามดูก็ได้ เข้าถึงพุทธรัตนะรสชาติมันเป็นยังไง รสชาติมันเป็นยังไง
ก็ดูกายมนุษย์นี่ซิ กายมนุษย์เป็นของหยาบ นั่นละเอียดนัก เข้าถึงพุทธรัตนะแล้วละก็ลืมเชียว ว่านี่ประเสริฐจริง ว่าอ้อ พวกเข้าถึงหยาบอย่างโน้น สู้ถึงละเอียดกว่านี้ไม่ได้ เข้าถึงสังฆรัตนะนี่ละเอียดหนักขึ้นไป สังฆรัตนะน่ะลึกซึ้งจริง
อานุภาพแห่งพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ
พุทฺโธ ธมฺมสฺส โปเปตา พระพุทธเจ้านั่นรู้ธรรม พุทฺโธ ธมฺมสฺส โปเปตา พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรม คำที่เรียกว่าธรรม… ธาเรติ ธมฺโม พระองค์ทรงตรัสเพื่อไม่ให้ตกลงไปในอบายภูมิทั้ง ๔ ธรรมทรงตรัสไม่ให้ผู้ปฏิบัติตกลงไปในอบายภูมิทั้ง ๔ คือธรรมรักษาตนเอาไว้ได้ ธมฺโม สงฺโฆ ปทายิโต พระองค์ทรงตรัสไม่ให้ตกลงไปในอบายภูมิทั้ง ๔ แล้ว ประสงค์ทรงธรรมอันนั้นไว้ไม่ให้หายไป
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้แล้วประสงค์ทรงธรรมเอาไว้ไม่ให้หายไป ธรรมที่ประสงค์ตรงไปนั้น ๆ รักษาไว้นั้นปรากฏมาจนกระทั่งถึงบัดนี้
เมื่อไปถึงพุทธรัตนะเข้าแล้ว ไปถึงธรรมรัตนะเข้าแล้ว ไปถึงสังฆรัตนะเข้าแล้ว พระพุทธเจ้าอยู่ในสถานที่ใด ๆ ไปทูลท่านก็ได้ ไปพูดกับท่านก็ได้ ไปในนิพพานก็ได้ ถ้ามีในนิพพานไปในนิพพานก็ได้ นั่นแน่ะมีรสมีชาติอย่างนี้ ลึกซึ้งอย่างนี้แหละ
สู้ตายเพื่อเข้าถึงพระรัตนตรัย
ถ้าว่าไม่เข้าถึงพุทธรัตนะเรานิ่งเสีย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย นิ่งเสียทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย นั่นไม่มีหิริโอตตัปปะละซิ ถ้านิ่งเฉยซิ ถ้ามีหิริโอตตัปปะจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เขาถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะกัน ถ้ามีหิริโอตตัปปะก็อายตัวเอง ไม่ถึงไม่ยอม นั่งกันหลังหักตายเลย ไม่เอาล่ะ ถ้าไม่ถึงก็ตาย ไม่ได้ก็ตายแหล่ทีเดียว เอากันละถึงวาระที่จะต้องคับขันกัน ถ้าไม่ได้ไม่เห็นไม่เป็นปรากฏช่างเถอะ ถ้าได้เป็นเห็นปรากฏ ต่อหน้าต่อตา มันจะเป็นตายก็ช่าง ถ้าไม่ได้ก็ตายแหล่ล่ะ เอาล่ะเอาให้ถึงให้ได้
ให้เข้าถึงพุทธรัตนะเสียได้ละก็นั่นแหละไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เข้าถึงพระธรรมรัตนะได้ละก็นั่นแหละไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เข้าถึงพระสังฆรัตนะได้ละก็นั่นแหละไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา นี้แหละได้ชื่อว่า หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา ถึงพร้อมแล้วด้วยความละอายความสะดุ้งกลัว ไม่ถึงละก็ละอายสะดุ้งกลัวนัก เพราะไม่ได้เกื้อกูลในธรรมอันขาว เกื้อกูลในธรรมดำอยู่ ไม่เกื้อกูลในธรรมอันขาวจริงลงไป
เข้าถึงได้แล้ว เป็นแล้วนั้นแหละ เกื้อกูลธรรมอันขาวแท้ ๆ ล่ะ นั่นแหละ สนฺโต ละ ใจอยู่กับธรรมเฉย ๆ กิเลสตัณหา อำนาจทิฏฐิทำอะไรไม่ได้ ข่มเหงอะไรไม่ได้ ได้แต่เล็ก ๆ น้อย ๆ เอาเป็นจริง ๆ จัง ๆ ไม่ได้ อยู่กับธรรมะ
นี้นักปราชญ์ทั้งหลาย ผู้มีใจสงบระงับทั้งหลาย ย่อมเยินยอยกย่องส่งเสริมว่า เทวธมฺมาติ วุจฺจเร อันนักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่าเป็นธรรมอันประเสริฐในโลกด้วยประการดังนี้
บทสรุปอวสานกถาและคาถาอวยพรปิดกัณฑ์
นี่วันนี้ตั้งใจที่จะแสดงหิริโอตตัปปะให้กว้างขวางออกมาอย่างนี้ แสดงกว้างขวางออกมาอย่างนี้ละก็ เราฟังหิริโอตตัปปะ ๒ ข้อเท่านั้น วันนี้ได้ฟังหิริและโอตตัปปะ ๒ ข้อเท่านั้น ให้จำเป็นใจความไว้ว่า ธรรมอันนี้ความบริสุทธิ์ของศีล ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗
ถ้าไม่บริสุทธิ์แล้วให้มีความละอายความสะดุ้งกลัว แก้ไขให้บริสุทธิ์เสีย ถ้าเราไม่เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะแล้ว ให้มีความละอายความสะดุ้งกลัวว่าเขาเข้าถึงกันถมไป เราไม่เข้าถึง ให้มีความละอายมีความสะดุ้งกลัว มีความละอายว่าเราไม่ได้ ไม่เข้า ไม่ถึง มีความละอาย ให้มีความละอายความสะดุ้งกลัวว่าเราจะไม่พ้นอบาย ถ้าได้เสียแล้วเราต้องพ้นอบาย แน่ในใจอย่างนั้น ได้ชื่อว่าเกื้อกูลในธรรมอันขาว มีใจสงบระงับ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่า ตั้งอยู่ในธรรมอันเลิศอันประเสริฐ เทวธรรม ธรรมของเทวดาทีเดียว ไม่ใช่ของมนุษย์ ให้แน่นอนในใจอย่างนี้นะ
ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลีใน หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา ตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ เป็นโวหารเทศนาแปลเป็นสยามต่อไปกว้างขวางยิ่งกว่านักหนา จำไว้เป็นตำรับตำรา ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้พอเป็นเครื่องประคับประคองสนองประคองศรัทธา ประดับสติปัญญาคุณสมบัติของท่านผู้พุทธบริษัท ทั้งคฤหัสถ์ บรรพชิตบรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า
สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ เอตสฺมึ รตนตฺตยสฺมึ สมฺปสาทนเจตโส
ขอจิตอันเลื่อมใสของท่านทั้งหลาย ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ในพระรัตนตรัยนี้ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ทุกประการ
ดังอาตมภาพรับทานวิสัชนามาพอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความไว้เพียงเท่านี้
เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ