ศูนย์ ๕ ศูนย์ภายในดวงปฐมมรรคโครงสร้าง ตำแหน่ง และความสัมพันธ์กับธาตุ ๖ ตามหลักวิชชาธรรมกาย
บทความนี้อธิบายว่า “ศูนย์ ๕ ศูนย์” เป็นโครงสร้างเชิงตำแหน่งภายในดวงปฐมมรรค ส่วน “ธาตุ ๖” เป็นการจำแนกธรรมชาติที่ประชุมทำหน้าที่อยู่ในโครงสร้างนั้น จึงมีศูนย์ห้าแห่ง แต่สัมพันธ์กับธาตุหกประการได้โดยไม่ขัดกัน
บทนำ↑ สารบัญ
เมื่อกล่าวถึงดวงปฐมมรรคตามหลักวิชชาธรรมกาย มิได้หมายถึงเพียงดวงสว่างที่ปรากฏเมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน แต่ยังหมายถึงดวงธรรมซึ่งมีโครงสร้างภายในสัมพันธ์กับธาตุและทางดำเนินของใจ โครงสร้างสำคัญประการหนึ่งเรียกว่า “ศูนย์ ๕ ศูนย์” ได้แก่ ศูนย์หน้า ศูนย์ขวา ศูนย์หลัง ศูนย์ซ้าย และศูนย์กลาง
คำอธิบายนี้ก่อให้เกิดคำถามว่า เหตุใดจึงกล่าวถึงศูนย์เพียงห้าแห่ง ในเมื่อธาตุที่ประชุมอยู่ในโครงสร้างนั้นมีหกประการ ได้แก่ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ และวิญญาณธาตุ คำตอบอยู่ที่การแยกความหมายของคำว่า “ศูนย์” ออกจากคำว่า “ธาตุ” ให้ชัดเจน
พระไตรปิฎกให้ฐานทางปริยัติด้วยการจำแนกธาตุ ๖ ส่วนตำแหน่งเฉพาะของธาตุภายในศูนย์ ๕ ศูนย์เป็นคำอธิบายภาคปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย บทความนี้จึงแยกหลักฐานทั้งสองระดับออกจากกันอย่างโปร่งใส มิได้นำรายละเอียดเฉพาะของภาคปฏิบัติไปกล่าวว่าเป็นข้อความตรงจากพระไตรปิฎก
๑. ความหมายของศูนย์ ๕ ศูนย์↑ สารบัญ
คำว่า “ศูนย์” ในบริบทนี้มิได้หมายถึงความไม่มีหรือเลขศูนย์ทางคณิตศาสตร์ แต่หมายถึงจุดรวม ตำแหน่งสัมพันธ์ หรือส่วนภายในที่ธาตุละเอียดประชุมทำหน้าที่ร่วมกัน ภายในดวงธรรมเดียวกันจึงจำแนกตำแหน่งได้เป็นศูนย์หน้า ศูนย์ขวา ศูนย์หลัง ศูนย์ซ้าย และศูนย์กลาง
ศูนย์ทั้งห้ามิใช่วัตถุห้าชิ้นที่ตั้งแยกออกจากกัน แต่เป็นโครงสร้างที่สัมพันธ์กัน ศูนย์รอบนอกทั้งสี่สัมพันธ์กับมหาภูตรูป ๔ ส่วนศูนย์กลางสัมพันธ์กับอากาสธาตุ และภายในกลางอากาสธาตุมีวิญญาณธาตุหรือธาตุรู้
๒. ศูนย์ ๕ ศูนย์มิใช่ฐานที่ตั้งของใจทั้ง ๗↑ สารบัญ
“ศูนย์ ๕ ศูนย์” ต้องแยกออกจาก “ฐานที่ตั้งของใจทั้ง ๗” ฐานทั้ง ๗ ใช้อธิบายทางเดินและตำแหน่งของใจในกาย ส่วนศูนย์ ๕ ศูนย์ใช้อธิบายโครงสร้างภายใน ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หรือภายในดวงธรรมที่ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งนั้น
หนังสือ ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน อธิบายศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือประมาณสองนิ้วมือว่าเป็นฐานสำหรับตั้งและรวมใจ และเป็นทางดำเนินสำหรับเข้าถึงกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม1
ดังนั้น การกล่าวว่า “นำใจมาหยุด ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗” เป็นการระบุตำแหน่งใหญ่ ส่วนการกล่าวถึงศูนย์หน้า ขวา หลัง ซ้าย และกลาง เป็นการพิจารณาโครงสร้างภายในตำแหน่งนั้นให้ละเอียดขึ้น
๓. ตำแหน่งและธาตุประจำศูนย์ทั้งห้า↑ สารบัญ
คำอธิบายภาคปฏิบัติวิชชาธรรมกายแจกแจงความสัมพันธ์ของศูนย์และธาตุดังนี้2
| ตำแหน่งภายในดวง | ธาตุที่สัมพันธ์ | ลักษณะโดยสังเขป |
|---|---|---|
| ศูนย์หน้า | อาโปธาตุ หรือธาตุน้ำ | เอิบอาบ เกาะกุม และประสาน |
| ศูนย์ขวา | ปฐวีธาตุ หรือธาตุดิน | แข็ง คงรูป และรองรับ |
| ศูนย์หลัง | เตโชธาตุ หรือธาตุไฟ | ร้อน เย็น และทำให้เปลี่ยนแปลง |
| ศูนย์ซ้าย | วาโยธาตุ หรือธาตุลม | เคลื่อนไหว เคร่งตึง และค้ำจุน |
| ศูนย์กลาง | อากาสธาตุ | ช่องว่างหรือส่วนที่ไม่ถูกกีดขวาง |
| กลางอากาสธาตุ | วิญญาณธาตุ หรือธาตุรู้ | ธรรมชาติฝ่ายรับรู้อารมณ์ |
ลำดับตำแหน่งนี้คือ หน้าเป็นน้ำ ขวาเป็นดิน หลังเป็นไฟ ซ้ายเป็นลม กลางเป็นอากาศ และวิญญาณธาตุอยู่กลางอากาสธาตุ ลำดับดังกล่าวต่างจากบัญชีธาตุในพระไตรปิฎกที่มักเรียงเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ แต่ไม่เป็นความขัดแย้ง เพราะบัญชีพระไตรปิฎกจำแนกชนิดของธาตุ ส่วนผังศูนย์ ๕ ศูนย์จำแนกตำแหน่งตามคำอธิบายภาคปฏิบัติ
๔. ศูนย์รอบนอกทั้งสี่กับมหาภูตรูป ๔↑ สารบัญ
ศูนย์หน้า ศูนย์ขวา ศูนย์หลัง และศูนย์ซ้ายสัมพันธ์กับอาโปธาตุ ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุตามลำดับ คำว่า ดิน น้ำ ไฟ และลม ในที่นี้มิได้หมายถึงก้อนดิน น้ำเหลว เปลวไฟ หรือกระแสลมทางกายภาพที่ตั้งอยู่ภายในดวง แต่หมายถึงธรรมชาติหรือลักษณะของธาตุแต่ละประการ
๔.๑ ศูนย์หน้ากับอาโปธาตุ
อาโปธาตุหมายถึงธรรมชาติฝ่ายเอิบอาบ ซึมซาบ เหนียว หรือเกาะกุมส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน พระไตรปิฎกยกของเหลวภายในกายเป็นตัวอย่างของอาโปธาตุภายใน แต่ไม่ได้ระบุตำแหน่ง “ศูนย์หน้า” ของดวงปฐมมรรคโดยตรง3
๔.๒ ศูนย์ขวากับปฐวีธาตุ
ปฐวีธาตุหมายถึงธรรมชาติฝ่ายแข็ง กระด้าง คงรูป หรือรองรับ พระไตรปิฎกยกผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และส่วนแข็งอื่นในกายเป็นตัวอย่างของปฐวีธาตุภายใน4
๔.๓ ศูนย์หลังกับเตโชธาตุ
เตโชธาตุหมายถึงธรรมชาติฝ่ายอุณหภูมิ ทั้งความร้อน ความเย็น ความอบอุ่น และการทำให้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงหรือสุกงอม จึงไม่จำเป็นต้องมีเปลวไฟปรากฏ
๔.๔ ศูนย์ซ้ายกับวาโยธาตุ
วาโยธาตุหมายถึงธรรมชาติฝ่ายเคลื่อนไหว พัดไปมา เคร่งตึง หรือค้ำจุน พระไตรปิฎกยกตัวอย่างลมที่เคลื่อนขึ้นและลง ลมในท้อง ลมในไส้ ลมที่แล่นไปตามอวัยวะ และลมหายใจเข้าออก
๕. ศูนย์กลางในฐานะอากาสธาตุ↑ สารบัญ
ศูนย์กลางสัมพันธ์กับอากาสธาตุ ซึ่งพระไตรปิฎกอธิบายในแง่อากาศ ความว่าง ช่องว่าง หรือส่วนที่มหาภูตรูปอื่นไม่กีดขวาง วิภังคปกรณ์ยกช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก และช่องทางภายในกายเป็นตัวอย่างของอากาสธาตุภายใน5
คำว่า “ว่าง” มิได้หมายถึงไม่มีสภาวธรรมใดเลย แต่ชี้ลักษณะของช่องหรือที่รองรับ ในคำอธิบายวิชชาธรรมกาย อากาสธาตุสัมพันธ์กับศูนย์กลาง และกลางนั้นเป็นทางดำเนินเข้าสู่ส่วนที่ละเอียดกว่า
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกล่าวว่าอากาสธาตุในพระไตรปิฎกกับศูนย์กลางในดวงปฐมมรรคเป็นคำอธิบายเดียวกันทุกประการ พระไตรปิฎกอธิบายลักษณะของธาตุ ส่วนวิชชาธรรมกายอธิบายตำแหน่งและหน้าที่ในโครงสร้างซึ่งประจักษ์แก่การปฏิบัติ
๖. วิญญาณธาตุอยู่ที่ใด↑ สารบัญ
ตามคำอธิบายภาคปฏิบัติ วิญญาณธาตุหรือธาตุรู้อยู่ตรงกลางอากาสธาตุ มิได้ตั้งแยกเป็นศูนย์รอบนอกแห่งที่หก ศูนย์กลางจึงสัมพันธ์กับธาตุสองชั้น คืออากาสธาตุในฐานะช่องกลาง และวิญญาณธาตุในฐานะธรรมชาติฝ่ายรู้ซึ่งอยู่ภายในกลางนั้น
คำว่า “ธาตุรู้” ต้องเข้าใจในขอบเขตของคำอธิบายวิชชาธรรมกาย มิได้หมายถึงตัวตนถาวรหรือผู้รู้อิสระจากเหตุปัจจัย ในระดับพระอภิธรรม วิญญาณธาตุจำแนกตามการรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ6
จึงต้องแยกศัพท์ “วิญญาณธาตุ” “วิญญาณขันธ์” “ดวงวิญญาณ” และ “ธาตุรู้” ตามบริบทของต้นฉบับ ไม่ใช้แทนกันโดยไม่มีคำอธิบาย และไม่ควรสรุปว่าการรับรู้อารมณ์เท่ากับปัญญาหรือญาณเห็นแจ้งทุกครั้ง
ภาคปฏิบัติวิชชาธรรมกาย ตรงกลางของอากาสธาตุเป็นที่ตั้งของวิญญาณธาตุ ซึ่งทำหน้าที่เป็นธาตุฝ่ายรู้ ณ ศูนย์กลางนั้น เห็น จำ คิด และรู้ประชุมทำงานสัมพันธ์กัน จึงรวมเรียกว่า “ใจ”
๗. เหตุใดมีศูนย์ ๕ ศูนย์ แต่มีธาตุ ๖↑ สารบัญ
หากเทียบแบบหนึ่งศูนย์ต่อหนึ่งธาตุ อาจคาดว่าควรมีศูนย์ที่หกสำหรับวิญญาณธาตุ แต่โครงสร้างนี้มิได้วางธาตุทั้งหมดในระนาบเดียวกัน มหาภูตรูป ๔ สัมพันธ์กับศูนย์รอบนอกทั้งสี่ อากาสธาตุสัมพันธ์กับศูนย์กลาง ส่วนวิญญาณธาตุอยู่ภายในกลางอากาสธาตุอีกชั้นหนึ่ง
จึงควรกล่าวว่า “ศูนย์ ๕ ศูนย์เป็นที่ตั้งหรือที่ประชุมแห่งธาตุ ๖” มิใช่ “ศูนย์ ๖ ศูนย์” ความแตกต่างของจำนวนไม่ใช่ความผิดพลาดในการนับ แต่เกิดจากการจำแนกคนละด้านและมีโครงสร้างซ้อนภายใน
๘. การประชุมพร้อมแห่งธาตุ↑ สารบัญ
คำอธิบายภาคปฏิบัติเน้นว่าธาตุภายในมิได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่ประชุมสัมพันธ์กันภายในศูนย์กลางกาย ตำราประกอบการศึกษาสัมมาปฏิบัติยกถ้อยคำว่า
“ธาตุไม่ประชุมพร้อมกัน ปฐมมรรคก็เกิดไม่ได้ เมื่อไม่มีปฐมมรรค มรรคผลนิพพานก็ไปไม่ถูก เหตุนี้จึงต้องทำปฐมมรรคให้เกิดให้มีขึ้น”7
ถ้อยคำนี้ควรเข้าใจในบริบทของการประกอบเหตุให้ธาตุธรรมและใจประชุมถูกส่วน มิใช่คำอธิบายเชิงชีววิทยา เมื่อเหตุพร้อมและใจหยุดนิ่งถูกส่วน ดวงปฐมมรรคจึงปรากฏเป็นผลแห่งการปฏิบัติ มิใช่สิ่งที่สร้างขึ้นด้วยความอยากเห็น
๙. ศูนย์ ๕ ศูนย์กับดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย↑ สารบัญ
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมิใช่ดวงว่างเปล่าซึ่งไม่มีโครงสร้างภายใน คำอธิบายเรื่องศูนย์ ๕ ศูนย์แสดงระบบของธาตุซึ่งสัมพันธ์กัน และมีศูนย์กลางเป็นทางดำเนินเข้าสู่ส่วนที่ละเอียดกว่า
หนังสือ ทางมรรคผลนิพพาน แยก “กำเนิดธาตุธรรมเดิม” ออกจากขันธ์ ๕ โดยอธิบายว่าเป็นพื้นเดิมที่จะก่อขันธ์ ๕ และสัมพันธ์กับดวงกาย ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ และดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย8
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ศูนย์ ๕ ศูนย์” “ธาตุ ๖” และ “กำเนิดธาตุธรรมเดิม” ไม่ควรถูกรวมเป็นศัพท์เดียวกัน ศูนย์ ๕ ศูนย์เน้นโครงสร้างเชิงตำแหน่ง ธาตุ ๖ เน้นธรรมชาติที่ประชุมทำหน้าที่ ส่วนกำเนิดธาตุธรรมเดิมเน้นพื้นฐานซึ่งสัมพันธ์กับการก่อขันธ์และความเป็นกาย
๑๐. ความหมายของหลักกลางของกลาง↑ สารบัญ
หลัก “กลางของกลาง” มิใช่เพียงการคำนวณจุดศูนย์กลางทางเรขาคณิต แต่หมายถึงการที่ใจหยุดนิ่งตรงกลางของสภาวธรรมซึ่งกำลังเข้าถึง แล้วดำเนินเข้าสู่ส่วนที่ละเอียดกว่าโดยไม่ถอนออกไปยึดสิ่งที่ปรากฏอยู่ภายนอก
ในบริบทของศูนย์ ๕ ศูนย์ ผู้ปฏิบัตินำใจมาหยุด ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อดวงธรรมปรากฏ ใจมิได้หยุดอยู่เพียงผิวของดวง แต่หยุดลงตรงศูนย์กลางภายใน แล้วดำเนินเข้าสู่กลางของกลางต่อไปตามเหตุแห่งสัมมาปฏิบัติ
ความรู้เรื่องโครงสร้างมิได้มีไว้ให้ผู้เริ่มต้นเพ่งสร้างศูนย์ทั้งห้าทีละตำแหน่ง หากมีไว้ช่วยเข้าใจว่าดวงธรรมมีศูนย์กลางเป็นทางดำเนิน ผู้ปฏิบัติยังคงทำหน้าที่สำคัญคือวางใจอย่างสบาย มีสติ ไม่เพ่งบังคับ และไม่สร้างสภาวะขึ้นตามความจำ
๑๑. ข้อควรระวังในการทำความเข้าใจ↑ สารบัญ
- ไม่เท่าศูนย์ ๕ ศูนย์กับฐานที่ตั้งของใจทั้ง ๗
- ไม่เรียกวิญญาณธาตุว่าเป็นศูนย์ที่หก เพราะวิญญาณธาตุอยู่กลางอากาสธาตุภายในศูนย์กลาง
- ไม่เปลี่ยนลำดับตำแหน่ง หน้า น้ำ; ขวา ดิน; หลัง ไฟ; ซ้าย ลม; กลาง อากาศ ให้เป็นลำดับอื่นเพียงเพื่อให้ตรงกับบัญชีธาตุในพระไตรปิฎก
- ไม่อธิบายศูนย์ทั้งห้าเป็นอวัยวะทางกายวิภาค และไม่ลดทอนให้เป็นเพียงจินตนาการตามอำเภอใจ
- ไม่ยกตำแหน่งศูนย์ทั้งห้าเป็นข้อความตรงจากพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกรองรับบัญชีและลักษณะของธาตุ ๖ ส่วนผังตำแหน่งเป็นคำอธิบายภาคปฏิบัติของวิชชาธรรมกาย
- ไม่ใช้คำว่า “วิญญาณธาตุ” “วิญญาณขันธ์” “ดวงวิญญาณ” และ “ธาตุรู้” สลับกันโดยไม่ตรวจบริบท
- ไม่เพ่งสร้างศูนย์หรือธาตุขึ้นตามแผนผัง ความรู้เรื่องโครงสร้างต้องรับใช้การหยุดใจ มิใช่ทำให้ใจกระจายตามรายละเอียด
บทสรุป↑ สารบัญ
ศูนย์ ๕ ศูนย์ภายในดวงปฐมมรรคเป็นโครงสร้างเชิงตำแหน่ง ประกอบด้วยศูนย์หน้า ศูนย์ขวา ศูนย์หลัง ศูนย์ซ้าย และศูนย์กลาง ศูนย์รอบนอกทั้งสี่สัมพันธ์กับอาโปธาตุ ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุตามลำดับ ส่วนศูนย์กลางสัมพันธ์กับอากาสธาตุ และภายในกลางอากาสธาตุมีวิญญาณธาตุหรือธาตุรู้
เหตุที่มีศูนย์เพียงห้าแห่งแต่สัมพันธ์กับธาตุหกประการ มิใช่ความขัดแย้ง เพราะวิญญาณธาตุมิได้ตั้งเป็นศูนย์ที่หกในระนาบเดียวกับศูนย์อื่น หากอยู่ภายในกลางอากาสธาตุอีกชั้นหนึ่ง ศูนย์ ๕ ศูนย์จึงอธิบายตำแหน่ง ส่วนธาตุ ๖ อธิบายธรรมชาติที่ประชุมทำหน้าที่อยู่ในโครงสร้างนั้น
ความรู้นี้มิได้มีไว้ให้ผู้ปฏิบัติเพ่งสร้างแผนผังภายใน แต่ช่วยให้เข้าใจว่า ดวงปฐมมรรคเป็นดวงธรรมที่มีโครงสร้างของธาตุ มีศูนย์กลางเป็นทางดำเนิน และสัมพันธ์กับดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย ผู้ปฏิบัติยังต้องรวบใจให้หยุดนิ่งถูกส่วน ณ ศูนย์กลางกาย แล้วพิสูจน์สภาวธรรมตามเหตุแห่งสัมมาปฏิบัติด้วยตนเอง
เชิงอรรถ↑ สารบัญ
- พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐), ๒๓๔–๒๓๕. ↩
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), พร้อมคำอธิบายประกอบการศึกษาโดย พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), สมถวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ถึงธรรมกายและพระนิพพานของพระพุทธเจ้า, พิมพ์ครั้งที่ ๔ (นครปฐม: บริษัท เพชรเกษม พริ้นติ้ง กรุ๊ป จำกัด, ๒๕๕๔), ๕–๖. ↩
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม ๑๔, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, “ธาตุวิภังคสูตร,” ข้อ ๖๗๙–๖๘๙, หน้า ๓๗๑–๓๗๕. ↩
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม ๑๔, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, “ธาตุวิภังคสูตร,” ข้อ ๖๗๙–๖๘๙, หน้า ๓๗๑–๓๗๕. ↩
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม ๓๕, พระอภิธรรมปิฎก วิภังคปกรณ์, ธาตุวิภังค์, ข้อ ๑๑๔–๑๑๙. ↩
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม ๓๕, พระอภิธรรมปิฎก วิภังคปกรณ์, ธาตุวิภังค์, ข้อ ๑๑๔–๑๑๙. ↩
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), พร้อมคำอธิบายประกอบการศึกษาโดย พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), สมถวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ถึงธรรมกายและพระนิพพานของพระพุทธเจ้า, ๕–๖. ↩
- พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน, ๒๗๐–๒๗๑. ↩
บรรณานุกรม↑ สารบัญ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม ๑๔. มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์.
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม ๓๕. พระอภิธรรมปิฎก วิภังคปกรณ์.
พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). พร้อมคำอธิบายประกอบการศึกษาโดย พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล). สมถวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ถึงธรรมกายและพระนิพพานของพระพุทธเจ้า. พิมพ์ครั้งที่ ๔. นครปฐม: บริษัท เพชรเกษม พริ้นติ้ง กรุ๊ป จำกัด, ๒๕๕๔.
พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐.