๑. ครูเป็นผู้บอกทาง ศิษย์เป็นผู้เดินทาง
การปฏิบัติธรรมมีทั้งส่วนที่ต้องอาศัยการถ่ายทอดและส่วนที่ไม่มีผู้ใดทำแทนกันได้ ครูบาอาจารย์ทำหน้าที่ชี้หลัก อธิบายวิธี เตือนข้อผิดพลาด และช่วยตรวจสอบว่าผู้ปฏิบัติกำลังดำเนินไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่ ส่วนการรักษาศีล การทำใจให้สงบ การเจริญปัญญา และการละกิเลส ต้องเกิดจากความเพียรของผู้ปฏิบัติเอง
หลักนี้ปรากฏชัดในพระธรรมบท มัคควรรค คาถาที่ ๒๗๕–๒๗๖1 ซึ่งควรแยกเป็นสองคาถา ไม่รวมเป็นคาถาเดียว คาถาที่ ๒๗๕ กล่าวถึงทางที่พระพุทธองค์ทรงบอกไว้ ส่วนคาถาที่ ๒๗๖ เน้นว่าความเพียรเป็นกิจที่ผู้ปฏิบัติต้องกระทำเอง
เอตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปนฺนา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ อกฺขาโต โว มยา มคฺโค อญฺญาย สลฺลสตฺถนํ
ใจความว่า เมื่อดำเนินตามทางนี้ ผู้ปฏิบัติย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ พระพุทธองค์ทรงรู้วิธีถอนลูกศรคือกิเลสแล้ว จึงทรงบอกทางนั้นไว้
ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา
ใจความว่า ความเพียรเป็นกิจที่ผู้ปฏิบัติต้องกระทำเอง พระตถาคตทั้งหลายเป็นผู้บอกทาง ผู้เพ่งพินิจและดำเนินตามทางนั้นย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมาร
ดังนั้น หลักว่า “ครูเป็นผู้บอกทาง” มิได้ลดคุณค่าของครูบาอาจารย์ แต่กำหนดหน้าที่ของครูและศิษย์ให้ถูกต้อง ครูถ่ายทอดหลัก แนะนำวิธี และช่วยตรวจสอบ ส่วนศิษย์นำคำแนะนำนั้นไปศึกษา ทดลองปฏิบัติ และทำความเพียรด้วยตนเอง
๒. จำเป็นต้องอยู่ใกล้ครูตลอดเวลาหรือไม่
การอยู่ใกล้ครูเป็นประโยชน์มาก โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น เพราะผู้ปฏิบัติสามารถรับคำแนะนำ แก้ความเข้าใจผิด และรายงานผลได้โดยสะดวก แต่ความใกล้ชิดทางสถานที่มิใช่เหตุให้เกิดผลโดยอัตโนมัติ หากอยู่ใกล้ครูแต่ไม่สนใจฟังหรือไม่นำคำสอนไปปฏิบัติ ก็ย่อมไม่เกิดความก้าวหน้า
ในทางกลับกัน ผู้ที่อยู่ห่างไกล หากศึกษาคำแนะนำให้เข้าใจ ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ และรู้จักสอบถามเมื่อสงสัย ย่อมฝึกอบรมตนได้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) อธิบายว่า ผู้ปฏิบัติอาจรับคำแนะนำ2โดยตรง ฟังการแสดงธรรม หรืออ่านหนังสือธรรมปฏิบัติ แล้วนำไปฝึกด้วยตนเอง เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือมีผลก้าวหน้าจึงสอบถามและรายงานต่อครู
ข้อสำคัญจึงไม่ใช่ระยะทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเข้าใจวิธี ความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ และการมีช่องทางกลับไปตรวจสอบกับครูอาจารย์เมื่อจำเป็น
๓. ความใกล้ครูในทางปฏิบัติ มิได้จำกัดอยู่เพียงระยะทาง
การกล่าวว่าผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ครูอาจารย์ตลอดเวลา มิได้หมายความว่า ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์สิ้นสุดลงเมื่ออยู่ห่างกัน ในคำตอบเรื่อง “การฝึกเจริญภาวนา จะต้องมีครูคุมหรือไม่?” พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) ได้อธิบายความสัมพันธ์ในทางภาวนาไว้ว่า
“เมื่อท่านสาธุชนผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย น้อมใจลงไปหยุด ณ ศูนย์กลางกายและบริกรรมภาวนาว่า ‘สัมมา อะระหัง’ เมื่อใด กระแสจิตของครู-อาจารย์กับศิษย์ก็ย่อมจะถึงกันในทันที เพราะอยู่ในสายธาตุธรรมเดียวกัน กระแสจิตจึงเชื่อมถึงกันโดยอัตโนมัติ”
ข้อความนี้เป็นคำอธิบายตามแนวสัมมาปฏิบัติวิชชาธรรมกายของท่าน มิใช่พระพุทธพจน์โดยตรง และควรเข้าใจภายในโครงสร้างการอธิบายของแนวปฏิบัตินั้นเอง กล่าวคือ ความใกล้ครูมิได้วัดเฉพาะการอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่สัมพันธ์กับการที่ศิษย์นำวิธีซึ่งครูถ่ายทอดไว้ไปปฏิบัติให้ตรง โดยน้อมใจมาหยุด ณ ฐานที่ตั้งเดียวกัน และอาศัยองค์บริกรรมภาวนาเดียวกันเป็นเครื่องประคองใจ
ตามหลักปฏิบัติวิชชาธรรมกาย ศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือสองนิ้วมือได้รับการอธิบายว่าเป็นฐานที่ตั้งของใจ3และที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม ผู้ปฏิบัติกำหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วกลมใส และบริกรรมว่า “สัมมา อรหัง” เพื่อประคองใจให้รวมหยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางนั้น
คำว่า “ใจ” ในภาษาปฏิบัติของแนวนี้หมายถึงธรรมชาติของการเห็น จำ คิด และรู้4 เมื่อผู้ปฏิบัติรวบเห็น จำ คิด และรู้ให้มาหยุดเป็นจุดเดียวกัน ภาวะฟุ้งซ่านย่อมลดลงและใจย่อมตั้งมั่นขึ้น ส่วนคำบริกรรม “สัมมา อรหัง” ทำหน้าที่ประคองใจให้อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน โดย “สัมมา” เชื่อมกับคำว่า “สัมมาสัมพุทโธ” และหมายถึงพระปัญญาคุณ ส่วน “อรหัง” หมายถึงพระวิสุทธิคุณ การบริกรรมจึงมีลักษณะเป็นพุทธานุสติ พร้อมกับประคองใจให้หยุดนิ่ง
เมื่อพิจารณาจากบริบทดังกล่าว คำว่า “อยู่ในสายธาตุธรรมเดียวกัน” จึงควรเข้าใจในเบื้องต้นว่า ครูกับศิษย์ดำเนินอยู่ในแนวสัมมาปฏิบัติเดียวกัน ใช้หลักและอารมณ์กรรมฐานที่ได้รับการถ่ายทอดในสายเดียวกัน และมุ่งให้ใจเข้าสู่ความสงบหยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายเช่นเดียวกัน ส่วนข้อความว่า “กระแสจิตจึงเชื่อมถึงกันโดยอัตโนมัติ” เป็นคำอธิบายสภาวะละเอียดตามประสบการณ์และแนววินิจฉัยของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) ในบริบทของสัมมาปฏิบัติวิชชาธรรมกาย จึงควรทำความเข้าใจข้อความนี้ตามแนวคำอธิบายของท่าน
สาระสำคัญมิใช่ว่า ศิษย์สามารถละเลยคำสอนแล้วอาศัยกระแสจิตของครูให้เกิดผลแทนตน หากอยู่ที่การยืนยันว่า ผู้ปฏิบัติซึ่งอยู่ห่างไกลยังรักษาความต่อเนื่องกับแนวทางของครูได้ด้วยการนำคำสอนไปปฏิบัติให้ตรง เมื่อศิษย์น้อมใจหยุด ณ ศูนย์กลางกายและบริกรรม “สัมมา อะระหัง” ย่อมเป็นการนำใจกลับเข้าสู่หลักปฏิบัติที่ครูถ่ายทอดไว้ มิใช่การคิดค้นหรือดัดแปลงวิธีขึ้นเอง
ด้วยเหตุนี้ ข้อความเรื่องกระแสจิตของครูกับศิษย์จึงมิได้หักล้างหลักว่า ความเพียรผู้ปฏิบัติต้องกระทำเอง แต่ช่วยเติมอีกด้านหนึ่งว่า แม้ศิษย์ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าศิษย์ถูกทอดทิ้งให้ดำเนินไปโดยปราศจากแนวทาง ครูยังทำหน้าที่ผ่านคำสอน วิธีปฏิบัติ และหลักที่ถ่ายทอดไว้ ส่วนศิษย์รักษาความสัมพันธ์นั้นด้วยการศึกษาให้เข้าใจ ปฏิบัติให้ตรง และกลับมาสอบถามเมื่อเกิดข้อสงสัย
๔. หลักปฏิบัติเบื้องต้นตามแนววิชชาธรรมกาย
การปฏิบัติมิได้จบอยู่ที่การอ่านหรือจดจำคำสอน แต่เป็นการนำวิธีที่ได้รับการถ่ายทอดมาทำใจให้สงบหยุดนิ่งถูกส่วน เพื่อเข้าถึง รู้เห็น และสัมผัสสภาวธรรมตามกำลังแห่งการปฏิบัติ หลักเบื้องต้นมีสามประการ
- กำหนดฐานที่ตั้งของใจ ณ ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือสองนิ้วมือ
- กำหนดบริกรรมนิมิต เช่น ดวงแก้วกลมใส เป็นเครื่องช่วยรวมใจ
- บริกรรมภาวนา “สัมมา อรหัง” เพื่อประคองใจให้หยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกาย
เมื่อใจหยุดนิ่งแล้ว จึงดำเนินเข้าสู่การรู้เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรมตามลำดับแห่งการปฏิบัติ ระยะทางจึงไม่เป็นอุปสรรคโดยตัวมันเอง หากผู้ปฏิบัติยังรักษาหลักให้ตรง มีความเพียรสม่ำเสมอ และมีช่องทางสอบถามตรวจสอบกับครู
๕. คุณสมบัติของผู้ฝึกด้วยตนเองหรือฝึกทางไกล
ผู้ที่ฝึกโดยไม่ได้อยู่ใกล้ครูควรประกอบด้วยอิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทะ ความพอใจในธรรมปฏิบัติ วิริยะ ความเพียรสม่ำเสมอ จิตตะ ความเอาใจใส่ไม่ทอดธุระ และวิมังสา การสังเกตเหตุและผลของการปฏิบัติอย่างรอบคอบ
วิมังสามิได้หมายถึงการเปลี่ยนวิธีตามความพอใจ แต่หมายถึงการสังเกตว่า ตนเข้าใจคำแนะนำถูกต้องหรือไม่ ปฏิบัติสม่ำเสมอเพียงใด มีอุปสรรคอะไร และควรนำข้อใดกลับไปสอบถามครู การฝึกทางไกลจึงต้องมีทั้งวินัย ความอ่อนน้อมต่อคำสอน และความซื่อตรงต่อประสบการณ์ของตน
๖. เมื่อใดควรกลับไปสอบถามครู
แม้ผู้ปฏิบัติจะฝึกด้วยตนเองได้ แต่ควรสอบถามครูเมื่อไม่เข้าใจหลัก เกิดความสงสัยต่อเนื่อง ปฏิบัติแล้วมีอาการติดขัด หรือเกิดประสบการณ์ที่ไม่ทราบว่าจะวางใจอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่การปฏิบัติที่ละเอียดขึ้น ควรรายงานตามที่เกิดขึ้นจริง ไม่แต่งเติม ไม่รีบวินิจฉัยภูมิธรรมของตน และไม่เปรียบเทียบเพื่อยกตนข่มผู้อื่น
การตรวจสอบกับครูมีเป้าหมายเพื่อทำวิธีให้ตรงและช่วยให้ผู้ปฏิบัติไม่หลงติดอยู่กับนิมิต ความสงบ หรือประสบการณ์พิเศษ จุดหมายของการปฏิบัติคือการเจริญปัญญา ละกิเลส และดำเนินไปสู่มรรคผลนิพพานตามกำลังแห่งสัมมาปฏิบัติ
๗. การยกครูและการบูชาครู
พิธียกครูมิใช่เงื่อนไขบังคับว่าหากมิได้ประกอบพิธีแล้วจะเจริญภาวนาไม่ได้ แต่ผู้ปฏิบัติควรระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย คุณบิดามารดา คุณครู พระอุปัชฌาย์อาจารย์ และผู้มีพระคุณ การเคารพครูมิได้สิ้นสุดที่เครื่องสักการะ หากสำเร็จอย่างสูงด้วยการตั้งใจศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนให้ถูกต้อง
ความใกล้ครูที่สำคัญที่สุดจึงมิใช่เพียงการอยู่ใกล้ทางกาย แต่คือการปฏิบัติให้ตรงต่อคำสอนของครู และดำเนินใจเข้าสู่ฐานแห่งการรู้เห็นด้วยตนเอง
บทสรุป
การฝึกเจริญภาวนาควรมีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเป็นผู้ให้หลัก แนะนำวิธี และช่วยตรวจสอบ แต่ไม่จำเป็นต้องมีครูคอยควบคุมอยู่ใกล้ตลอดเวลา ครูเป็นผู้ชี้ทาง ส่วนศิษย์ต้องลงมือเดินทาง5ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา และความเพียรของตน
ผู้ที่อยู่ใกล้ครูย่อมมีโอกาสรับคำแนะนำได้สะดวก แต่ประโยชน์จะเกิดขึ้นต่อเมื่อนำคำสอนไปปฏิบัติ ผู้ที่อยู่ห่างไกลก็สามารถพัฒนาการปฏิบัติได้ หากศึกษาวิธีให้เข้าใจ รักษาหลักให้ตรง มีอิทธิบาทธรรม และรู้จักกลับมาสอบถามเมื่อสงสัย ในแนวสัมมาปฏิบัติวิชชาธรรมกาย ความสัมพันธ์ทางธรรมระหว่างครูกับศิษย์ยังได้รับการอธิบายผ่านการน้อมใจหยุด ณ ศูนย์กลางกายและบริกรรม “สัมมา อะระหัง” ตามวิธีที่ถ่ายทอดไว้
ดังนั้น การพึ่งครูกับการพึ่งตนเองมิใช่หลักที่ขัดกัน ครูช่วยให้รู้ทาง ส่วนศิษย์ต้องทำทางนั้นให้เกิดขึ้นในตน การอยู่ห่างครูมิใช่การขาดครู หากยังศึกษาอย่างเคารพ ปฏิบัติอย่างจริงจัง และตรวจสอบอย่างซื่อตรง
เชิงอรรถ
- พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ, เล่ม 25, ขุททกนิกาย ธรรมบท, มัคควรรค, ข้อ 30, หน้า 51, คาถาที่ 275–276. ↩
- พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม), “การฝึกเจริญภาวนา จะต้องมีครูคุมหรือไม่?” ใน หลวงพ่อพระราชพรหมเถร (ราชบุรี: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมเถร, 2559), 181–186, โดยข้อความเรื่องกระแสจิตของครูอาจารย์กับศิษย์อยู่ที่ 183–184. ↩
- พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540), 234–235. ↩
- พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, 234–235. ↩
- พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ, เล่ม 25, ขุททกนิกาย ธรรมบท, อัตตวรรค, ข้อ 22, หน้า 26, คาถาที่ 160. ↩
บรรณานุกรม
- พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ. เล่ม 25. ขุททกนิกาย ธรรมบท.
- พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540.
- พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม). “การฝึกเจริญภาวนา จะต้องมีครูคุมหรือไม่?” ใน หลวงพ่อพระราชพรหมเถร, 181–186. ราชบุรี: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมเถร, 2559.