ฐานของใจทั้ง ๗ มีความสำคัญอย่างไร และเหตุใดจึงเดินทางอื่นไม่ได้? ตามหลักวิชชาธรรมกาย

ฐานของใจทั้ง ๗ มีความสำคัญอย่างไร

และเหตุใดจึงเดินทางอื่นไม่ได้? ตามหลักวิชชาธรรมกาย

ในการเจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวทางวิชชาธรรมกาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้วางรากฐานการปฏิบัติที่สำคัญยิ่งประการหนึ่ง คือการกำหนด “บริกรรมนิมิต” (เครื่องหมายที่นึกเห็นด้วยใจ เช่น ดวงแก้วกลมใส) และ “บริกรรมภาวนา” (การท่องในใจว่า สัมมา อะระหัง) เพื่อนำพา “ใจ” กลับเข้าสู่ที่ตั้งอันถูกต้องตามธรรมชาติ ซึ่งกระบวนการนำใจกลับเข้าสู่ถิ่นฐานเดิมนั้น จำเป็นต้องดำเนินตาม “ฐานที่ตั้งของใจทั้ง ๗ ฐาน” อย่างเคร่งครัด

๑. ตำแหน่ง ๗ ฐานของใจ มีอะไรบ้าง?

การกำหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วกลมใสตามหลักวิชชาธรรมกายนั้น จะต้องเริ่มต้นและเคลื่อนไปตามฐานต่าง ๆ ภายในร่างกาย ดังนี้:

  • ฐานที่ ๑: ปากช่องจมูก (หญิงกำหนดด้านซ้าย ชายกำหนดด้านขวา) ตรงกลางพอดี ไม่ล้ำเข้าไป ไม่เหลื่อมออกมา

  • ฐานที่ ๒: เพลาตา หรือหัวตาด้าใน (หญิงซ้าย ชายขวา) ตรงที่มูลตาออก

  • ฐานที่ ๓: จอมประสาท หรือกลางกั๊กศีรษะ ตรงกับจุดที่เส้นสมมติจากดั้งจมูกตรงไปจดท้ายทอย ตัดกับเส้นเหนือหูซ้ายตรงไปเหนือหูขวา

  • ฐานที่ ๔: ปากช่องเพดาน เหนือลิ้นไก่ ตรงช่องที่รับประทานอาหารสำลัก ไม่ให้ล้ำ ไม่ให้เหลื่อม

  • ฐานที่ ๕: ปากช่องลำคอ เหนือลูกกระเดือก ตั้งอยู่ตรงกลางประดุจกลางกั๊กปากถ้วยแก้ว

  • ฐานที่ ๖: ศูนย์กลางกาย ระดับสะดือ ตรงจุดที่เส้นสมมติจากสะดือทะลุหลัง ตัดกับเส้นจากขวาทะลุซ้าย ซึ่งเป็นที่สุดของลมหายใจเข้าออก

  • ฐานที่ ๗: ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ถอยหลังกลับขึ้นมาจากฐานที่ ๖ ในระดับ ๒ องคุลี

๒. ตำแหน่ง ฐานที่ตั้งของใจ มีความสำคัญอย่างไร?

ความสำคัญของฐานทั้ง ๗ นี้ คือการเป็น “ทางเดินของจิต” หรือทางไปเกิดมาเกิดของสัตว์โลก หลวงพ่อวัดปากน้ำได้อธิบายความลึกซึ้งไว้ว่า เมื่อเวลาสัตว์จะไปเกิด มาเกิด จะดับ (ตาย) จะหลับ หรือจะตื่น จิตจะต้องดำเนินผ่านฐานต่าง ๆ เหล่านี้เสมอ

ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗: กำเนิดธาตุธรรมเดิม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ “ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗” ท่านอธิบายว่า “ตรงนั้นเวลาสัตว์ไปเกิดมาเกิดแล้วก็มาอยู่ในที่สิบ อยู่ในกลางดวงนั้น กายละเอียดอยู่ในกลางดวงนั้น เมื่อพ่อแม่ประกอบธาตุธรรมถูกส่วนเข้าแล้ว ก็ตกศูนย์ทีเดียว พอตกศูนย์ก็ลอยขึ้นมาเหนือกลางตัว ๒ นิ้วมือ (องคุลี) โตเท่าฟองไข่แดงของไข่ไก่ ใสเป็นกระจกส่องเงาหน้า นี่มันจะเกิดละ ตรงนั้นเรียกว่าศูนย์ ศูนย์นั้นเป็นสำคัญนัก จะเกิดมาในมนุษยโลกก็ต้องเกิดด้วยศูนย์นั้น จะไปนิพพานก็ต้องเข้าศูนย์นั้นไปเหมือนกัน”

นอกจากนี้ ธรรมชาติของคำว่า “ใจ” นั้น ประกอบด้วยธาตุละเอียด ๔ อย่าง คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งขยายส่วนหยาบออกมาเป็น ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ธรรมชาติทั้ง ๔ นี้มักจะสอดส่ายและฟุ้งซ่านออกไปรับอารมณ์ภายนอกเสมอ การที่เรากำหนดนิมิตและภาวนาไล่ไปตามฐานทั้ง ๗ ก็เพื่อเป็นอุบายวิธีรวบรวม “เห็น จำ คิด รู้” ให้กลับเข้าสู่ภายใน กลับมาหยุดรวมเป็นจุดเดียวกัน (เอกัคคตาจิต) ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อันเป็นที่ตั้งถาวรของใจนั่นเอง

๓. เหตุใดจึงต้องเดินตามฐานทั้ง ๗ นี้ เดินทางอื่นไม่ได้หรือ?

คำตอบสำหรับคำถามนี้ตามหลักวิชชาธรรมกายคือ “เดินทางอื่นไม่ได้เด็ดขาด” ด้วยเหตุผลสำคัญ ๓ ประการ ดังต่อไปนี้:

ประการแรก: เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวของธรรมชาติ (โลกและธรรมต้องอาศัยกัน)

การจะบังเกิดผลสัมฤทธิ์ได้ ใจจะต้องผ่านกระบวนการ “เข้าสิบแล้วตกศูนย์” พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนไว้ว่า “สิบ-ศูนย์นี้ เป็นตัวสำคัญนัก สัตว์โลกจะเกิดในโลกได้ ต้องอาศัยเข้าสิบแล้วตกศูนย์จึงเกิดได้ ถ้าเข้าสิบไม่ตกศูนย์แล้วเกิดไม่ได้ นี่โลกกับธรรมต้องอาศัยกันอย่างนี้ ส่วนทางธรรมเล่าก็ต้องเข้าสิบ เข้าสิบแล้วก็ตกศูนย์ ‘ตกศูนย์’ คือ ‘ใจหยุด’ พอใจหยุดเรียกว่าเข้าสิบ เห็นเป็นดวงใสเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ผุดขึ้นที่ใจหยุดนั้น นั่นตกศูนย์แล้ว เข้าสิบแล้วเห็นศูนย์แล้ว” หากไม่ดำเนินใจเข้าสู่ศูนย์กลางกายตามฐานเหล่านี้ กระบวนการตกศูนย์เพื่อสร้างจิตดวงใหม่ที่บริสุทธิ์ผ่องใสกว่าเดิมก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

ประการที่สอง: ณ ฐานที่ ๗ เป็น “เอกายนมรรค” (หนทางเอกสายเดียว ไม่มีทางที่สอง)

เมื่อใจหยุดนิ่งสนิทถูกส่วน ณ ฐานที่ ๗ จะบังเกิดดวงปฐมมรรคขึ้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ดวงนั้นแหละเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรืออีกนัยหนึ่งดวงนั้นแหละเรียกว่า ปฐมมรรค หนทางเบื้องต้นมรรคผลนิพพาน ถ้าจะไปสู่มรรคผลนิพพาน ต้องเข้ากลางดวงนั้น ดวงแห่งเดียว ไปทางเดียว ทางอื่นไม่มี เมื่อเข้ากลางดวงศูนย์นั้นได้แล้ว เรียกว่า ปฐมมรรค นัยหนึ่ง อีกนัยหนึ่งดวงนั้นแหละเรียกว่า เอกายนมรรค แปลว่า หนทางเอก ไม่มีโท ๒ ไม่มี แปลว่าหนทาง ๑ ๒ ไม่มี ๑ ทีเดียว”

ประการที่สาม: เป็นหนทางเดียวของพระอรหันต์ทุกพระองค์

พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ตอกย้ำว่า การดำเนินจิตเข้าสู่ฐานที่ ๗ และหยุดนิ่งตรงศูนย์กลางกายนี้ “เป็นทางไปของพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหมด ในสากลโลก ในสากลธรรม พระพุทธเจ้า พระอรหันต์จะเข้าไปสู่นิพพานต้องไปทางนี้ทางเดียว ทางไม่ซ้ำกัน ไม่มีทางแตกแยกจากกัน ไปแนวเดียวทางเดียวกันหมด” หากพยายามนำใจไปจรดไว้ที่อื่น เช่น นอกตัว หรือที่หน้าผาก หรือที่ฐานอื่น ๆ นอกเหนือจากศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ย่อมถือว่าจรดใจไม่ถูกเป้าหมาย ไม่สามารถเข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ หรือธรรมกาย ณ ภายในได้เลย

บทสรุป

การเดินใจตามตำแหน่ง ๗ ฐาน เพื่อไปหยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือ ๒ นิ้วมือนั้น ไม่ใช่กุศโลบายที่คิดค้นขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นการปฏิบัติตามรอยทางที่สอดคล้องกับ “สภาวะความจริงทางธรรมชาติของธาตุธรรม” เป็นทางไปเกิดมาเกิด และเป็น “เอกายนมรรค” หรือทางสายเอกเพียงเส้นเดียวเท่านั้นที่จะนำพาผู้ปฏิบัติเจาะลึกเข้าไปใน กาย เวทนา จิต ธรรม ทับทวีเข้าไปจนสุดหยาบสุดละเอียด กระทั่งบรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้ในที่สุด

Table of Contents

Index