สภาวะจิตตกศูนย์: หัวใจแห่งการดับหยาบไปหาละเอียด

สภาวะจิต “ตกศูนย์”

หัวใจแห่งการดับหยาบไปหาละเอียด จากธรรมกายโคตรภูสู่มรรคญาณและผลญาณ ตามแนววิชชาธรรมกาย

บทนำและระดับของหลักฐาน

ตามหลักสัมมาปฏิบัติวิชชาธรรมกายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) คำว่า “ตกศูนย์” มีความหมายพื้นฐานว่าใจหยุดนิ่งถูกส่วน เป็นหัวต่อที่สภาวะเดิมดับลงและสภาวะใหม่ที่ละเอียดกว่าปรากฏขึ้น มิใช่การดับสูญ มิใช่การหมดสติ และมิใช่อาการที่ต้องบังคับให้เกิด

กระบวนการนี้สัมพันธ์กับหลัก ดับหยาบไปหาละเอียด ตั้งแต่การเข้าถึงดวงธรรม กายในกาย และธรรมกาย ไปจนถึงการเจริญสมถวิปัสสนา พิจารณาอริยสัจ ๔ และดำเนินสู่มรรค ผล และพระนิพพานตามกำลังแห่งภูมิธรรม

ขอบเขตและระดับของหลักฐาน: บทความนี้แยก ๑) พระพุทธพจน์และหลักธรรมทั่วไป เช่น สติปัฏฐาน ๔ อริยสัจ ๔ มรรค ๔ ผล ๔ และการปหานสังโยชน์ ๒) คำอธิบายในพระอภิธรรม อรรถกถา และคัมภีร์ เช่น ปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ โคตรภู และปัจจเวกขณญาณ และ ๓) รายละเอียดภาคปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย เช่น ศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ และฐานที่ ๗ การตกศูนย์ ดวงธรรม กายในกาย ธรรมกายโคตรภู ธรรมกายมรรค ธรรมกายผล และอายตนะนิพพาน รายละเอียดระดับที่สามเป็นคำอธิบายจากพระธรรมเทศนา ตำรา และผลปฏิเวธตามแนววิชชาธรรมกาย มิใช่ถ้อยคำตรงในพระสูตรหรือพระอภิธรรมทุกแห่ง

พระพุทธพจน์ในมหาสติปัฏฐานสูตรแสดงสติปัฏฐาน ๔ ว่าเป็น “เอกายนมรรค” คือทางอันเป็นเอกเพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อล่วงโศกและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม และเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ส่วนการอธิบายความหยุด ณ ศูนย์กลางกายและการดำเนินกลางของกลางว่าเชื่อมกับสติปัฏฐานอย่างไร เป็นคำอธิบายภาคปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย1

๑. ความหมายของ “ตกศูนย์”

พระธรรมเทศนาตามแนววิชชาธรรมกายอธิบายโดยตรงว่า “ตกศูนย์ คือ ใจหยุด” ความหมายพื้นฐานจึงอยู่ที่ใจหยุดนิ่งถูกส่วน มิใช่อาการวูบ หวิว หมดสติ หรือเคลิบเคลิ้ม เมื่อใจหยุดถูกส่วน สภาวะเดิมที่หยาบกว่าย่อมดับลง และสภาวะใหม่ที่ละเอียดกว่าปรากฏขึ้น

ประสบการณ์ระหว่างการรวมใจอาจแตกต่างกัน ผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรกำหนดล่วงหน้าว่าต้องมีอาการตัวเบา ตัวหาย ผ่านความว่าง หรือเห็นแสง การตกศูนย์พิจารณาจากใจที่หยุดนิ่งถูกส่วนและการเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะละเอียดกว่า มิใช่จากอาการทางกายอย่างใดอย่างหนึ่ง

การดับหยาบไปหาละเอียด

เมื่อสภาวะที่ละเอียดกว่าปรากฏ ผู้ปฏิบัติไม่หยุดอยู่เพียงความสว่าง ความสุข หรือความสงบ แต่หยุดนิ่งต่อไป ณ กลางของกลาง โดยไม่ย้อนยึดสภาวะเดิม หลักนี้เรียกว่า “ดับหยาบไปหาละเอียด” มิใช่การทำลายกายหรือจิต แต่เป็นการปล่อยความเกี่ยวเกาะและดำเนินใจเข้าสู่ภายในตามลำดับ

๒. เห็น จำ คิด รู้ การเข้าสิบ และศูนย์กลางกาย

ตำราวิชชาธรรมกายอธิบายว่า “ใจ” ประกอบด้วยธรรมชาติ ๔ ประการ คือ เห็น จำ คิด รู้ ซึ่งเชื่อมกับเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เมื่อธรรมชาติทั้งสี่รวมหยุดเป็นจุดเดียว ใจย่อมตั้งมั่นและพร้อมดำเนินเข้าสู่ภายใน2

เมื่อเห็น จำ คิด และรู้ รวมหยุดเป็นจุดเดียวตรงศูนย์กลางกาย หยุดถูกสิบ ถูกศูนย์ และถูกส่วน เรียกว่า “เข้าสิบ” ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ กำหนดไว้เหนือระดับสะดือประมาณสองนิ้วมือ เป็นที่ตั้งใจในการภาวนา ส่วนฐานที่ ๖ อยู่ระดับสะดือ เป็นตำแหน่งที่คำอธิบายภาคปฏิบัติใช้กล่าวถึงการผ่านศูนย์เมื่อเปลี่ยนวาระ

คัมภีร์อภิธรรมจำแนกกิจของจิต เช่น ปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติ เพื่ออธิบายความสืบต่อของกระแสจิตและภพ ส่วนคำอธิบายว่าใจดวงเดิมตกผ่านฐานที่ ๖ แล้วใจดวงใหม่ทำหน้าที่ ณ ฐานที่ ๗ เป็นรายละเอียดภาคปฏิบัติตามตำราวิชชาธรรมกาย มิใช่ข้อความตรงที่พระอภิธรรมระบุตำแหน่งฐานทั้งสองไว้

๓. ดวงธรรมเดิม ดวงธรรมใหม่ และธาตุทั้ง ๖

เมื่อใจหยุดถูกส่วน ใจดวงเดิมพร้อมดวงธรรมเดิมย่อมตกศูนย์และละปฏิภาคนิมิต จากนั้นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายดวงใหม่ พร้อมใจดวงใหม่ที่ใสผ่องจากนิวรณ์ จึงปรากฏขึ้น คำอธิบายนี้ขยายกลไกภายในของข้อความว่า “ตกศูนย์ คือ ใจหยุด”

ภายในดวงปฐมมรรคมีศูนย์ ๕ ตำแหน่ง ได้แก่ ศูนย์กลาง ศูนย์ข้างหน้า ศูนย์ข้างขวา ศูนย์ข้างหลัง และศูนย์ข้างซ้าย ศูนย์ข้างหน้าเป็นธาตุน้ำ ศูนย์ข้างขวาเป็นธาตุดิน ศูนย์ข้างหลังเป็นธาตุไฟ ศูนย์ข้างซ้ายเป็นธาตุลม ศูนย์กลางเป็นอากาศธาตุ และกลางอากาศธาตุมีวิญญาณธาตุ จึงเป็นที่ประชุมพร้อมของธาตุละเอียดทั้ง ๖ คือ น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ เมื่อธาตุทั้ง ๖ ยังไม่ประชุมพร้อม ปฐมมรรคย่อมไม่เกิด3

อย่างไรก็ดี ไม่ควรเรียงลำดับเพิ่มเติมเองว่าธาตุทั้ง ๖ ต้องประชุมก่อนแล้วใจจึงตกศูนย์ เพราะต้นฉบับอธิบายการหยุด การตกศูนย์ การปรากฏของดวงธรรม และการประชุมของธาตุว่าเป็นองค์ประกอบสัมพันธ์กันในกระบวนการเดียว

๔. คำอธิบายเรื่องเกิด ดับ หลับ ตื่นตามแนววิชชาธรรมกาย

ตำราวิชชาธรรมกายใช้อาการเกิด ดับ หลับ และตื่นเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนวาระของใจ โดยอธิบายว่าใจดวงเดิมถอนจากภาวะเดิม ตกผ่านศูนย์กลางกาย แล้วใจดวงใหม่ทำหน้าที่ในวาระต่อไป คำอธิบายนี้เป็นรายละเอียดของระบบภาคปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย จึงต้องอ้างพระธรรมเทศนาหรือตำราที่กล่าวข้อความนี้โดยตรง ไม่ควรใช้หลักปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติแทนกันโดยไม่แยกระดับหลักฐาน

สาระสำหรับผู้ปฏิบัติคือการเห็นความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และกระแสใจ ฝึกรักษาสติ และนำใจกลับสู่ศูนย์กลางกาย โดยไม่คาดคะเนสภาวะภายในของบุคคลอื่น

๕. การตกศูนย์ในสมถภาวนา

การปฏิบัติเริ่มจากศีล ความผ่อนคลาย และการวางใจ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ผู้ปฏิบัตินึกดวงกลมใสอย่างสบาย พร้อมบริกรรม “สัมมา อะระหัง” เพื่อช่วยรวมและประคองใจ เมื่อใจรวมและสงบ คำบริกรรมอาจค่อย ๆ เลือนไปเอง ผู้ปฏิบัติจึงหยุดนิ่งกลางความสงบต่อไป

เมื่อถูกส่วน ใจดวงเดิมตกศูนย์และดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายปรากฏ เรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือ ดวงปฐมมรรค คำว่า “ปฐมมรรค” ในที่นี้เป็นชื่อดวงธรรมอันเป็นทางเบื้องต้นภายใน มิใช่โสดาปัตติมรรค และมิได้หมายความว่าผู้เข้าถึงดวงนี้เป็นพระอริยบุคคลแล้ว

๖. จากดวงธรรมสู่กายในกาย

เมื่อดวงปฐมมรรคปรากฏ ผู้ปฏิบัติหยุดใจกลางดวงอย่างสบาย แล้วดำเนิน “หยุดในหยุด กลางของกลาง” ต่อไป เข้าถึงดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก่อนเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม และธรรมกาย ทั้งส่วนหยาบและส่วนละเอียด4

ชื่อ “ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ” ในบัญชีดวงธรรมต้องแยกจากวิมุตติญาณทัสสนะในความหมายของความรู้เห็นว่าจิตหลุดพ้นจากอาสวะแล้ว การเข้าถึงดวงที่มีชื่อนี้ตามลำดับจึงมิใช่เครื่องรับรองโดยลำพังว่าผู้ปฏิบัติสิ้นอาสวะแล้ว

การเข้าถึงกายในกายเป็นฐานเพื่อเจริญสมถะและวิปัสสนา มิใช่จุดจบ ผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดความสว่าง ความสุข รูปลักษณ์ หรือชื่อกาย และไม่สำคัญตนจากประสบการณ์ภายใน

๗. ธรรมกายโคตรภูและวิกขัมภนปหาน

การเข้าถึงธรรมกายโคตรภูยังมิใช่การบรรลุพระอริยบุคคล พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลบัญญัติ นิยามโคตรภูบุคคลว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมในลำดับแห่งการย่างลงสู่อริยธรรม และจำแนกพระอริยบุคคล ๘ คือผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ และผล ๔ ออกจากบุคคลอื่น5

ในระบบวิชชาธรรมกาย คำว่า “ธรรมกายโคตรภู” ใช้เรียกธรรมกายขั้นต้นซึ่งเป็นหัวต่อก่อนอริยมรรค การใช้ศัพท์นี้เป็นการเชื่อมสภาวะภายในกับฐานะของคำว่าโคตรภูตามแนววินิจฉัยของสายปฏิบัติ มิใช่การกล่าวว่าพระอภิธรรมมีศัพท์ “ธรรมกายโคตรภู” โดยตรง

ในระดับนี้ กิเลสนิวรณ์อาจสงบลงด้วยกำลังสมาธิในลักษณะ วิกขัมภนปหาน คือสงบหรือถูกข่มไว้ชั่วคราว เมื่อกำลังสมาธิเสื่อม กิเลสยังอาจกลับเกิดขึ้นได้ เอกสารบางแห่งอธิบายในหมวดวิมุตติด้วยคำว่า “วิกขัมภนวิมุตติ” ส่วนการปหานกิเลสด้วยอริยมรรคเป็น สมุจเฉทปหาน คือตัดสังโยชน์ส่วนที่ต้องละในมรรคนั้นโดยเด็ดขาด6

๘. อริยสัจ ๔ ญาณ ๓ ปริวัฏ ๓ อาการ ๑๒

เมื่อผู้ปฏิบัติมีฐานสมถะและวิปัสสนาพอสมควร ย่อมรวมใจของทุกกายไว้ ณ ศูนย์กลางธรรมกายที่ละเอียดที่สุด เจริญฌานสมาบัติโดยอนุโลมและปฏิโลม แล้วใช้ญาณของธรรมกายพิจารณาอริยสัจ ๔ ในกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหมตามลำดับ7

  1. สัจจญาณ รู้ว่า นี้คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค
  2. กิจจญาณ รู้กิจว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยควรละ นิโรธควรทำให้แจ้ง และมรรคควรเจริญ
  3. กตญาณ รู้ว่ากิจต่ออริยสัจนั้นได้กระทำสำเร็จแล้วตามระดับภูมิธรรม

ญาณทั้ง ๓ เมื่อเป็นไปในอริยสัจทั้ง ๔ จึงเป็นปริวัฏ ๓ อาการ ๑๒ กระบวนการนี้ทำให้การปฏิบัติไม่หยุดอยู่เพียงสมาธิ นิมิต หรือชื่อกาย แต่ดำเนินถึงการรู้เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

๙. มรรคญาณ ธรรมกายมรรค และธรรมกายผล

เมื่อสมถะและวิปัสสนาดำเนินประสานกัน ญาณทัสสนะเห็นแจ้งอริยสัจถูกส่วน และองค์อริยมรรคประชุมพร้อมทำกิจในขณะมรรค มรรคจิตและมรรคปัญญาซึ่งรวมเรียกว่า มรรคญาณ ย่อมทำหน้าที่ปหานสังโยชน์ตามระดับ

ตามคำอธิบายภาคปฏิบัติใน ทางมรรคผลนิพพาน เมื่อธรรมกายโคตรภูละเอียดตกศูนย์ ธรรมกายพระโสดาปัตติมรรคปรากฏ ปหานสังโยชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส เมื่อธรรมกายมรรคทำกิจแล้วก็ตกศูนย์ และธรรมกายพระโสดาปัตติผลปรากฏ ผู้ปฏิบัติจึงตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล8

ชื่อธรรมกายพระโสดาปัตติมรรคและธรรมกายพระโสดาปัตติผลในที่นี้ใช้แสดงกระบวนการภายในตามตำราวิชชาธรรมกาย มิใช่การนำคู่ธรรมกายหยาบและละเอียดในบัญชีกาย ๑๘ ไปเท่ากับคู่มรรคและผลโดยอัตโนมัติ การวินิจฉัยมรรคผลต้องสัมพันธ์กับมรรคญาณ การปหานสังโยชน์ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณ

๑๐. ลำดับพระอริยบุคคล

  • พระโสดาบัน ปหานสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสโดยเด็ดขาด
  • พระสกทาคามี ปหานสังโยชน์สามประการแรกแล้ว และทำราคะ โทสะ และโมหะให้เบาบางลง
  • พระอนาคามี ปหานสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งห้า โดยเพิ่มกามราคะและปฏิฆะ
  • พระอรหันต์ ปหานสังโยชน์ครบทั้งสิบ รวมรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา9

พระธรรมเทศนาและตำราบางแห่งในแนววิชชาธรรมกายใช้ขนาดของธรรมกายเป็นภาษาบรรยายสภาวะภายใน เช่น ธรรมกายพระโสดา ๕ วา พระสกทาคา ๑๐ วา พระอนาคา ๑๕ วา และพระอรหัต ๒๐ วา อย่างไรก็ดี ขนาดดังกล่าวมิใช่เกณฑ์รับรองภูมิพระอริยบุคคลโดยลำพัง เกณฑ์สำคัญยังคงอยู่ที่มรรคญาณและการปหานสังโยชน์ตามระดับ10

๑๑. ปัจจเวกขณญาณ

ภายหลังมรรคและผล มีการพิจารณาปัจจเวกขณญาณ ได้แก่ มรรค ผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่ยังเหลือ และพระนิพพาน สำหรับพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลือ จึงมีปัจจเวกขณญาณ ๔ ประการในวาระนั้น11

๑๒. การเข้าถึงอายตนะนิพพาน

จุดยืนของแนววิชชาธรรมกายถือว่า พระนิพพานมิใช่ความสูญ แต่เป็นวิสังขารธรรม อมตธรรม และบรมสุข พ้นจากความปรุงแต่งและการเวียนว่ายตายเกิด ทั้งยังอธิบายสภาวะนิพพาน ผู้ทรงสภาวะนิพพาน และอายตนะนิพพานว่าเป็นสภาวธรรมที่ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึง รู้เห็น และสัมผัสได้ด้วยญาณของธรรมกายตามระดับการปฏิบัติ

ผู้ถึงธรรมกายและชำนาญสมาบัติแล้วจึงเจริญสมาบัติโดยอนุโลมและปฏิโลมตามวิธีที่ถ่ายทอดไว้ เมื่อถูกส่วน ธรรมกายที่หยาบตกศูนย์และธรรมกายที่ละเอียดกว่าปรากฏในอายตนะนิพพาน การปฏิบัติส่วนนี้เป็นวิชชาชั้นสูง ควรศึกษาจากตำราฉบับเต็มและรับคำแนะนำจากครูผู้ชำนาญ12

การเข้าถึงอายตนะนิพพานในระหว่างสมาบัติเป็นผลปฏิบัติที่สำคัญ แต่ยังมิใช่เครื่องรับรองอริยมรรคหรืออริยผลโดยลำพัง เพราะกิเลสอาจยังสงบอยู่เพียงระดับวิกขัมภนปหาน การบรรลุมรรคผลต้องสัมพันธ์กับมรรคญาณ การปหานสังโยชน์ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณประกอบกัน

๑๓. แนวทางปฏิบัติโดยสรุป

  1. เตรียมกายให้สบาย นั่งมั่นคง ผ่อนคลาย หลับตาเบา ๆ และไม่บังคับลมหายใจ
  2. วางใจเป็นกลาง ปล่อยความกังวลและความอยากเห็น รักษาความรู้ตัวอย่างนุ่มนวล
  3. กำหนดบริกรรมนิมิต นึกดวงใส ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างสบาย
  4. บริกรรมภาวนา ภาวนา “สัมมา อะระหัง” เบา ๆ จนใจรวมและคำบริกรรมละเอียดไปเอง
  5. หยุดในหยุด เมื่อความสงบหรือดวงใสปรากฏ ให้วางใจกลางของกลางโดยไม่เร่งและไม่ดัน
  6. ดับหยาบไปหาละเอียด ไม่ยึดสภาวะเดิม แต่ดำเนินใจเข้าสู่ภายในตามลำดับ
  7. เจริญปัญญา เมื่อใจตั้งมั่น ให้พิจารณาสภาวธรรมและอริยสัจ พร้อมตรวจผลจากการละกิเลสและการดำเนินชีวิต

๑๔. ข้อควรระวัง

  • ไม่บังคับให้ใจตกศูนย์ การตกศูนย์เป็นผลจากใจหยุดถูกส่วน มิใช่การเกร็ง กลั้นลมหายใจ หรือทำให้ตนเองวูบ
  • ไม่ด่วนสรุปภูมิธรรม การเห็นดวงหรือเข้าถึงธรรมกายโคตรภูยังไม่เท่ากับการบรรลุพระโสดาบัน
  • ไม่หยุดอยู่เพียงนิมิต ดวงสว่างและกายภายในเป็นทางดำเนิน มิใช่จุดหมายสุดท้าย
  • ไม่สำคัญตนจากสิ่งที่เห็น ผลควรปรากฏเป็นศีล ความสงบ ปัญญา ความเมตตา และกิเลสที่ลดลง
  • วิชชาชั้นสูงควรมีครูแนะนำ การเดินสมาบัติ การซ้อนกาย การพิจารณาอริยสัจด้วยญาณ และการเข้าอายตนะนิพพานควรศึกษาตามลำดับ

บทสรุป

สภาวะจิตตกศูนย์เป็นหัวต่อสำคัญของการดับหยาบไปหาละเอียดในแนววิชชาธรรมกาย โดยมีความหมายพื้นฐานว่าใจหยุดนิ่งถูกส่วน สภาวะเดิมที่หยาบกว่าดับลง และสภาวะใหม่ที่ละเอียดกว่าปรากฏขึ้น กระบวนการนี้อธิบายตั้งแต่ดวงปฐมมรรค กายในกาย และธรรมกาย จนถึงการเจริญอริยสัจและการเปลี่ยนผ่านในชั้นมรรคกับผล

การเข้าถึงธรรมกายโคตรภูเป็นความก้าวหน้าสำคัญ แต่ยังมิใช่จุดสิ้นสุด ผู้ปฏิบัติต้องอาศัยธรรมกายเป็นฐานเจริญสมถวิปัสสนา พิจารณาอริยสัจ ๔ ด้วยญาณ ๓ ปริวัฏ ๓ อาการ ๑๒ จนมรรคญาณทำหน้าที่ปหานสังโยชน์ตามระดับ ผลญาณปรากฏ และพิจารณาปัจจเวกขณญาณต่อไป

วิชชาธรรมกายจึงเชื่อมปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธเข้าด้วยกัน เริ่มจากการทำใจให้หยุดนิ่ง เข้าถึงสภาวธรรมภายใน เจริญปัญญาในอริยสัจ และปหานกิเลส จนถึงการทำพระนิพพานให้แจ้ง ทั้งนี้ ผู้สนใจพึงพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติตามอริยมรรคและทำใจให้หยุดนิ่งถูกส่วน โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา หรือสำนัก


เชิงอรรถ

  1. กรมการศาสนา, พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม 10, ทีฆนิกาย มหาวรรค, มหาสติปัฏฐานสูตร. ↩
  2. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540), บทที่ 10. ↩
  3. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), 2530), 3; พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน, 430–432. ↩
  4. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1; พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), “ทางมรรคผล,” พระธรรมเทศนา, 29 กุมภาพันธ์ 2499, 11–12. ↩
  5. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกภาษาไทย, เล่ม 36, พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา–ปุคคลบัญญัติ, หมวดโคตรภูบุคคลและพระอริยบุคคล 8. ↩
  6. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, คำว่า “ปหาน 5”; สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, คำว่า “วิกขัมภนวิมุตติ”; พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน, บทที่ 6. ↩
  7. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน, บทที่ 5–6; คู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา: ภาคผนวก, 413–415. ↩
  8. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน, 236–237 และบทที่ 6. ↩
  9. คู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา: ภาคผนวก, 413–415. ↩
  10. คู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา: ภาคผนวก, 413–414. ↩
  11. คู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา: ภาคผนวก, 413–415; พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน, 236–237. ↩
  12. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน, บทที่ 6–7. ↩

บรรณานุกรม

พระไตรปิฎกและพจนานุกรม

  • กรมการศาสนา. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เล่มที่ 10: ทีฆนิกาย มหาวรรค. กรุงเทพฯ: กรมการศาสนา, ม.ป.ป.
  • มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ 31: ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ม.ป.ป.
  • มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ 36: พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา–ปุคคลบัญญัติ. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ม.ป.ป.
  • สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. ม.ป.ท.: ม.ป.พ., ม.ป.ป.
  • สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. ม.ป.ท.: ม.ป.พ., ม.ป.ป.

พระธรรมเทศนาและตำราแนววิชชาธรรมกาย

  • พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), 2530.
  • พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). “ทางมรรคผล.” พระธรรมเทศนา, 29 กุมภาพันธ์ 2499.
  • พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540.
  • คู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา: ภาคผนวก. ม.ป.ท.: ม.ป.พ., ม.ป.ป.