“กิเลสนิวรณ์” เป็นเครื่องกั้นไม่ให้เห็นดวงธรรมได้อย่างไร?
ในการเจริญภาวนา ผู้ปฏิบัติจำนวนไม่น้อยเคยประสบภาวะที่ใจไม่สงบ ฟุ้งซ่าน ง่วงซึม หงุดหงิด ลังเลสงสัย หรือแม้พยายามกำหนดบริกรรมนิมิตแล้วก็ยังไม่อาจประคองใจให้อยู่กับอารมณ์กรรมฐานได้ ภาวะเหล่านี้มิใช่เรื่องแปลก แต่เป็นอาการของธรรมฝ่ายอกุศลที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า “นิวรณ์” คือธรรมที่กั้นจิตมิให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ทำจิตให้เศร้าหมอง และทำกำลังปัญญาให้อ่อนลง
ตามหลักสัมมาปฏิบัติวิชชาธรรมกาย เมื่อใจยังถูกนิวรณ์ครอบงำ เห็น จำ คิด และรู้ย่อมกระจัดกระจายไปตามอารมณ์ต่าง ๆ ไม่อาจรวมหยุดนิ่งถูกส่วน ณ ศูนย์กลางกายได้ สภาวธรรมภายในจึงยังไม่ปรากฏชัด อย่างไรก็ตาม มิควรสรุปว่าทุกครั้งที่ยังไม่เห็นดวงธรรมย่อมเกิดจากนิวรณ์เพียงอย่างเดียว เพราะความเข้าใจวิธีปฏิบัติ ความตึงหรือหย่อนของความเพียร ความพร้อมของกาย การพักผ่อน และเหตุปัจจัยเฉพาะของผู้ปฏิบัติแต่ละคนล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
บทความนี้จึงมุ่งอธิบายว่า นิวรณ์คืออะไร เหตุใดจึงทำให้ใจไม่อาจรู้เห็นสภาวธรรมได้ชัด และผู้ปฏิบัติจะค่อย ๆ ระงับนิวรณ์ตามหลักพระพุทธศาสนาและแนวปฏิบัติวิชชาธรรมกายได้อย่างไร
๑. นิวรณ์คืออะไร
คำว่า “กิเลส” หมายถึงธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมอง ส่วนคำว่า “นิวรณ์” หมายถึงธรรมที่กั้นจิตมิให้บรรลุคุณความดี เมื่อนำมาใช้ร่วมกันเป็นคำว่า “กิเลสนิวรณ์” จึงหมายถึงกิเลสฝ่ายที่เข้าครอบงำและขัดขวางการเจริญสมาธิและปัญญา
พระไตรปิฎกจำแนกนิวรณ์ไว้ ๕ ประการ และตรัสให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เพื่อละนิวรณ์เหล่านี้1
๑.๑ กามฉันทะ
ความพอใจติดข้องในกามคุณ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะที่น่าปรารถนา เมื่อกามฉันทะเกิดขึ้น ใจย่อมส่งออกไปเกาะเกี่ยวอยู่กับสิ่งภายนอก นึกถึงสิ่งที่ชอบ บุคคลที่ชอบ หรือประสบการณ์ที่ต้องการ จึงไม่สามารถตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์กรรมฐานได้
๑.๒ พยาบาท
ความคิดร้าย ความขัดเคือง ความไม่พอใจ หรือความผูกโกรธ ภาวะนี้ทำให้จิตกระด้าง ร้อน และไม่อ่อนโยน แม้ผู้ปฏิบัติจะพยายามนึกดวงแก้วหรือบริกรรมภาวนา ใจก็ยังย้อนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์หรือบุคคลที่ทำให้ขุ่นข้อง
๑.๓ ถีนมิทธะ
ความหดหู่ เซื่องซึม ง่วงเหงา และความที่จิตไม่กระตือรือร้น ถีนะเป็นความหดหู่ของจิต ส่วนมิทธะเป็นความง่วงซึม เมื่อเกิดร่วมกันแล้ว ใจจะขาดความตื่นตัว ไม่อาจประคองสติและความรู้ตัวไว้ได้ต่อเนื่อง
๑.๔ อุทธัจจกุกกุจจะ
อุทธัจจะคือความฟุ้งซ่าน กระสับกระส่าย และซัดส่ายไปตามอารมณ์ ส่วนกุกกุจจะคือความร้อนใจ รำคาญใจ หรือเดือดร้อนใจกับสิ่งที่ทำแล้วหรือยังมิได้ทำ เมื่อธรรมทั้งสองนี้เกิดขึ้น ใจย่อมไม่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน แต่ออกไปคิดถึงอดีต อนาคต หน้าที่การงาน หรือเรื่องที่ค้างคาอยู่
๑.๕ วิจิกิจฉา
ความลังเลสงสัยที่ทำให้ไม่อาจตกลงใจในพระรัตนตรัย หลักธรรม หรือข้อปฏิบัติ เช่น สงสัยว่าปฏิบัติถูกหรือไม่ ศูนย์กลางกายอยู่ตรงไหน ควรกำหนดนิมิตอย่างไร หรือแนวทางที่กำลังปฏิบัติจะให้ผลจริงหรือไม่ เมื่อความสงสัยกลายเป็นอารมณ์หลัก ใจก็ไม่อาจดำเนินไปอย่างต่อเนื่องได้
๒. เหตุใดนิวรณ์จึงกั้นการรู้เห็นสภาวธรรม
นิวรณ์มิได้ทำลายดวงธรรมหรือทำให้สภาวธรรมภายในสูญหาย แต่ทำให้ ใจของผู้ปฏิบัติไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะรู้เห็นสภาวธรรมนั้นอย่างแจ่มชัด กล่าวคือ นิวรณ์ทำให้จิตไม่บริสุทธิ์ ไม่ตั้งมั่น และไม่ควรแก่งาน
พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีอุปมาไว้ว่า เมื่อน้ำขุ่น แม้มีวัตถุชิ้นใหญ่อยู่ก้นภาชนะก็ยากที่จะมองเห็น แต่เมื่อน้ำนอนนิ่งและใส แม้เข็มเล็ก ๆ อยู่ก้นภาชนะก็อาจมองเห็นได้ อุปมานี้มุ่งแสดงว่า เมื่อจิตยังขุ่นมัวและหวั่นไหว การรู้เห็นย่อมไม่ชัด แต่เมื่อจิตหยุดนิ่ง บริสุทธิ์ และผ่องใส การรู้เห็นย่อมชัดเจนขึ้นตามกำลังของสมาธิ2
อุปมาดังกล่าวอธิบายได้ว่า น้ำขุ่นเปรียบด้วยจิตที่ถูกกิเลสและนิวรณ์ครอบงำ น้ำที่กระเพื่อมเปรียบด้วยจิตที่ฟุ้งซ่าน น้ำที่นอนนิ่งและใสเปรียบด้วยจิตที่สงบ บริสุทธิ์ และควรแก่การรู้เห็น ส่วนวัตถุที่ก้นภาชนะเปรียบด้วยสภาวธรรมซึ่งมิได้ถูกสร้างขึ้นด้วยความอยากเห็น แต่ปรากฏแก่จิตที่อบรมดีแล้ว
ตามแนววิชชาธรรมกาย เมื่อเห็น จำ คิด และรู้ยังแยกกันทำหน้าที่ไปตามอารมณ์ภายนอก ใจย่อมไม่รวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน ณ ศูนย์กลางกาย นิวรณ์จึงกั้นการเข้าถึงดวงธรรมในความหมายว่า กั้นความพร้อมของจิตผู้รู้ มิใช่กั้นด้วยลักษณะของวัตถุที่ตั้งขวางอยู่ระหว่างผู้ปฏิบัติกับดวงธรรม
๓. ต้องแยก “บริกรรมนิมิต” ออกจาก “ดวงปฐมมรรค”
บริกรรมนิมิต คือภาพหรืออารมณ์ที่ผู้ปฏิบัตินึกขึ้นเพื่อประคองใจ เช่น นึกดวงแก้วกลมใสไว้ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มีหน้าที่ช่วยรวบใจมิให้ซัดส่ายไปตามอารมณ์อื่น
ส่วน ดวงปฐมมรรค ตามภาษาภาคปฏิบัติวิชชาธรรมกาย หมายถึงดวงธรรมเบื้องต้นซึ่งปรากฏเมื่อเห็น จำ คิด และรู้รวมหยุดนิ่งถูกส่วน ณ ศูนย์กลางกาย เป็นจุดเริ่มต้นของทางดำเนินภายใน มิใช่เพียงภาพดวงแก้วที่ผู้ปฏิบัตินึกขึ้น และยังไม่ควรนำไปเท่ากับพระโสดาปัตติมรรคโดยอัตโนมัติ3
คำว่า “ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย” เน้นหน้าที่ของดวงธรรมที่รองรับความเป็นกายแต่ละระดับ ส่วนคำว่า “ดวงปฐมมรรค” เน้นฐานะของดวงธรรมในฐานะจุดเริ่มต้นแห่งทางดำเนินภายใน คำทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในระบบคำอธิบายวิชชาธรรมกาย แต่ไม่ควรใช้แทนกันโดยไม่พิจารณาบริบท
๔. แนวทางระงับนิวรณ์ตามหลักพระพุทธศาสนา
พระพุทธพจน์ในนีวรณสูตรตรัสให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เพื่อละนิวรณ์ ๕ ได้แก่ การพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม โดยมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ และกำจัดอภิชฌากับโทมนัสในโลกได้1
- อาตาปี มีความเพียรเผากิเลส
- สัมปชาโน มีสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อม
- สติมา มีสติ ระลึกได้ ไม่เผลอ
ธรรมทั้งสามประการนี้เป็นคุณสมบัติของผู้เจริญสติปัฏฐาน ในทางปฏิบัติ คุณสมบัติทั้งสามช่วยให้ผู้ปฏิบัติรู้ว่า ขณะนี้ใจถูกนิวรณ์ข้อใดครอบงำ และควรใช้อุบายใดแก้ไข
๕. แนวทางระงับนิวรณ์ตามวิชชาธรรมกาย
๕.๑ เตรียมกายและใจให้พอดี
ผู้ปฏิบัติควรจัดท่านั่งให้สบาย ไม่เกร็ง ไม่บังคับลมหายใจ และไม่ตั้งความหวังว่าจะต้องเห็นดวงธรรมภายในเวลาที่กำหนด ความอยากเห็นอย่างรุนแรงอาจกลับกลายเป็นกามฉันทะหรือความฟุ้งซ่านรูปหนึ่ง ทำให้ใจถอนออกจากความพอดี ถ้าง่วงมากเพราะร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ควรแก้ที่เหตุทางกายร่วมด้วย มิควรตีความอาการอ่อนล้าทั้งหมดว่าเป็นกิเลสทางจิตเพียงอย่างเดียว
๕.๒ ใช้บริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนาเป็นเครื่องประคองใจ
ผู้ปฏิบัติอาจนึกดวงแก้วกลมใสไว้ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ พร้อมบริกรรมในใจอย่างนุ่มนวลว่า “สัมมา อะระหัง” โดยมิใช่บังคับให้เห็นภาพชัด แต่ใช้ดวงแก้วและคำบริกรรมเป็นอารมณ์สำหรับรวมใจ คำบริกรรมทำหน้าที่ประคองใจในระยะที่ใจยังไม่หยุด หากใจสงบและหยุดนิ่งแล้ว สามารถวางคำบริกรรมและรักษาความนิ่งนั้นต่อไปได้
๕.๓ รวบเห็น จำ คิด รู้ ให้หยุดเป็นจุดเดียวกัน
คำว่า เห็น จำ คิด รู้ เป็นภาษาภาคปฏิบัติที่อธิบายการทำงานของใจ เมื่อธรรมชาติทั้งสี่ประการนี้กระจายออกไปตามอารมณ์ภายนอก ใจย่อมฟุ้งซ่าน แต่เมื่อรวมหยุดนิ่งเป็นจุดเดียวกัน ณ ศูนย์กลางกาย ใจจะค่อย ๆ สงบและละเอียดขึ้น การ “หยุด” มิใช่การบีบหรือสะกดจิต มิใช่การเพ่งจนเกิดความตึงเครียด แต่เป็นการวางใจให้สงบ พอดี และไม่ส่งออกไปตามอารมณ์
๕.๔ มืดหรือสว่างก็รักษาใจไว้ที่เดิม
ในระหว่างปฏิบัติ บางครั้งอาจรู้สึกมืด บางครั้งอาจรู้สึกสว่าง หรือบางครั้งไม่มีภาพใดปรากฏ ผู้ปฏิบัติไม่ควรเคลื่อนใจไล่ตามความมืดหรือความสว่าง และไม่ควรปรุงภาพใหม่ขึ้นเพราะความอยากเห็น หลักสำคัญคือรักษาใจให้นิ่งอยู่ ณ ตำแหน่งเดิมอย่างสบาย
๕.๕ ใช้อุบายตรงข้ามกับนิวรณ์แต่ละข้อ
- เมื่อกามฉันทะมีกำลัง ควรพิจารณากายคตาสติหรือความไม่งามตามความเหมาะสม
- เมื่อพยาบาทเกิดขึ้น ควรเจริญเมตตาและให้อภัย
- เมื่อถีนมิทธะเกิดขึ้น ควรสร้างความตื่นตัว ระลึกถึงพระพุทธคุณ หรือใช้อาโลกสัญญาตามสมควร
- เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะเกิดขึ้น ควรรักษาอารมณ์กรรมฐานอย่างสม่ำเสมอและวางความกังวลไว้ชั่วคราว
- เมื่อวิจิกิจฉาเกิดขึ้น ควรศึกษาเหตุผล ไต่ถามกัลยาณมิตร และพิจารณาหลักปฏิบัติโดยแยบคาย
๖. องค์ฌานเป็นคู่ปรับกับนิวรณ์อย่างไร
เมื่อสมาธิพัฒนาถึงระดับปฐมฌาน ย่อมประกอบด้วยองค์ ๕ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ในคำอธิบายฝ่ายสมถกัมมัฏฐาน องค์ฌานเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นคู่ปรับกับนิวรณ์ดังนี้
- วิตกเป็นคู่ปรับกับถีนมิทธะ วิตกในที่นี้หมายถึงการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์กรรมฐาน มิใช่ความวิตกกังวล เมื่อจิตยกขึ้นสู่อารมณ์ได้ ความหดหู่และเซื่องซึมย่อมถูกระงับ
- วิจารเป็นคู่ปรับกับวิจิกิจฉา วิจารหมายถึงการประคองจิตให้คลุกเคล้าอยู่กับอารมณ์กรรมฐานอย่างต่อเนื่อง เมื่อจิตดำรงอยู่กับอารมณ์ได้ ความลังเลที่ทำให้จิตเปลี่ยนอารมณ์ไปมาย่อมสงบลง
- ปีติเป็นคู่ปรับกับพยาบาท เมื่อจิตเกิดความอิ่มใจและชุ่มชื่น ความขัดเคืองและความคิดร้ายย่อมไม่มีโอกาสครอบงำจิตในขณะนั้น
- สุขเป็นคู่ปรับกับอุทธัจจกุกกุจจะ ความสุขสงบจากสมาธิช่วยให้ความฟุ้งซ่านและความร้อนใจระงับลง
- เอกัคคตาเป็นคู่ปรับกับกามฉันทะ เมื่อจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่กระจายออกไปตามกามคุณ กามฉันทะย่อมถูกข่มไว้
๗. จากความสงบสู่จิตตวิสุทธิ
เมื่อจิตสงบจากนิวรณ์ มีความตั้งมั่น ผ่องใส และควรแก่งาน ย่อมเรียกได้ว่าเข้าถึงความบริสุทธิ์ของจิตในระดับที่เป็นฐานแก่การเจริญปัญญา หรือ “จิตตวิสุทธิ” อย่างไรก็ดี ไม่ควรกล่าวว่าเพียงใจหยุดครั้งหนึ่งแล้วกิเลสนิวรณ์หมดจดอย่างถาวร หรือบรรลุจิตตวิสุทธิอย่างสมบูรณ์ในความหมายสูงสุด เพราะต้องพิจารณาระดับสมาธิ ความต่อเนื่อง และกำลังของกิเลสประกอบกันด้วย
สาระสำคัญของจิตตวิสุทธิคือ จิตพ้นจากการครอบงำของนิวรณ์ในขณะนั้น มีความสงบ ผ่องใส อ่อนโยน และพร้อมสำหรับการรู้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง
๘. การปรากฏของดวงปฐมมรรค
ตามคำอธิบายภาคปฏิบัติวิชชาธรรมกาย เมื่อเห็น จำ คิด และรู้รวมหยุดนิ่งถูกส่วน ณ ศูนย์กลางกาย ดวงธรรมเบื้องต้นอาจปรากฏขึ้น ลักษณะที่พระธรรมเทศนาและตำราภาคปฏิบัติใช้อธิบายคือ กลม ใส และสว่าง บางแห่งเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงปฐมมรรค หรือ ดวงเอกายนมรรค
อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงดวงปฐมมรรคควรมีข้อกำกับสำคัญ ๔ ประการ
- ดวงปฐมมรรคมิใช่บริกรรมนิมิตที่ผู้ปฏิบัตินึกขึ้นในเบื้องต้น
- ผู้ปฏิบัติบางคนอาจเห็นความใสหรือความสว่างชัด ขณะที่บางคนอาจรับรู้ความสงบและความตั้งมั่นก่อน
- การเห็นดวงปฐมมรรคยังมิใช่หลักรับรองการบรรลุพระโสดาปัตติมรรค
- เมื่อดวงปรากฏแล้ว ผู้ปฏิบัติไม่ควรติดอยู่กับความงามหรือความสว่าง แต่ต้องหยุดนิ่งต่อไป ณ กลางของสภาวะที่ปรากฏ
เกณฑ์สำคัญมิใช่ความตื่นเต้นจากการเห็นภาพภายใน แต่คือใจสงบ ตั้งมั่น ไม่ถูกนิวรณ์ครอบงำ และสามารถดำเนินเข้าสู่กลางของกลางตามลำดับธรรมได้
บทสรุป
กิเลสนิวรณ์เป็นเครื่องกั้นการเข้าถึงดวงธรรม เพราะทำให้จิตเศร้าหมอง ฟุ้งซ่าน หดหู่ ขัดเคือง ติดข้อง หรือลังเลสงสัย จนเห็น จำ คิด และรู้ไม่สามารถรวมหยุดนิ่งถูกส่วนได้ นิวรณ์มิได้ทำลายดวงธรรมหรือทำให้สภาวธรรมภายในสูญหาย แต่ทำให้จิตของผู้ปฏิบัติไม่อยู่ในสภาพสงบ บริสุทธิ์ และพร้อมที่จะรู้เห็น
หนทางระงับนิวรณ์จึงมิใช่การบังคับให้ใจมองเห็นดวงแก้ว แต่คือการอบรมศีล สติ สมาธิ และปัญญา เจริญสติปัฏฐาน รู้เท่าทันนิวรณ์ ใช้อุบายกรรมฐานที่เป็นคู่ปรับ และประคองเห็น จำ คิด และรู้ ให้รวมหยุดนิ่งอย่างพอดี ณ ศูนย์กลางกาย
เมื่อใจยังไม่หยุด คำบริกรรม “สัมมา อะระหัง” และบริกรรมนิมิตช่วยประคองใจได้ เมื่อใจหยุดแล้ว พึงวางคำบริกรรมและรักษาความนิ่งนั้นต่อไป มืดก็หยุดอยู่ตรงนั้น สว่างก็หยุดอยู่ตรงนั้น ไม่บังคับ ไม่ไล่ตาม และไม่ปรุงแต่งภาพขึ้นด้วยความอยาก
เมื่อใจสงบจากนิวรณ์ ผ่องใส และควรแก่งาน สภาวธรรมภายในย่อมปรากฏตามเหตุแห่งสัมมาปฏิบัติ ดวงปฐมมรรคจึงมิใช่สิ่งที่สร้างขึ้นด้วยจินตนาการ แต่เป็นดวงธรรมเบื้องต้นซึ่งปรากฏเมื่อประกอบเหตุถูกต้อง และเป็นประตูเข้าสู่ทางดำเนินภายใน ผู้ปฏิบัติยังต้องหยุดในหยุด กลางของกลาง อบรมสมาธิและปัญญาต่อไป จึงจะดำเนินเข้าสู่การรู้เห็นสภาวธรรม มรรค ผล และพระนิพพานตามกำลังแห่งภูมิธรรม
เชิงอรรถ
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เล่ม ๒๓, พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต, นีวรณสูตร, ข้อ ๖๔, หน้า ๕๔๙–๕๕๐, ฉบับออนไลน์.↩
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ,” ใน รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, ๒๕๕๕), ๕๑–๕๒.↩
- “ดวงปฐมมรรคและธาตุ ๖ ตามหลักสัมมาปฏิบัติวิชชาธรรมกาย,” หลวงปู่สด วัดปากน้ำ, หมวดบทความธรรมะ.↩
บรรณานุกรม
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. เล่ม ๒๓. พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
- พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐.
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, ๒๕๕๕.