กัณฑ์ที่ ๖๔ รัตนะ
(๒๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗)
(ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนเจ็ด (๗) ปีวอก)
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ หน)
ทุลฺลภญฺจ มนสฺสตฺตํ พุทฺธุปฺปาโท จ ทุลฺลโภ
ทุลฺลภา จ ขณสมฺปตฺติ สทฺธมฺโม ปรมทุลฺลโภติ ฯ
(ที.สี.อ.(บาลี) ๔/๗๔)
ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถา เฉลิมเพิ่มเติมศรัทธาของเจ้าภาพ ซึ่งเป็นผู้มีสมานฉันท์ พร้อมใจซึ่งกันและกันด้วยมารดาและบุตร พร้อมด้วยวงศาคณาญาติ เนื่องด้วยสายโลหิต และเนื่องด้วยความคุ้นเคย เนื่องด้วยสายโลหิตเรียกว่า ”ญาติ” เนื่องด้วยความคุ้นเคยเรียกว่า “วิสฺสาสปรมา ญาติ” ญาติ ๒ จำพวกนี้พระองค์ทรงสรรเสริญ วิสฺสาสปรมา ญาติ อยู่เหมือนกันว่าเป็นญาติอย่างยิ่ง แต่ว่าญาติทั้ง ๒ ฝ่ายนี้เกิดมาในโลก หญิงและชายทุกถ้วนหน้า ย่อมมีญาติ ๒ ประการนี้ทั่วกัน
เมื่อรู้จักชัดดังนี้แล้ว บัดนี้เราเกิดมาประสบพบพระพุทธศาสนา ปรากฏจำเพาะหน้ารู้อยู่พร้อมกัน พุทธศาสนาแปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอนอย่างไร สั่งสอนสัตว์โลกให้ละความชั่วด้วยกาย วาจา ตลอดถึงใจ ให้ทำความดีด้วยกาย วาจา ตลอดถึงใจ แล้วก็ทำใจให้ใสด้วย ๓ ข้อนี้แหละเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดาแท้ ๆ เรียกว่าย่อย่นสกลพุทธศาสนา พระศาสดาสอนกว้างออกไปกว่านี้ สอนศีลเป็น ๒ ขั้น ว่า เหฏฺฐิมศีล ศีลเบื้องต่ำ อุปริมศีล ศีลโดยปริยายเบื้องสูง สอนสมาธิ สมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำ สมาธิโดยปริยายเบื้องสูง สอนทางปัญญา ทางปัญญาโดยปริยายเบื้องต่ำ ทั้งปัญญาโดยปริยายเบื้องสูง สอนอย่างนี้โอวาทดังกล่าวแล้ว นี้เป็นโอวาทที่ย่อย่นสกลพุทธศาสนาทั้งนั้น แต่ว่าจะแสดงนัยโดยปริยายเบื้องต่ำ และโดยปริยายเบื้องสูง
๑. ศีลโดยปริยายเบื้องต่ำและเบื้องสูง
ศีลโดยปริยายเบื้องต่ำ พระองค์ทรงแนะนำคิหิบุคคลผู้ครองเรือนให้มั่นอยู่ในศีล ๕
| ลำดับศีล ๕ | แนวทางปฏิบัติของศีลโดยปริยายเบื้องต่ำ (เหฏฺฐิมศีล) | ผลานิสงส์และข้อรับรองในส่วนอาณาจักร |
| ข้อที่ ๑ | เว้นจากการฆ่าสัตว์ ให้ขาดจากจิตสันดาน | รับประกันตัวได้ ไม่ต้องราชอาชญาของพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ต้องติดคุกติดตะราง ไม่ต้องมีโทษมีกรณ์ (การถูกลงทัณฑ์ตามกฎหมายอาญาโบราณ) ในส่วนอาณาจักรทำอันตรายไม่ได้ เพราะศีล ๕ บริสุทธิ์อยู่ ทำอะไรไม่ได้ กฎหมายก็ไม่มีปรับ เพราะเหตุว่าศีล ๕ รับรองเสียแล้ว |
| ข้อที่ ๒ | เว้นจากถือเอาพัสดุที่เจ้าของเขาไม่ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย ให้ขาดจากจิตสันดาน ตลอดถึงฉ้อโกง | ~ |
| ข้อที่ ๓ | เว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ให้ขาดจากจิตสันดาน | ~ |
| ข้อที่ ๔ | เว้นจากการพูดปด คำเท็จ ไม่จริง หลอกลวงต่าง ๆ ให้ขาดจากจิตสันดาน | ~ |
| ข้อที่ ๕ | เว้นจากการดื่มน้ำที่ทำบุคคลผู้ดื่มให้เมาเป็นเหตุเป็นที่ตั้งของความประมาท ให้ขาดจากจิตสันดาน | ~ |
นี้ศีลโดยปริยายเบื้องต่ำ
ถ้าศีลโดยปริยายเบื้องสูงขึ้นไป เหมือนพระภิกษุ สามเณร มาบวชในพระธรรมวินัย เป็นผู้มีศีล แต่ท่านวางศีลไว้ ปาฏิโมกฺขสํวรสีลํ ให้สำรวมตามพระปาฏิโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าท่านทรงห้าม ทำตามที่พระองค์ทรงอนุญาต ๒๒๗ สิกขาบทในพระปาฏิโมกข์ให้บริสุทธิ์ตลอดสาย ได้ชื่อว่าตั้งอยู่ในปาฏิโมกขสังวร อาจารโคจรสมฺปนฺโน ให้ถึงพร้อมแล้วด้วยมารยาทเครื่องประพฤติทั้งกาย ทั้งวาจา เรียบร้อยดี ไม่มีสะดุดตาสะดุดใจผู้หนึ่งผู้ใดเลย ทั้งชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นต่ำ หาตำหนิ ติไม่ได้ เหมือนภิกษุ สามเณรที่เรียบร้อย ประพฤติอยู่ในโคจร ไม่ให้ประพฤติไปในอโคจร
คือ “อโคจร” น่ะประพฤตินอกคอกนอกกรอบ เป็นพระเป็นเณรแล้วไปดูมหรสพ เข้าไปในโรงสุรายาฝิ่น เข้าไปในโรงขายเหล้า ขายสุราเหล่านี้ เข้าไปในโรงนครโสเภณี นี่มันน่าเข้าไปหรือภิกษุ สามเณร อย่างนี้ มหรสพเขามีที่ไหนไปโผล่ตัวขึ้นที่นั่น อย่างนี้ผิดหน้าที่ของภิกษุสามเณร เรียกว่า เป็นอโคจร ใช้ไม่ได้ ต้องประพฤติเป็นโคจร ต้องประพฤติอยู่ในกรอบของภิกษุ อยู่ในกรอบของสามเณรแท้ ๆ ชาวบ้านตำหนิติเตียนไม่ได้ เรื่องความประพฤติการไปมาหาสู่ภิกษุสามเณร ไปในสถานที่ใด ๆ ที่เขาติเตียน ครหา ไม่ไป อย่างนั้นเรียกว่า โคจรสมฺปนฺโน ถึงพร้อมแล้วด้วยโคจร
อนุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี เห็นภัยทั้งหลายในโทษแม้มีประมาณน้อย ขึ้นชื่อว่าชั่ว ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ แม้แต่นิดหนึ่งไม่ให้กระทบทีเดียว ไม่ให้มีชั่วเข้าไปเจือปนระคนทีเดียว ขึ้นชื่อว่าความชั่วความผิดเป็นไม่ประพฤติไม่กระทำทีเดียว ให้เป็นสุจริตทีเดียว นี่เรียกว่าเห็นภัยทั้งหลายในโทษแม้มีประมาณน้อย ขึ้นชื่อว่าโทษชั่วแล้ว ให้ความสุขแก่ตัวไม่มี มีแต่ให้ทุกข์แก่ตัวเป็นเบื้องหน้า ก็ละชั่วเสีย ขาดจากกาย วาจา จิต ให้บริสุทธิ์สนิทเป็นอันดี
สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบทน้อยใหญ่ ไม่เคลื่อนพระวินัยไปเท่าปลายขนปลายผม ตั้งอยู่ในกรอบพระวินัยแท้ ๆ เหมือนน้ำในมหาสมุทร มีมากน้อยเท่าใดไม่ล้นฝั่ง อยู่ในฝั่งนั่นแหละ อยู่ในขีดขอบสมุทรนั่นแหละ ไม่ล้นขอบสมุทรไปได้ นั่นฉันใด ภิกษุอยู่ในธรรมวินัย อยู่ในกรอบพระวินัยนั่นแหละ ประพฤติอยู่ในขอบศีลธรรมนั่นแหละ ไม่ประพฤติละเมิดอื่นจากศีลธรรมไป อย่างนี้ได้ชื่อว่า เห็นภัยทั้งหลายในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบทน้อยใหญ่ทั้งหลาย นี่ศีลของภิกษุโดยปริยายเบื้องสูง
๒. สมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำและเบื้องสูง
เมื่อกล่าวถึงศีลแล้วต้องกล่าวถึงสมาธิ สมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำสมาธิโดยปริยายเบื้องสูง
สมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำ นั้นท่านแนะนำว่า อริยสาวกในธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้า โผฏฺฐพฺพารมฺมณํ ลภติ สมาธึ ปล่อยอารมณ์ทำใจให้หยุด หลุดจากอารมณ์ทั้ง ๖ โผฏฺฐพฺพารมฺมณํ กริตฺวา ลภติ สมาธึ ปล่อยอารมณ์ทั้ง ๖ คือ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธัมมารมณ์ ใจหยุด นิ่ง เฉย ไม่ไปแตะ ไปเกี่ยวกับอารมณ์เหล่านั้น ไม่ไปกินอารมณ์เหล่านั้น ไม่ไปเอารสของอารมณ์เหล่านั้นมาพินิจพิจารณา ปล่อยอารมณ์ทั้ง ๖ เสียหมดทีเดียว ใจหยุดทีเดียว นี้เขาเรียกว่า โผฏฺฐพฺพารมฺมณํ กริตฺวา ลภติ สมาธึ ทำได้อย่างนี้ได้ชื่อว่าได้สมาธิแล้ว ลภติ สมาธึ ได้สมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำ
ลภติ จิตฺตสฺเสกคฺคตํ จิตที่หยุดนั่นแหละ นิ่ง หนักเข้าเป็นเอกัคคตา จิตอันนั้นแหละเป็นเอกัคคตา เป็นหนึ่งหนักเข้า แน่นหนักเข้า หนึ่งหนักเข้า แน่นหนักเข้า ไม่ขยับเขยื้อนละ นั้นได้ชื่อว่า ลภติ จิตฺตสฺเสกคฺคตํ สมาธึ เข้าถึงซึ่งความเป็นหนึ่งของจิตทีเดียว ไม่มีสองต่อไป นี้สมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำ
สมาธิโดยปริยายเบื้องสูง อีก ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ผู้ศึกษาในธรรมวินัย คือ ภิกษุ ๆ นั่นแหละเป็นผู้เข้าถึงซึ่งฌานสมาธิตามลำดับ
| ระดับฌานสมาธิ | องค์ประกอบสำคัญของฌานสมาธิ | ลักษณะดวงธรรมสมาธิและกายนมัสการภายใน |
| ปฐมฌาน | ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา | มีธรรมมารองรับเป็นดวงใหญ่วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๒ วา หนาคืบหนึ่ง กลมเป็นวงเวียนรอบตัวตั้งอยู่กลางกายมนุษย์ นั่นปฐมฌาน |
| ทุติยฌาน | ประกอบด้วย ปีติ สุข เอกัคคตา | อยู่ในกำเนิดของปฐมฌาน เมื่อเข้าถึงทุติยฌานดวงเท่ากัน กายรูปพรหมก็นิ่งอยู่ศูนย์กลางฌานที่หนึ่งที่สองนั้น |
| ตติยฌาน | ประกอบด้วย สุข เอกัคคตา | เข้าถึงซึ่งตติยฌาน อยู่ในกำเนิดของทุติยฌานดวงเท่ากัน |
| จตุตถฌาน | ประกอบด้วย เอกัคคตา อุเบกขา | นิ่งเฉยไม่มีสองต่อไป อยู่กลางกำเนิดของตติยฌานดวงเท่ากัน กายอรูปพรหมก็หยุดนิ่งอยู่ในศูนย์กลางปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานนั้น เข้าฌานไหนก็ฌานนั้น เข้ามาเป็นชั้นจนมาถึงชั้นที่สี่ |
ถ้าว่าประพฤติได้อย่างนี้ ได้ชื่อว่าภิกษุผู้นั้นเป็นผู้ได้ถึงซึ่งสมาธิโดยปริยายเบื้องสูงแล้ว นี้สมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำเบื้องสูง
๓. ปัญญาโดยปริยายเบื้องต่ำและเบื้องสูง
ส่วนปัญญา สมาธินั่นแหละเป็นเหตุปัญญา ปัญญาเกิดแต่สมาธิจริง ๆ อริยสาวกในธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้:
ปญฺญาย สมนฺนาคโต อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมาพุทฺธคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต
อริยสาวกในพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้เป็นผู้มีปัญญา พุทฺธคามินิยา คือ ผู้มาตามพร้อมแล้วด้วยปัญญาอันหยั่งเข้าถึงซึ่งความเกิดดับ เห็นหมดทั้งสากลโลก มีเกิดกับดับเท่านั้น ไม่ไปไหน จะเกิดมาเท่าไรก็ช่าง ก็ดับเท่านั้น เกิดมาหนึ่ง ก็ดับหนึ่ง เกิดมาสอง ก็ดับสอง เกิดมาสาม ก็ดับสาม เกิดมาสี่ ก็ดับสี่ เกิดมาห้า ก็ดับห้า เกิดมาเท่าไร ก็ดับเท่านั้น ไม่เกินกัน เกิดกับดับพอดี ถ้าไม่เกิด ก็ไม่ดับ ถ้าเกิดมาเท่าไรก็ดับเท่านั้น ปัญญาเห็นชัดหมดทั้งสากลโลก เห็นชัด ๆ อย่างนี้ นี่เรียกว่ามาตามพร้อมแล้วด้วยปัญญา แต่ว่ายังโดยปริยายเบื้องต่ำอยู่
อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมาพุทฺธคามินิยา สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา ปัญญาดำเนินถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ อันเป็นเครื่องเบื่อหน่ายอย่างประเสริฐ เบื่อหน่ายไปหมด เห็นจริงเห็นจังไป มีปัญญาอย่างชนิดนี้เรียกว่าปัญญาโดยปริยายเบื้องต่ำ
“ปัญญา” โดยปริยายเบื้องสูง นั้น ภิกษุในพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้ารู้ความเป็นจริงตามหลักอริยสัจ ๔ ดั่งนี้:
-
รู้ความตามเป็นจริงว่า นี่เป็นทุกข์ ควรกำหนดรู้
-
รู้ความตามเป็นจริงว่า ตัณหานี่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นี่ควรละมันเสีย
-
รู้ความตามเป็นจริงว่า นี่เป็นความดับทุกข์ ควรจะทำให้แจ้ง
-
รู้ความตามเป็นจริงว่า นี่เป็นข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์จริงๆ นั่นควรเจริญ
ทั้ง ๔ ประการนี้ใน ทุกขสัจจะ สมุทัยสัจจะ นิโรธสัจจะ มรรคสัจจะ เห็นความตามเป็นจริงเหล่านี้ นี้เป็นปัญญาโดยปริยายเบื้องสูง พระองค์ทรงตรัสเทศนาโดยปริยายเบื้องสูงเบื้องต่ำอย่างนี้ นี้เป็นพุทธภาษิตแท้ ๆ
๔. เรื่องข้อยกเว้นการบรรลุธรรมของสัตว์เดรัจฉาน
บัดนี้เราเป็นภิกษุ สามเณร หรือเป็นอุบาสก อุบาสิกาในพระพุทธศาสนา เป็นพุทธศาสนิกชน รู้จักพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงรับสั่งเมื่อครั้งพญานาคไปเฝ้าพระองค์ ธรรมดาสัตว์เดรัจฉานที่ได้มรรคผลในศาสนานั้น ไม่ได้เด็ดขาด พญานาคขอบวชในสำนักพระบรมศาสดา พระองค์ไม่ทรงรับ เพราะสัตว์เดรัจฉานไม่ได้มรรคผล ไม่ทรงรับ
พระพุทธพจน์ทรงตรัสแก่เอรกปัตตนาคราช
พระองค์ทรงตรัสเทศนาแก่เอรกปัตตนาคราชว่า:
ทุลฺลภญฺจ มนสฺสตฺตํ พุทฺธุปฺปาโท จ ทุลฺลโภ
ทุลฺลภา จ ขณสมฺปตฺติ สทฺธมฺโม ปรมทุลฺลโภ ฯ
เป็นคาถา ๔ บาท ที่ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นว่า ทุลฺลภญฺจ มนสฺสตฺตํ ความเป็นมนุษย์เป็นของได้ยาก ไม่ใช่ของได้ง่าย เราท่านทั้งหลายมาประสบพบพุทธศาสนา เพราะด้วยอัตตภาพได้เป็นมนุษย์นี้ นี่แหละเป็นของได้ยาก ไม่ใช่ของได้ง่าย
อุปมาความยากของการได้อัตตภาพเป็นมนุษย์
ยากอย่างไร? เกิดมาเต็มบ้านเต็มเมือง รบราฆ่าฟันกันป่นปี้ ที่ทางไม่พอเป็นอยู่ ไม่ยากอย่างไร? นึกถึงสัตว์เดรัชฉานในท้องทะเลเป็นอย่างไรบ้าง? นึกถึงมด ปลวก ในพื้นแผ่นดินบ้าง ที่จำนวนวัดปากน้ำนี่ ที่กำหนดเขตที่ ๓ ไร่กว่า ๆ นี้แหละ ว่าถึงสัตว์เดรัชฉาน มด ปลวก ไร เหา เล็น ละก็มากกว่ามนุษย์ในชมพูทวีปอีก ที่เท่านี้แหละ แผ่นดินกว้างออกไปเท่าไร? น้ำกว้างออกไปเท่าไร? น้ำคลองเดียวเท่านั้น ตัวไรน้ำมากกว่ามนุษย์ในชมพูทวีปขนาดนั้นนะ สัตว์เดรัชฉานนะ นั่นสัตว์เดรัชฉานสัตว์น้ำ สัตว์บกสัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ นะ อ้ายสัตว์ที่เราเห็นด้วยตาสัตว์ตัวโต ๆ ใหญ่ ๆ น่ะ ก็มากมายนักทีเดียวเหมือนกัน นับประมาณไม่ไหว เพราะฉะนั้นที่จะได้เป็นมนุษย์แต่ละคน ๆ ไม่ใช่เป็นของได้ง่าย ได้ยากนัก
หลักมนุษยธรรม: ธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์
ธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์น่ะมีอยู่ เขาเรียก “มนุษยธรรม” มนุษยธรรมน่ะต้องประพฤติบริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์วาจา บริสุทธิ์ใจ
| หมวดมนุษยธรรม | กายกรรม / วจีกรรม / มโนกรรม (กุศลกรรมบถ ๑๐) | เงื่อนไขการรักษาความบริสุทธิ์เพื่อให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ |
| บริสุทธิ์กาย ๓ |
๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์ ๒. เว้นจากการลักฉ้อ ๓. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม |
ต้องเว้นขาดจากใจ เมื่อเว้นขาดด้วยตัวแล้ว ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขอีก ๓ ประการคือ: • ไม่ชักชวน บุคคลผูื่นด้วย ๑๐ อย่างนี้ • ไม่ยินดี ผู้ที่ประพฤติผิดใน ๑๐ อย่างนี้ด้วย • ไม่สรรเสริญ พวกประพฤติผิดทั้ง ๑๐ อย่างนี้ด้วย |
| บริสุทธิ์วาจา ๔ |
๔. เว้นจากการพูดปด ๕. เว้นจากการพูดส่อเสียด ๖. เว้นจากการพูดคำหยาบ ๗. เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อโปรยปรายประโยชน์ |
ต้องอยู่ในความสำรวมระวังปรกติเป็นอันดี ถ้าบริสุทธิ์เช่นนี้ละก็ จึงจะเป็นมนุษย์กับเขาได้ ถ้าไม่บริสุทธิ์ถึงขนาดนี้เป็นมนุษย์ไม่ได้ นี่เป็นข้อสำคัญนัก ต้องบริสุทธิ์อย่างนี้จึงจะได้เป็นมนุษย์ ที่ได้เป็นมนุษย์เพราะบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ |
| บริสุทธิ์ใจ ๓ |
๘. เว้นจากโลภอยากได้ของเขา ๙. เว้นจากพยาบาทปองร้ายเขา ๑๐. เว้นจากเห็นผิดจากคลองธรรม |
~ |
การปฏิสนธิของคัพภเสยยสัตว์และกลลรูป
บริสุทธิ์กายวาจาใจ แตกกายทำลายขันธ์จากมนุษย์โลกนี้ต้องไปเกิดเป็น คัพภเสยยสัตว์ แต่ความบริสุทธิ์นั่นแหละเป็นยอดธรรมปรากฏบังเกิดขึ้นดวงหนึ่ง เท่าฟองไข่แดงของไก่ ไปติดอยู่ที่ขั้วมดลูกของมารดา มนุษย์ที่บริสุทธิ์นั้นก็เข้าไปเกิดในดวงนั้น กายละเอียดเข้าไปเกิดในดวงนั้น ไปอยู่ในดวงนั้นเหมือนลูกไก่อยู่ในฟองไข่ ไปอยู่ในดวงนั้นแล้ว นั่นบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ไม่มีร่องเสีย แล้วก็ กลลรูป ก็หุ้มดวงนั้น ของมารดาบิดาหุ้มดวงนั้น เป็นหญิงก็ดี เป็นชายก็ดีต้องเกิดท่านี้เหมือนกันหมด นี่เรียกว่าคัพภเสยยสัตว์ เกิดในท้องมารดา เขาทำที่กำเนิดให้มันเกิดไว้แล้ว
อายตนะมันดึงดูด เขาเรียกว่า โลกายตนะ โลกายตนะมันอยู่ที่มนุษย์นี่ ต้องมีแม่ มีพ่อ อย่างเดียวก็เกิดไม่ได้ มีแม่อย่างเดียวก็เกิดไม่ได้ มีแต่พ่อคนเดียว แม่คนเดียวก็เกิดไม่ได้ ต้องมีพ่อแม่มาด้วยรวมกัน มารวมกันเป็นสอง และต้องประกอบธาตุธรรมให้ถูกส่วน ไม่ถูกส่วนไม่เกิด เกิดไม่ได้ เขาบอกว่าง่ายนิดเดียวทำมนุษย์ให้เกิด อ้ายคนที่มันไม่มีลูก มันบอกว่าอยากมีลูกจริง บนบานศาลกล่าวเท่าไรก็ไม่ได้ อ้าว ไปถามเขาดูสิ ไม่ได้จริงๆ เด็ดขาด ลองดูเถอะไม่ได้ทีเดียว ถ้าว่าทำให้ถูกส่วนไม่เป็นละก็ มันจะไม่เกิดละ
ก็เพราะเหตุฉะนั้น เป็นมนุษย์ไม่ใช่เป็นของเกิดง่ายนักหรอก เป็นของได้ยากนัก เหตุนี้พระองค์จึงได้ทรงรับสั่งว่า ทุลฺลภญฺจ มนสฺสตฺตํ ความที่ได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นของได้ยาก ไม่ใช่ของได้ง่าย ถ้าเรานึกถึงตัวของเราไปละก็ว่าได้ยากจริง ความบริสุทธิ์กายวาจา ใจ ไม่มีร่องเสียนั่นนึกดูซิ วันหนึ่งล่วงไปตั้งหลายหน หลายครั้ง แล้วมันจะได้เกิดเป็นมนุษย์กับเขาได้อย่างไร? มันก็เกิดไม่ได้ ต้องบริสุทธิ์จริงๆ จึงจะเกิดได้ นี่ข้อที่หนึ่ง
ข้อที่สอง: พุทฺธุปฺปาโท จ ทุลฺลโภ (ความยากของการบังเกิดพระพุทธเจ้า)
ข้อที่สอง พุทฺธุปฺปาโท จ ทุลฺลโภ ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นของได้ยาก เกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าน่ะ นี่ยากใหญ่ทีเดียว ไม่ใช่เป็นของพอดีพอร้ายละ ผู้ที่ทำเป็นจึงจะรู้ว่ายาก จึงจะรู้ว่าเป็นของลึกซึ้ง พวกที่ทำธรรมกายเป็น เข้าถึงธรรมกายเป็นละก็ นั่นแหละเป็นความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าทีเดียว ไม่ใช่ง่ายทีเดียว
ดูมนุษย์ในประเทศไทยหมดทั้งประเทศ หมดทั้งชมพูทวีป เวลานี้มีธรรมกายในตัวน่ะ มีพวกญาติของพระบวชใหม่ และพระบวชใหม่นี้เป็นคนรู้แล้วเรียนแล้ว จะเอาไปสอนเขาเป็นไม่กี่คนนัก แล้วก็เป็นอยู่ ๓๐ กว่าคนแล้ว ๓๘ หรือ ๔๐ แล้ว ๓๙ แล้วไปสอนเป็นให้มีธรรมกายเป็นพระพุทธเจ้าไป ๓๘ อ้า..สามสิบเก้าคนแล้ว เรียนเป็น ไปไม่เท่าไรหรอก สอนได้ขนาดนี้มีฤทธิ์มีเดชอย่างนี้
วิญญาณแห่งการเผยแผ่วิชชาธรรมกายสู่ประเทศญี่ปุ่น
องค์นี้แหละเขาสั่งลงมาให้เป็นครูพวกญี่ปุ่น จะสั่งสอนญี่ปุ่นให้ได้มากทั่วทั้งประเทศนั่นแน่ะ องค์นี้แหละญี่ปุ่นจะต้องเคารพยำเกรงหมดทีเดียว สอนศักดิ์สิทธิ์สอนเก่ง สอนพวกเร็วคล่องแคล่วเข้าใจสอน พอเป็นธรรมะเท่านั้นก็เข้าใจแจก เพราะเป็นตัวประกาศ เขาส่งเขาสั่งให้มาเป็นมนุษย์ มาประกาศพระพุทธศาสนา ไม่ใช่มาทำเรื่องอื่น มาประกาศพระพุทธศาสนา ญี่ปุ่นชอบเข้าแล้ว ญี่ปุ่นรู้เรื่องธรรมกาย เรื่องพระพุทธเจ้าเข้าแล้ว
ถ้าญี่ปุ่นเข้าใจได้เช่นนี้ละก็ญี่ปุ่นทั้งประเทศต้องบูชาประเทศไทย ว่าประเทศไทยนี่มีของดีจริง ต่อไปไม่รบไม่ข่มเหงประเทศไทยแล้ว สงสารประเทศไทยต้องห้อมล้อมดูประเทศไทยทีเดียว นี้เป็นเรื่องสำคัญอยู่อย่างนี้ ไม่ต้องสร้างอาวุธยุทธภัณฑ์ ทำธรรมกายให้เป็นขึ้น ให้เข้าถึงพระพุทธเจ้า ทำพระพุทธเจ้าให้เป็น แล้วก็พระพุทธเจ้าได้แจกไป ถ้าแจกไปรู้หมดทั่วประเทศญี่ปุ่นเป็นไง? ประเทศญี่ปุ่นก็ไหว้ประเทศไทย ก็ดูแลประเทศไทยเป็นพี่เลี้ยงประเทศไทยทีเดียว ไม่ต้องระวังเรื่องการเมืองกัน นี้ดีอย่างนี้นะ ไม่ใช่พอดีพอร้าย
แล้วก็จะหาเงินหาทองบ้าง เอ้า เงินทองมาเลี้ยงครอบครัวเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่สักร้อยเท่าพันเท่าก็เลี้ยงได้หมดนั่นแหละ ไม่ยากลำบากอะไรหรอก จะเลี้ยงอาหารก็เขาเอามาให้คนละถ้วยละจานเท่านั้นแหละ เลี้ยงไปสักพันครัวก็ไม่หมด ไม่หมดไม่สิ้น นี้เรื่องพระพุทธศาสนานั้นเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องไปหาเงินทองข้าวของ เมื่อประพฤติถูกส่วนเข้าแล้ว เงินทองข้าวของมันมาหาเอง ข้าวปลาอาหารมาหาเองทั้งนั้น จะไปอยู่ในป่า ในดอนในดงที่ไหนก็ไป แต่เงินทองข้าวของมาหาเองทั้งนั้น
วิธีสอนให้รู้จักและเข้าถึงพระธรรมกายภายใน
นี่ทางพุทธศาสนา แต่ว่าเดินลึก สงเคราะห์อนุเคราะห์มหาชน อนุชนทั้งหลายให้รู้ธรรมกายจริงๆ วิธีสอนให้รู้จักธรรมกาย ให้ถึงธรรมกาย ให้เป็นพระพุทธเจ้า เข้าถึงพระพุทธเจ้าน่ะจะทำอย่างไร? อ้าว ทีนี้ก็สอนความเป็นพระพุทธเจ้าให้ฟัง คอยตั้งใจฟังแล้วก็คอยทำตามไปนะ
เอาใจหยุดนิ่ง ตั้งกายให้ตรง เอาใจหยุดนิ่งศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย สะดือทะลุหลังขึงด้ายกลุ่มเส้นหนึ่งตึง ขวาทะลุซ้ายขึงด้ายกลุ่มเส้นหนึ่งตึงตรงกันแค่กัน พอขึงตึงเข้าทั้งสองเส้นตรงกลางจดกัน อ้ายตรงกลางด้ายกลุ่มที่จดกันนั้นแหละเขาเรียกว่า กลางกั๊ก ต้องเอาใจไปหยุดนิ่งอยู่ตรงกลางกั๊กนั่นแหละ จะได้รู้ว่ายากอย่างนี้ไงเล่า ให้เข้าใจว่ายากอย่างนี้จริงๆ นะ เอาใจไปจดนิ่งอยู่กลางกั๊กนั่น
การดำเนินจิตผ่านดวงธรรมทั้ง ๖ ของกายมนุษย์
พอนิ่งถูกส่วนเข้า “หยุด” พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั่น กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง พอถูกส่วนเข้าเท่านั้นแหละ เห็น ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน อยู่ในกลางของใจที่หยุดนั่นแหละ กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง หนักเข้าก็เห็นดวงใสเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์นั่นแน่ะ นั่นแหละขึ้นต้นละ
คราวนี้ พอขึ้นรูปนั้นละก็ใจก็หยุดอยู่ตรงกลางนั่นอีก หยุดนิ่งอยู่กลางดวงนั่นแหละ พอหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั่น กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง พอถูกส่วนเข้าเท่านั้นแหละ เข้าถึง ดวงศีล แล้ว ดวงเท่ากัน เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ใสหนักขึ้น
ใจก็หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีลนั่นแหละ พอถูกส่วนเข้า พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั่น กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง นิ่ง ถูกส่วนเข้าถึง ดวงสมาธิ ดวงสมาธิก็ใสเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ใสหนักขึ้นไป
ใจก็หยุดนิ่งอยู่กลางดวงสมาธินั่นแหละ พอหยุดนิ่งอยู่กลางดวงของสมาธิก็หยุดอยู่กลางของกลาง เข้ากลางของกลาง กลางของกลาง พอถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงปัญญา ดวงเท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์เท่ากัน
หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา พอใจหยุดก็หยุดนิ่ง เข้ากลางของกลาง หยุดนิ่ง นิ่งหนักเข้าๆๆ เข้าถึง ดวงวิมุตติ ดวงเท่ากัน
ใจหยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตตินั่นแหละ พอหยุดนิ่งก็เข้ากลางของกลางๆ นี่หยุดอันเดียว เราเดินกลางอันเดียว กลางของกลางๆ พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั่นแหละ พอหยุดนิ่งถูกส่วนเข้า กลางของใจที่หยุด กลางของกลาง กลางของกลาง พอถูกส่วนเข้า เห็น กายมนุษย์ละเอียด ก็อ้ออ้ายนี่เอง เมื่อเวลาฝันออกไป ไปทำเรื่องของฝันมาเป็นที่เป็นทาง เป็นฐาน แล้วมาเล่าให้กายมนุษย์ แล้วกายมนุษย์รู้ขึ้น ตื่นขึ้นก็รู้เรื่องของฝัน อ้ายกายนี้เองนี่เล่า อยู่ในกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนี้เอง แต่ก่อนเราไม่รู้เลยว่าอยู่ที่ไหนกายนี้ พอเข้าถูกส่วนเข้าเช่นนั้นก็เข้าใจ
การดำเนินจิตผ่านดวงธรรมของกายมนุษย์ละเอียด (เข้าสู่กายที่ ๓)
เมื่อไปเห็นกายมนุษย์ละเอียดเข้า ก็ให้กายมนุษย์ละเอียดนั่งเหมือนกายมนุษย์หยาบนี่แหละ อยู่ข้างในแบบเดียวกัน ใจกายมนุษย์ละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดอีก นิ่งๆๆๆ หนักเข้า พอนิ่งถูกส่วนเข้า พอใจหยุดก็เข้ากลางของหยุดนั่น กลางของกลาง พอถูกส่วนเข้าเห็น ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แบบเดียวกัน
ใจหยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน พอถูกส่วนเข้าหยุด ก็เข้ากลางของกลางที่หยุด กลางของกลางๆ พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึง ดวงศีล หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีลนั่นแหละ พอถูกส่วนเข้า เข้ากลางของใจที่หยุดนั่น กลางของกลางๆ ก็เห็น ดวงสมาธิ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงสมาธินั่นแหละ พอถูกส่วนเข้าก็กลางของใจที่หยุดนั่น กลางของกลางๆ หยุดนิ่ง เข้าถึง ดวงปัญญา หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา พอถูกส่วนเข้า เข้ากลางใจที่หยุดนั่นแหละ กลางของกลางๆ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตตินั่นแหละ พอถูกส่วนเข้า เข้ากลางของใจที่หยุดนั่น กลางของกลางๆ เห็น ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั่นแหละ พอถูกส่วนเข้าเข้ากลางของใจที่หยุดนั่น กลางของกลางๆ ถูกส่วนเข้าเห็น กายทิพย์ กายที่ฝันในฝัน เอ้า นี่มันกายที่ ๓ นี่เห็นกายที่ ๓ แล้ว
การเข้าถึงกายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด และกายรูปพรหม
การเข้าถึงกายทิพย์ละเอียด (กายที่ ๔): ใจก็หยุดนิ่งให้กายที่ ๓ นั่นนั่งเข้าเหมือนกายที่ ๒ นั่น ใจของกายที่ ๓ ให้หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายที่ ๓ นั่น ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน นิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็เห็น ดวงศีล หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้าถึง ดวงสมาธิ แบบเดียวกัน หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงปัญญา หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าเห็น กายทิพย์ละเอียด เป็นกายที่ ๔
การเข้าถึงกายรูปพรหม (กายที่ ๕): ใจของกายทิพย์ละเอียด หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียดถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงศีล หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงสมาธิ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงปัญญา หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้าก็เห็น กายรูปพรหม เป็นกายที่ ๕
การเข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด (กายที่ ๖): ใจของกายรูปพรหม ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม ซ้อนกันอยู่ทีเดียว พอถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึง ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึง ดวงศีล หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้าเข้าถึง ดวงสมาธิ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึง ดวงปัญญา หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้า เข้าถึง กายรูปพรหมละเอียด เป็นกายที่ ๖
การเข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม จนถึงกายธรรม
การเข้าถึงกายอรูปพรหม (กายที่ ๗): ใจกายรูปพรหมละเอียด หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียดอีก พอถูกส่วนเข้าเท่านั้นแหละ เข้าถึง ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน พอถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงศีล หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้าเข้าถึง ดวงสมาธิ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงปัญญา หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึง กายอรูปพรหม
การเข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด (กายที่ ๘): ใจกายอรูปพรหม ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึง ดวงศีล หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้าเข้าถึง ดวงสมาธิ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงปัญญา หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้า พอถูกส่วนเข้าเท่านั้น เข้าถึง กายอรูปพรหมละเอียด
การเข้าถึงกายธรรม (กายที่ ๙): ใจกายอรูปพรหมละเอียด หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด ถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึง ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึง ดวงศีล หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้าเข้าถึง ดวงสมาธิ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงปัญญา หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้า เข้าถึง กายธรรม
รูปเหมือนพระปฏิมากร เกตุดอกบัวตูม ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า นี่แน่ะถึงพระพุทธเจ้าแล้ว เห็นไหมล่ะ
การดำเนินจิตสู่พระพุทธเจ้าที่แท้จริง (พระอรหัตตมรรค-พระอรหัตตผล)
นี่มาถึงพระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นแล้ว ยัง ยังไม่พอ ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าแท้ นี่เป็นแต่เพียงตอนต้นพระพุทธเจ้า ตอนปลายพระพุทธเจ้าไปอีก ๑๐ กาย ถึงพระพุทธเจ้าที่แท้ละ นี่ตอนนี้เป็นพระพุทธเจ้าตอนต้น
การเข้าถึงธรรมกายละเอียด: ใจกายธรรมกาย ก็ขยายส่วนหน้าตักธรรมกายเท่าใด ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายก็เท่านั้น วัดผ่าเส้นศูนย์กลางกลมรอบตัว ใจกายธรรมก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย พอถูกส่วนเข้าเท่านั้นแหละ เห็น ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงเท่ากับธรรมกาย นั่นหยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเห็น ดวงศีล หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล เห็น ดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เห็น ดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า เห็น ธรรมกายละเอียด หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป
การดำเนินจิตเข้าสู่ธรรมกายพระโสดา และพระโสดาละเอียด
การเข้าถึงธรรมกายพระโสดา: ใจธรรมกายละเอียด หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรม ที่ทำให้เป็นธรรมกายละเอียด พอถูกส่วนเข้าเท่านั้นแหละ เข้า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงปัญญา หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า เห็น ธรรมกายพระโสดา หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป
การเข้าถึงธรรมกายพระโสดาละเอียด: ใจพระโสดา หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดาพอถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า ถึง ดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงสมาธิ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงปัญญา หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึงธรรมกายของ พระโสดาละเอียด หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป
นี่เกือบเป็นพระพุทธเจ้าที่สุดละหนา
การดำเนินจิตเข้าสู่ธรรมกายพระสกิทาคา และพระสกิทาคาละเอียด
การเข้าถึงธรรมกายพระสกิทาคา: ใจกายพระโสดาละเอียด หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดาละเอียด พอถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงศีล หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงสมาธิ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงปัญญา หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางปัญญา ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ธรรมกายพระสกิทาคา หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้น
การเข้าถึงธรรมกายพระสกิทาคาละเอียด: ใจของพระสกิทาคา หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรม ที่ทำให้เป็นพระสกิทาคาแบบเดียวกัน ถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึง ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึง ดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ธรรมกายพระสกิทาคาละเอียด หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป
การดำเนินจิตเข้าสู่ธรรมกายพระอนาคา และพระอนาคาละเอียด
การเข้าถึงธรรมกายพระอนาคา: ใจของพระสกิทาคาละเอียด หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรม ที่ทำให้เป็นพระสกิทาคาละเอียด พอถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึง ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้าเข้าถึง ดวงสมาธิ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ พอถูกส่วนเข้า เข้าถึง ธรรมกายพระอนาคา หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป
การเข้าถึงธรรมกายพระอนาคาละเอียด: ใจของพระอนาคา หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรม ที่ทำให้เป็นพระอนาคา ถูกส่วนเข้า เห็น ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าเห็น ดวงศีล หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้าเข้าถึง ดวงสมาธิ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงปัญญา หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้าเข้าถึง ธรรมกายพระอนาคาละเอียด หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป
จะเป็นพระพุทธเจ้าแล้วหนา จะเป็นพระพุทธเจ้าที่จริงแท้ละ
การดำเนินจิตเข้าสู่ธรรมกายพระอรหัต และพระอรหัตละเอียด
การเข้าถึงธรรมกายพระอรหัต: ใจพระอนาคาละเอียด หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคาละเอียด พอถูกส่วนเข้า ก็ถึง ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงใหญ่วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๒๐ วา กลมรอบตัว หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานพอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึง ดวงศีล ดวงเท่ากัน ๒๐ วา กลมรอบตัว เหมือนกัน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้าเห็น ดวงสมาธิ ดวงเท่ากัน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เห็น ดวงปัญญา หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้าเห็น ดวงวิมุตติ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เห็น ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ธรรมกายพระอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม
นี่ตัวพระพุทธเจ้าจริง ๆ นี่เป็นวิราคธาตุวิราคธรรมจริง ๆ หนา ประเสริฐ เลิศทีเดียว
การเข้าถึงธรรมกายพระอรหัตละเอียด: ใจพระอรหัต หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัต พอถูกส่วนเข้า ก็ถึง ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๒๐ วา กลมรอบตัว หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า เห็น ดวงศีล หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า เห็น ดวงสมาธิ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า ถึง ดวงปัญญา หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า ถึง ดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า ถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า เข้าถึง ธรรมกายพระอรหัตละเอียด หน้าตัก ๓๐ วา สูง ๓๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป
นี่ถูกส่วนละ ธรรมกายตอนปลายนี้ ธรรมกายพระอรหัตนั่นแหละตัวพระพุทธเจ้าแท้ ๆ เทียว ธรรมกายพระอรหัตละเอียดนั่นก็พระพุทธเจ้าแท้ ๆ ทีเดียว
พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ในวิชชาธรรมกาย
-
ธรรมกายพระอรหัตที่หยาบนั่นเรียกว่า พุทธรัตนะ
-
ธรรมกายที่ละเอียดนั่นเรียกว่า สังฆรัตนะ
-
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย นั่นเรียกว่า ธรรมรัตนะ
พุทธรัตนะ คือ กายพระพุทธเจ้า ธรรมรัตนะ คือ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า สังฆรัตนะ ธรรมกายละเอียดอยู่ในดวงธรรมรัตนะนั่น เรียกว่า สังฆรัตนะ นี้พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใส นี่แหละเรียกว่า พระพุทธเจ้าแหละ นี่แหละพระพุทธเจ้าแท้ ๆ
วิราคธรรม ธรรมอันประเสริฐเลิศกว่าธรรมทั้งปวง
วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ
ละ นี่แหละที่ท่านยกบาลีว่า สงฺขตวา อสงฺขตวา วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ * สังขตธรรม ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งได้
-
อสังขตธรรม ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้
-
วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ วิราคธรรม ประเสริฐเลิศกว่า สังขตธรรมและอสังขตธรรมเหล่านั้น
เมื่อถึงวิราคธรรมที่เป็นตัวพระพุทธเจ้าแท้ ๆ ทั้งหยาบ ทั้งละเอียด เมื่อรู้จักเช่นนี้เห็นไหมล่ะ แต่เพียงแสดงให้ฟังเช่นนี้เราก็เบื่อเสียแล้ว ไม่ต้องไปทำละ ก็มันยากอย่างนี้ ฟังก็ยาก เข้าใจก็ยาก รู้ก็ยาก เบื่อทีเดียว ไม่อยากจะฟังเชียว ถ้าไม่นึกอายในใจ เห็นท่าจะลุกไปเสียทีเดียว มันน่าลำบาก นี่มันยากแค้นอย่างนี้ นี่เห็นไหมล่ะ มันยากแค้นอย่างนี้ พึงรู้เถิดว่าที่ท่านทรงรับสั่ง พุทฺธุปฺปาโท จ ทุลฺลโภ ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นของยากอย่างนี้
ความแตกต่างระหว่างจิตของผู้ใหญ่กับจิตของเด็ก
นี้พระบวชใหม่ท่านทำเป็นแล้ว เป็นแล้วอย่างนี้ ท่านจึงละสมบัติพัสถานได้ ท่านจึงบวชจริง ตั้งใจจริง ท่านไปสอนในประเทศญี่ปุ่นมาทั้งประเทศละนี่น่ะ เพราะท่านถึงนี่แล้ว ท่านถึงความเป็นพระพุทธเจ้าอย่างนี้แล้ว ถึงตลอดถึงไกลไปกว่านี้ไปอีกนับไม่ถ้วน ท่านไปไกลแล้ว เพราะฉะนั้นท่านเห็นจริงเห็นจังอย่างนี้แล้ว นี่แหละ ธรรมอันนี้เป็นของลึกซึ้ง ถ้าว่าผู้ใดไปถึงเข้าแล้ว ผู้นั้นก็จะรู้สึกน่ะ ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย
พุทโธ่เอ๋ย เราเกิดมาตั้งแต่เล็กจนโต เป็นหนุ่มเป็นสาว ครองเหย้าครองเรือน เหมือนเด็กจริงๆ เด็กๆ เล่นขายของกันแท้ๆ เดี๋ยวก็ตี เดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เพราะอ้ายนั่นไม่พอ อ้ายนี่ไม่พอ หึงหวงกันต่างๆ นานา เหมือนเด็กๆ เล็กๆ แท้ ถ้าไปถึงพระเข้าแล้วก็ ไอ้นี่มันไม่ใช่เรื่องอย่างนี้หรือนี่ นี่แกก็ไปเห็นอย่างนั้นเข้าเหมือนกัน แกจึงทิ้งบ้านทิ้งช่อง แม้ใครจะมายอมเป็นภรรยา แกก็ไม่ยอมอีกนั่นแหละ แกกลัวจะเล่นเรื่องเด็กกันอีก แกกลัว แกรีบมาเสีย แกกลัวจะไปเล่นเรื่องเด็กกันอีก ยุ่งๆ เหยิงๆ กันต่างๆ นานา
ที่รบกันไปรบกันมานั้น มันก็เรื่องเด็กๆ นะ ไม่ใช่เรื่องผู้ใหญ่ ถ้าเรื่องผู้ใหญ่ไม่รบกันดอก ดูแต่ผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่นั้นซิ อยู่ด้วยกันไปๆ ก็ไม่เป็นไร โอบอ้อมอารีซึ่งกันและกัน ไม่ค่อยจะเป็นอันตรายนัก แต่ว่าต่างคนต่างก็เป็นผู้ใหญ่ เป็นเด็กๆ ไม่รู้เดียงสา พูดกันไม่รู้เรื่อง ฟังกันไม่รู้เรื่อง กลับเป็นเด็กๆ เสียอีก
เพราะเหตุนี้ ความเป็นพระพุทธเจ้าเป็นของได้ยาก ต้องเป็นผู้ใหญ่จริงๆ นะจึงจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ ถ้าเป็นเด็กๆ เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ ยังทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ สมัยเมื่อยังเป็นเด็กๆ พระพุทธเจ้าไม่มีทะเลาะกันกับใคร ใจดีนักทีเดียว ไม่ข้องแวะกับใคร ไม่กระทบกระเทือนใครทีเดียว สังเกตดูพระบวชใหม่ แกไม่กระทบกระเทือนแก่ใครๆ แกหลบของแกตามเรื่องของแกทีเดียว เพราะเหตุอะไร? แกเป็นผู้ใหญ่เข้าแล้ว มีธรรมของผู้ใหญ่เข้าแล้ว มีกระแสพระพุทธเจ้าเข้าแล้ว เป็นพระพุทธเจ้าเข้าแล้ว มีได้ยากอย่างนี้ ของได้ยาก ไม่ใช่ได้ง่าย หลายคนด้วยกันพี่น้อง ก็มีน้องสุดท้องก็ยังไม่ได้กับเขาเลย ประพฤติกับเขาเหมือนกัน น้องรองมานั้นได้แล้ว พี่ชายยังไม่ได้ มารดาก็ได้แล้ว เพราะเห็นเข้าแล้วในวันนั้น
อานุภาพดวงบุญใหญ่ที่หล่อเลี้ยงการเผยแผ่วิชชาในประเทศญี่ปุ่น
วันนี้เขาทำบุญเป็นอย่างแปลกประหลาดอย่างอัศจรรย์ คนที่รู้จักบุญเห็นบุญเช่นนี้ บุญก็ไหลมาเหลือประมาณนับประมาณไม่ได้ เจ้าของเขาก็เห็นเป็นดวงใหญ่โตมโหฬารนับประมาณไม่ได้ บุญที่ส่งมาคราวนี้แหละจะได้เป็นกำลังของพระบวชใหม่ ให้ประกาศศาสนาในประเทศญี่ปุ่น ให้ญี่ปุ่นเขาเคารพนบนอบหมดทั้งประเทศ มันสำคัญอย่างนี้ ส่งบุญมาวันนี้ ต้นธาตุส่งบุญมาให้มโหฬารทีเดียว นับประมาณไม่ไหว
เหตุนี้ความจะได้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นของได้ยากอย่างนี้ เพราะว่า ขณสมฺปตฺติ ที่เราถึงพร้อมด้วยขณะด้วยสมัยเช่นนี้ ไม่ใช่ง่ายนะ หมดทั้งประเทศไทย ไม่ใช่ง่ายหรอก ทั้งประเทศไทยทั้ง ๑๘ ล้านเศษๆ นี้ เราเข้าใจ เขานับถือพระพุทธศาสนาทุกคนหรือ? ที่ไหนก็มี ศาสนาต่างๆ ก็มี ศาสนาผีก็มี เจ้าก็มี ต่างๆ นานา ศาสนาพุทธจริงๆ มีน้อย ถ้าไม่เข้าถึงพระพุทธเจ้า ไม่เป็นพระพุทธเจ้า ไม่เห็นพระพุทธเจ้า ที่จะถึงพระพุทธเจ้าจริงๆ น้อยนัก ต้องเห็น ต้องเป็น จึงจะถือแท้แน่นอน ที่เขาถือจริงก็มีอยู่ ยังไม่เห็น ยังไม่เป็นก็ถือจริงเหมือนกัน นั่นก็จริงใช้ได้เหมือนกัน แต่ว่ายังไม่มั่นนัก ต้องเป็นจึงจะมั่นหมาย
ข้อที่สาม: ทุลฺลภา ขณสมฺปตฺติ (ความยากของการถึงพร้อมด้วยขณะสมัย)
ท่านจึงวางตำราไว้ในบาทที่สามว่า:
ทุลฺลภา ขณสมฺปตฺติ
ที่จะถึงพร้อมด้วยขณะด้วยสมัยเป็นของได้ยาก ไม่ใช่เป็นของได้ง่าย
ขณะสมัยเป็นอย่างไร? ขณะสมัย ๘ พระพุทธเจ้ามาอุบัติตรัสขึ้นในโลก พระสิทธัตถราชกุมาร ตรัสขึ้นในโลก หรือมีธรรมกายปรากฏขึ้นเช่นนี้แล้ว นี่พระพุทธเจ้ามาตรัสขึ้นในโลกแล้ว ในโลก ขันธโลก สัตวโลกแล้ว ในตัวสัตว์นี่เอง ไม่อยู่ที่ไหน ธรรมกายเกิดขึ้นแล้วที่จะมีผู้เชื่อจริง เห็นจริงได้ยากนัก
ตารางสรุปสภาวะอขณะ ๘ ประการ (สมัยอันไม่สมควรแก่การเข้าถึงธรรม)
| ลำดับอขณะ | สภาวะและภพภูมิที่ไปบังเกิดตามเทศนาของหลวงปู่ | เหตุผลและอุปสรรคที่ไม่สามารถเข้าถึงทางมรรคผลได้ |
| ๑ | ไปเกิดเสียปลายดงปลายแขม แคว้นชนบท บ้านป่าเมืองดอน | ธรรมกายไม่รู้เรื่องของพระพุทธเจ้ากับเขา มันจะรู้เรื่องอะไร ร้อยวันพันปีภิกษุ สามเณรไม่กรายไปแม้แต่ทีหนึ่ง มันเกิดมาก็ตายเปล่า ไปดูซิ ถามว่าเคยพบพระนครบ้างหรือเปล่า ไม่ได้เคยไปเลย นั่นแน่ะถึงขนาดนี้แน่ะ มันไปดูปลายดงปลายแขมเสียขนาดนี้นะ นี่แนะเมื่อพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมันจะรู้เรื่องอะไร ไม่รู้เรื่องทีเดียว นี้เป็นอขณะอสมัยทีเดียว |
| ๒ | ไปเกิดในอรูปสัตว์ อสัญญีสัตว์ ต่อภพข้างบนโน่นแน่ะ | ไปเสวยสุขเสีย ๘๔,๐๐๐ กัลป์ ๘๔,๐๐๐ มหากัลป์นั่น มันก็ไม่ได้พบพระพุทธเจ้า ไปเป็นอสัญญีสัตว์อยู่พรหมชั้นที่ ๑๑ ไปนั่งไปนอนเป็นตุ๊กตาหินอยู่นั่นเอง นั่นเขาเรียกว่า พรหมลูกฟัก ไม่รู้บาป รู้บุญ รู้คุณ รู้โทษอะไร ไปนอนเฉยอยู่นั่นล่ะ ไม่เอาเรื่องเอาราวกับใคร นับเป็นตั้ง ๕๐๐ มหากัลป์อยู่นั่นแหละ พระพุทธเจ้ามาตรัสเท่าไรๆ ไม่รู้เหมือนกัน นั่นมันก็เป็นอขณะอสมัยเหมือนกัน |
| ๓ | เกิดในโลกที่พระพุทธเจ้ามาตรัส แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิไปเสีย | ไม่เชื่อความเป็นพระพุทธเจ้าทีเดียว แกไม่เชื่อทีเดียวนั่นแหละ จะกระทำอย่างไรแกก็ไม่เชื่อ แกเป็นมิจฉาทิฏฐิเสีย นั่นถึงจะอยู่รวมหมู่เดียวคณะเดียว ก็เป็นอขณะอสมัย ไม่ได้เรื่องอีกเหมือนกัน |
| ๔ | เกิดมาในมนุษย์โลก แต่ใบ้ บ้า บอด หนวก | เสียเอาเรื่องไม่ได้อีก เป็นอขณะอสมัยอีก |
| ๕ | ไปเกิดในอเวจี | เป็นสัตว์นรกเสียอีกแล้ว ไม่ได้เรื่อง |
| ๖ | เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน | ตกอยู่ในอบายภูมิเสียแล้ว มันก็เป็นอขณะอสมัยไม่ได้เรื่อง |
| ๗ | เกิดเป็นเปรต | ตกอยู่ในอบายภูมิเสียแล้ว มันก็เป็นอขณะอสมัยไม่ได้เรื่อง |
| ๘ | เกิดเป็นอสุรกาย | อยู่ในอบายภูมิเสียแล้ว มันก็เป็นอขณะอสมัยไม่ได้เรื่อง |
(หมายเหตุ: หลวงปู่ได้แจกแจงเพิ่มเติมถึงผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์รู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ชอบ รู้สูงรู้ต่ำทุกอย่าง แต่ไม่เข้าใจ แนะนำสั่งสอนคนอื่นไม่ได้ เป็นพุทธศาสนาแท้ ๆ แต่อุดหนุนมิจฉาทิฏฐิเสียจนได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นอขณะอสมัยกับเขา เป็นอขณะอสมัยแท้ ๆ ไม่ได้มรรคผล)
อานุภาพความว่องไวของผู้ถึงพร้อมด้วยขณะสมัย
พวกเหล่านี้ต่อเมื่อใดพระพุทธเจ้ามาอุบัติตรัสในโลก เชื่อแท้ เห็นแท้ เหมือนกับพระบวชใหม่ อย่างนี้มันก็ต้องทำธรรมกายเหมือนอย่างนั้นนั่นแน่ะ เขาถึงพร้อมด้วยขณะด้วยสมัยอย่างนั้นแน่ ถึงพร้อมด้วยขณะด้วยสมัยอย่างนั้นแน่ะสมบูรณ์บริบูรณ์ทีเดียว
พระพุทธเจ้าในนิพพานตาย เดี๋ยวเขาไปเฝ้าพระพุทธเจ้าก็ได้ ไปถามพระพุทธเจ้า ไปจับมือถือแขนท่านก็ได้ พระพุทธเจ้าจะลูบหูลูบหัวท่านก็ได้ พระพุทธเจ้าท่านจะเอามือลูบหูลูบหัวก็ได้ จับมือถือแขนท่านก็ได้ อย่างนี้ เขาว่องไวอย่างนี้ อย่างนี้แหละถึงจะอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าท่านนิพพานไปแล้ว เขาเกิดเป็นมนุษย์เช่นนี้ เขาก็เหมือนพระพุทธเจ้ามีพระชนม์อยู่ เขาจะเฝ้าพระพุทธเจ้าเวลาใดก็ได้เวลานั้น ให้พระพุทธเจ้ามาสู่หาเวลาใด ก็มาสู่หาเขาเวลานั้น ในขณะจิตนั้นไม่คลาดเคลื่อน นี่เขาถึงพร้อมด้วยขณะด้วยสมัย มันเป็นอย่างนี้ ได้ยากนี่ ไม่ใช่เป็นของง่าย ไม่ใช่เป็นของง่าย เป็นของได้ยากนักหนาทีเดียว นี่เรียกว่า ทุลฺลภา ขณสมฺปตฺติ ถึงพร้อมด้วยขณะด้วยสมัย พระพุทธเจ้าน่ะทรงรับสั่งว่า เป็นของได้ยาก ไม่ใช่เป็นของธรรมดา
ข้อที่สี่: สทฺธมฺโม ปรมทุลฺลโภ (พระสัทธรรมเป็นของได้ยากอย่างยิ่ง)
สทฺธมฺโม ปรมทุลฺลโภ สัทธรรมเป็นของได้ยากอย่างยิ่ง
นี่เป็นของพระพุทธเจ้าแท้ ๆ สัทธรรมเป็นของได้ยากอย่างนี้ สัทธรรมน่ะอะไรเป็นของได้ยากอย่างนี้? สัทธรรมน่ะ คือ ธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า ธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้าน่ะดวงใหญ่อยู่กลางกายพระพุทธเจ้า สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย กลางกั๊กนั่นพอดี กลางกายนั่นพอดี วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๒๐ วา กลมรอบตัว กายละเอียดก็แบบเดียวกัน กายหยาบก็แบบเดียวกัน นี่เป็นองค์สัทธรรมอันถึงได้ยาก ที่จะเข้าถึงได้ยาก ที่จะรู้จักก็ยาก ธรรมดวงนี้น่ะ
กระผมขอจัดลำดับขนาดของ ดวงสัทธรรม (ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย) ในแต่ละกาย จากความละเอียดสูงสุดลงมาสู่ความหยาบสุด เพื่อความงามและเป็นระเบียบชัดเจนของหน้าเว็บดั่งนี้ครับ:
ลำดับขนาดดวงสัทธรรมแห่งโลกุตตระ (จากอรหัตถึงโคตรภู)
-
กายพระอรหัต และพระอรหัตละเอียด: วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๒๐ วา กลมรอบตัว
-
กายพระอนาคา และพระอนาคาละเอียด: ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคา วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๑๕ วา กลมรอบตัว พระอนาคาละเอียด ๒๐ วา กลมรอบตัว นั่นก็เป็นตัวสัทธรรม นั่นก็เป็นสัทธรรม นั่นเป็นสัทธรรมเหมือนกัน สัทธรรมที่ลดส่วนลงมา
-
กายพระสกิทาคา และพระสกิทาคาละเอียด: ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระสกิทาคาวัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๑๐ วา กลมรอบตัว ธรรมกายละเอียดของพระสกิทาคาวัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๑๕ วา กลมรอบตัว นั่นก็เป็นดวงสัทธรรมแท้ ๆ ลดส่วนกว่านั้นลงมา
-
กายพระโสดา และพระโสดาละเอียด: พระโสดา สัทธรรมของพระโสดาวัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๕ วา กลมรอบตัว กายพระโสดาละเอียดวัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๑๐ วา กลมรอบตัว นั่นดวงสัทธรรมแท้ ๆ ได้ยาก เข้าถึงยากนัก เป็นทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทีเดียวในกลางดวงนั้น
-
กายธรรม และกายธรรมละเอียด (โคตรภูบุคคล): มาถึงโคตรภูบุคคล ธรรมกายละเอียดวัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๕ วา กลมรอบตัว ธรรมกายไม่ละเอียดหย่อนกว่า ๕ วาลงมา กลมรอบตัวเหมือนกัน นั่นก็ดวงสัทธรรมแท้ ๆ
นี่ส่วนธรรมกาย ดวงสัทธรรมที่เป็นธรรมกายนั่นแหละ ดวงนั่นแหละเป็นตัวสัทธรรมแท้ ๆ ลดส่วนลงมากกว่านั้นลงมา
ลำดับขนาดดวงสัทธรรมแห่งโลกียะ (จากพรหมถึงมนุษย์)
-
กายอรูปพรหมละเอียด: ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๘ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ๘ ดวง ๘ ฟองเอามารวมกันเข้าเป็นดวงเดียวกัน ลดเล็กลงมาอย่างนั้น เข้ามาถึงในภพเสียแล้วนี่ เล็กลงมานั่น ตัวพระสัทธรรมแท้ ๆ
-
กายอรูปพรหมหยาบ: วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๗ เท่าฟองไข่แดงของไก่
-
กายรูปพรหมละเอียด: วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๖ เท่าฟองไข่แดงของไก่
-
กายรูปพรหมหยาบ: วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๕ เท่าฟองไข่แดงของไก่
-
กายทิพย์ละเอียด: วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๔ เท่าฟองไข่แดงของไก่
-
กายทิพย์ (กายที่ ๓): วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๓ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ในกายที่ ๓
-
กายมนุษย์ละเอียด: มาถึงกายมนุษย์ละเอียดวัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๒ เท่าฟองไข่แดงของไก่
-
กายมนุษย์หยาบ: มาถึงกายมนุษย์หยาบนี่เท่าฟองไข่แดงของไก่นั่นแหละ
ดวงนั่นแหละเป็นดวงสัทธรรม
หนทางเดินของจิตในดวงสัทธรรม
ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าต้องไปในทางดวงนั้น เดินไปในทางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์-กายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม-กายรูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด, เดินเข้าไปในกายธรรม-กายธรรมละเอียด, กายพระโสดา-โสดาละเอียด, พระสกิทาคา-สกิทาคาละเอียด, อนาคา-อนาคาละเอียด, อรหัต-อรหัตละเอียด เดินเข้าไปในนั้น ดวงนั้นแหละเป็นสัทธรรมแท้ ๆ
เมื่อใจเข้าไปอยู่กลางดวงนั้นแล้ว “หยุด” ความชั่วไม่ทำเลย ใจหยุดทีเดียว ถ้าไม่หยุด เข้าไปในดวงนั้นไม่ได้ อยู่ข้างนอกเสีย อยู่ข้างนอกเสียเป็นถิ่นที่ทำเลของมาร มารก็ปั่นหัวเหมือนเด็ก ๆ ยุยงส่งเสริมตามชอบใจ บังคับบัญชาตามชอบใจ บังคับบัญชาอย่างน่าบัดสีน่าอับอาย มันไม่อายมารมันบังคับเสีย มันไม่อายมันเอาเสียหมด เหมือนจ้าวทรงผีสิงทีเดียว เข้ารบเข้าราน่ะมันอายกันเพียงไรน่ะ หน้าด้านน่ะ มันอายเมื่อไรล่ะ ทำหน้าเจี๊ยมเลี่ยมสบายอกสบายใจ ใส่ลูกระเบิดเจ้าเข้าให้ ยิงเจ้าเข้าให้ ขึ้นเครื่องบินนั่งยิ้มแย้มแจ่มใส อ้ายนี่มารมันบังคับทั้งนั้น เหมือนเด็ก ๆ เล็ก ๆ มันอายเขาเมื่อไรเล่านั่น ทำชั่วมันควรจะอายมนุษย์ มันอายได้เมื่อไรเล่านั่น ไปฆ่าเขาไปฟันมันน่าอายเขา เบาไปหรือนี่ เพราะเหตุฉะนั้น สัทธรรมน่ะเป็นดวงใสอย่างนั้น เป็นของได้ยากอย่างยิ่ง
สัทธรรมในภาคปฏิบัติ: กาย วาจา ใจ ที่สงบจากบาป
สัทธรรมถ้าว่าจะกล่าวถึงมัน สัทธรรมโดยปริยาย เมื่อใจหยุดอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ กายมนุษย์มันก็บริสุทธิ์ แม้จะใช้กาย กายก็ไม่กระทบกระเทือน ไม่เดือดร้อนใคร เย็นตาเย็นใจทุกคน เข้าใกล้ใคร กายไม่ให้กระทบกระเทือนใครเลย ไม่กระแทกแดกดันด้วยประการใดประการหนึ่ง ไม่แถกด้วยตาว่าด้วยปากอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มีเลยทีเดียว ไม่กระทบกระเทือนใครทีเดียว นั่นกายอย่างชนิดนั้นออกจากใจที่หยุด ใจที่เป็นธรรม ใจที่สงบ ออกจากสัทธรรม สงบเงียบเรียบร้อยเป็นอันดี
เมื่อกายบริสุทธิ์เสีย กล่าววาจาใด ๆ ก็ไม่กระทบตนและบุคคลอื่น ไม่เดือดร้อนตน ไม่เดือดร้อนบุคคลอื่น กล่าวออกไปแล้วชุ่มชื่นด้วยกันทั้งนั้น ยิ้มแย้มแจ่มใสสบายอกสบายใจทั้งนั้น นี่ออกจากใจที่หยุด ออกจากสัทธรรมนั่นทั้งนั้น ไม่ใช่ออกจากอื่น
ส่วนใจจะคิดสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็คิดแต่สิ่งที่ดีที่ชอบทั้งนั้น ประกอบแต่สุจริต ทุจริตไม่มี ทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ นี่เป็นอาการของสัทธรรมทั้งนั้น
“สัทธรรม” แปลว่า “ธรรมเป็นเครื่องสงบ”
สงบอย่างไร? สงบวาจาจากบาปธรรม ไม่มีบาปธรรมเลย เหลือแต่วาจาที่ดี สงบกาย กายก็หมดจากบาปธรรม ไม่มีบาปธรรมเลย มีแต่กายที่บริสุทธิ์ สงบใจ ใจก็ไม่มีพิรุธ มีแต่บริสุทธิ์ฝ่ายเดียว สงบได้อย่างไร?
-
กาย ฆ่าสัตว์ ลักฉ้อ ประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ลักฉ้อ ประพฤติผิดในกามได้ นี่สงบเสียได้อย่างนี้
-
วาจา พูดปด ส่อเสียด คำหยาบ โปรยประโยชน์ เมื่อวาจาสงบลงไป วาจาก็พูดจริง พูดสมานไมตรี พูดอ่อนหวาน พูดเป็นหลักเป็นธรรมเป็นวินัย นี่สงบชั่วเสีย หมดเหลือแต่ดีอย่างนี้
-
ใจ ล่ะ สงบชั่วเสีย เลิกอยากได้ของเขา พยาบาทปองร้ายเขา เห็นผิดจากคลองธรรม ให้ของของเราแก่บุคคลอื่น เหมือนเจ้าของทานอย่างนี้ ให้ของของตัวแก่บุคคลอื่นน่ะ แปลกประหลาดไหมล่ะ แล้วยินดีด้วย ชอบอกชอบใจด้วย เสียเงินเป็นก่ายเป็นกองแล้วชอบอกชอบใจด้วย นี่ชอบใจอย่างนี้ เขาเรียกว่าเพราะถูกสัทธรรมนี่ สัทธรรมท่านก็ช่วยน่ะซี ให้ใจผ่องใส เข้าประคองใจให้ ใจปลาบปลื้ม ให้บุญไหลมา ใจเอิบอิ่มตื้นเต็ม ไม่เสียดงเสียดายอะไร ให้อะไรก็ไม่รู้จักหมดจักสิ้น ทางหลังฉากก็ไหลมาอีก สัทธรรมท่านก็ช่วยสงเคราะห์อย่างนี้
เมื่อใจสะอาดสะอ้านได้เช่นนี้ เมื่อใจสะอาดสะอ้านจากความโลภที่จะโลภสมบัติของผู้อื่นมาเป็นของของตน กลับให้ของของตนแก่บุคคลอื่นเสียได้ นี่เป็นสัทธรรมอย่างนี้ โกรธคิดประทุษร้ายเขา กลับเมตตารักใคร่ปรารถนาจะให้เขาเป็นสุขเสียอีกแล้ว นี่เป็นสัทธรรมอย่างนี้ เห็นผิดจากคลองธรรม เห็นชอบจะผิดอย่างไร อยู่กับสัทธรรมแล้ว สัทธรรมท่านก็ช่วยพิทักษ์รักษา ใจก็ปลาบปลื้มเอิบอิ่ม ตื้นเต็มในความดีอยู่เป็นธรรมดา นี่ได้ชื่อว่าเป็น “สัทธรรม” อย่างนี้นี่แหละเป็นของได้ยากหนา ไม่ใช่ของได้ง่าย
เมื่อได้สัทธรรมของมนุษย์แล้ว สัทธรรมของมนุษย์ละเอียด, สัทธรรมของกายทิพย์ สัทธรรมของกายทิพย์ละเอียด เป็นลำดับขึ้นไป ฯลฯ สัทธรรมของกายธรรม-กายธรรมละเอียด, กายโสดา-โสดาละเอียด, สกิทาคา-สกิทาคาละเอียด, อนาคา-อนาคาละเอียด, กายอรหัต-อรหัตละเอียด ที่นอกทำนองคลองธรรมไม่ไป อยู่ในทำนองคลองธรรมฝ่ายเดียว ก็อยู่ในสัทธรรมทั้งสิ้น เป็นของได้ยากจริง ๆ
สทฺธมฺโม ปรมทุลฺลโภ สัทธรรมเป็นของได้ยากจริง ๆ อย่างนี้
การบรรพชาอุปสมบทและการสืบทอดสัทธรรม
บัดนี้เจ้าภาพได้สัทธรรมสมมาดปรารถนา ได้บรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ฝ่ายมารดาฝ่ายโยมผู้หญิงนั่นยังไม่ได้เคยบวชเลยลูก ๔ คนด้วยกัน ลูกชายทั้งนั้น คนโตเขาก็ยังไม่ยอมให้บวช คนที่ ๓ ที่ ๔ เขาก็ยังประกอบการงานอยู่ เขายังไม่เข้าถึงสัทธรรม ฝ่ายคนที่ ๒ รองหัวปี ๗ เข้าถึงสัทธรรม เห็นสัทธรรม ได้สัทธรรม แต่ว่าตัวอย่างที่เขา ๘ สั่งมาเป็นครูของชาวญี่ปุ่นนา คอยดูไปข้างหน้าซี จะได้พึ่งพาอาศัย จะได้เป็นที่ไหว้ที่บูชาของชาวญี่ปุ่นต่อไป
เหตุนี้ท่านผู้มีปัญญาเมื่อมาโมทนาในกองการกุศลของท่านภิกษุใหม่ที่มาบวชในพระธรรมวินัยนี้ การบวชในพระธรรมวินัยน่ะ ได้ชื่อว่าสนองคุณมารดาบิดาจริง ๆ เชียว มารดาบิดาน่ะ ถ้าว่าเห็นลูกบวชแล้วปลาบปลื้ม เอิบอิ่ม เต็มตื้นนัก อะไรจะไปเท่า ไม่มีล่ะ ร่าเริงบันเทิงใจ จะกินข้าวหรือไม่กินก็ไม่รู้ละ อิ่มเอิบไปหมดบอกไม่ถูกทีเดียว ถ้าว่าลูกของใครบวชเข้าไปแล้ว ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชายปลาบปลื้ม อิ่มเอิบ ตื้นเต็มอย่างนั้น
การแทนคุณมารดาบิดาที่แท้จริง
บาลีท่านยืนยันในมงคลทีปนีว่า:
-
มารดาบิดาไม่มีศรัทธา ไม่เชื่อในพระรัตนตรัย เชื่อพระรัตนตรัยขึ้น นี่เป็นแทนคุณข้อที่ ๑
-
มารดาบิดาไม่มีศีล ให้มีศีลขึ้น นี้เป็นแทนคุณข้อที่ ๒
-
มารดาไม่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ให้เลื่อมใสหนักขึ้น นี้เป็นแทนคุณข้อที่ ๓
-
มารดาไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ แก้ไขมารดาบิดาให้รู้จักประโยชน์มิใช่ประโยชน์ขึ้น นี้เป็นแทนคุณข้อที่ ๔
เหมือนกับตนผู้บวชในวันนี้ มารดาบิดาไม่เลื่อมใส ทำให้เลื่อมใสหนักขึ้น หรือเลื่อมใสน้อย ทำให้เลื่อมใสมากขึ้น มารดาบิดาไม่มีศีล เข้าใกล้พระรับศีล เมื่อเข้าใกล้ก็รับศีลแล้ว เมื่อตอนก่อนก็รับศีลเหมือนกัน นี่เขาก็เคยรับศีลมาบ้างแล้ว รับศีลแน่นหนาหนักขึ้น ให้ทั่วไปกับพระภิกษุอื่น เมื่อลูกบวชเช่นนี้แล้วเห็นพระภิกษุอื่น สามเณรอื่น ก็เหมือนอย่างกับลูกเรา รักใคร่พระภิกษุสามเณรขึ้นทีเดียว สมเพชเวทนามีข้าวปลาอาหารก็เอาเลี้ยงดูทีเดียว นี่เป็นต้นเป็นตัวอย่าง
เมื่อมารดาบิดาไม่เชื่อแท้แน่นอนลงไปในพุทธศาสนา ก็ให้มีธรรมกายเสีย เชื่อแท้แน่นอนแล้ว ลูกน่ะแก้ไขให้มีธรรมกายแท้แน่นอนแล้ว มารดาบิดาไม่รู้จักสูงต่ำ เมื่อรู้จักพุทธศาสนาแล้ว รู้จักสูงต่ำทีเดียว นี่มันชั้นสูง อ้อ! เมื่อก่อนเราเล่นมีลูกมีเต้ามาเดิมน่ะ มันเล่นอย่างเด็ก ๆ นี่ นี่พระท่านไม่เล่นด้วย ท่านไปไกลอย่างนี้ มาเป็นธรรมกายพระอรหัตเข้าแล้วไปไกลหนักขึ้นไป ก็ดีอกดีใจ ชอบอกชอบใจอย่างนี้ ได้ชื่อว่าได้แทนคุณมารดาบิดาจริง ๆ ทีเดียว
อุปมาการกตัญญูทางโลกกับการแทนคุณทางธรรม
ถ้าว่าจะแทนคุณมารดาบิดาน่ะ ให้เอาทองคำมาทั้งแผ่นนั่นแหละ เป็นเจ้าจักรพรรดินิมิตแผ่นปฐพีให้เป็นทองคำทั้งแผ่นมอบให้บิดามารดา มอบให้เป็นสมบัติกษัตราธิราช ให้บิดาเป็นเจ้าจักรพรรดิกษัตราธิราช ให้มารดาเป็นพระมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิกษัตราธิราช เป็นแต่กตัญญูต่อมารดาบิดา ไม่ใช่ว่าตอบแทนคุณ
แม้ว่าจะเอามารดาบิดาขึ้นนั่งบนจะงอยบ่า ให้มารดาขึ้นนั่งบ่าขวา บิดาขึ้นนั่งบ่าซ้าย ถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนนั้นเสร็จจนหมดอายุของลูกนั่นแหละ จะชื่อว่าแทนคุณมารดาบิดาก็หาไม่ ได้ชื่อว่าเป็นกตัญญูกตเวทีต่อมารดาบิดาเท่านั้น
ชื่อว่าแทนคุณแท้ ๆ ดังกล่าวแล้ว มารดาบิดาไม่มีศรัทธา ให้มีศรัทธาขึ้น ไม่มีศีลให้มีศีลขึ้น ไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใสขึ้น ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษขึ้น ๔ ประการนี้วางหลักไว้ ผู้หญิงก็แทนคุณบิดามารดาได้ ผู้ชายก็แทนคุณบิดามารดาได้
ผู้หญิงก็แทนคุณบิดามารดาได้
ผู้หญิงจะแทนคุณอย่างไร? แทนคุณบิดามารดา อ้าว! มารดาบิดาอยู่บ้านอยู่ช่อง ตามปกติของมารดาบิดา ถึงวัน ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ แล้วก็เอาหาข้าวหาของหาเครื่องอุปการะของอุบาสกอุบาสิกาเข้า “ไปวัดเถอะแม่ ฉันจะไปด้วย” ท่านั้นท่านี้ แก้ไขแก้เสียจนกระทั่งพ่อแม่เคย จึงต้องไปรักษาศีลให้มีศรัทธาขึ้นแล้ว ให้มีศีลขึ้นแล้ว แล้วก็ให้เลื่อมใสขึ้นแล้ว เมื่อไปรับศีลก็รู้จักบาปบุญคุณโทษขึ้นแล้ว อ้าวให้มีปัญญาขึ้นแล้ว นี่ลูกหญิงก็ดี ลูกชายก็ดี ถ้าฉลาดเช่นนี้แทนคุณได้ทุกคน ถ้าว่าไม่ฉลาดแทนคุณไม่ได้ นี่เป็นแง่สำคัญนัก
อานิสงส์และผลแห่งการอุปถัมภ์บวช (๒๔ กัป)
เหตุนั้น การที่จะกล่าวอานิสงส์หรือผลของเจ้าตนผู้บวช ของมารดาบิดา ของผู้อุปถัมภ์ให้บวชน่ะมากมายนัก ท่านกล่าวว่า มารดาลูกของตัวบวช มารดาบิดาลูกของตัวบวชในพระธรรมวินัยของพระศาสดา:
-
เป็นเจ้าภาพให้ลูกของตัวบวชเป็นเณรในพระธรรมวินัยของพระศาสดา ได้อานิสงส์ ๘ กัป
-
การให้บวชเป็นพระภิกษุได้อานิสงส์ ๑๖ กัป
-
๘ กัป ๑๖ ประสมกันเข้าเป็น ๒๔ กัป
เหมือนพระบวชใหม่นี้เจ้าภาพก็ได้ ฝ่ายมารดาก็ได้อานิสงส์ ๒๔ กัป กัปหนึ่งเท่าไรล่ะ ได้เสวยสุขนะไม่รู้จักนานเท่าไรเอากัปรวมกัน กัปน่ะ
อุปมาความยาวนานของหนึ่งกัป
นัยที่ ๑ (อุปมาด้วยภูเขาหิน): ภูเขากว้างโยชน์ สูงโยชน์หนึ่ง ร้อยปีเทวดาผู้วิเศษเอาผ้าทิพย์เนื้อละเอียดมาปัดลงไปที่ยอดนั้นครั้งหนึ่งก็หยุดไป พอครบร้อยปีแล้วมาปัดอีกครั้งหนึ่ง เพียรปัดไปดังนี้แหละ ภูเขานั้นสึกด้วยผ้าเทวดาปัดนั่นแหละ สึกลงมาเรียบร้อยลงมาถึงพื้นดินตามเดิม ไม่รู้ว่าภูเขาอยู่ที่ไหน เป็นพื้นดินไป แล้วเรียบลงมาถึงขนาดนั้น นั่นเรียกว่าได้กัปหนึ่ง ได้กัปหนึ่ง โอ! มันเหลือลึกอย่างนี้ นั่นภูเขาอีกนัยหนึ่ง
นัยที่ ๒ (อุปมาด้วยสระเมล็ดผักกาด): สระกว้างโยชน์ลึกโยชน์หนึ่ง สี่เหลี่ยมจัตุรัส ร้อยปีมีเทพเจ้าผู้วิเศษเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาทิ้งลงเมล็ดหนึ่ง เทวดาผู้วิเศษก็ไม่ตายเหมือนกัน ร้อยปีก็เอามาทิ้งไว้เมล็ดหนึ่ง ร้อยปีก็เอามาทิ้งไว้เมล็ดหนึ่ง เอาละจนกระทั่งเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นแหละเต็มสระที่ลึกโยชน์กว้างโยชน์นั่นน่ะ สี่เหลี่ยมจัตุรัสนั่นแหละ
นี่มันเท่าไรกันล่ะ นับกันไม่ไหว ต้องตวงกันด้วยกัปอย่างนี้ นี่บุญกุศลน่ะมันมากมายขนาดนี้
พระเจ้าอโศกมหาราชกับการสร้างอุปถัมภ์พระศาสนา
เพราะเหตุฉะนี้เมื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชสร้างเจดีย์วิหาร ๘๔,๐๐๐ เงินเท่าไรก็ไม่รู้ ๙๖ โกฏิ สร้างเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ วิหาร ที่ไหนก็เจดีย์องค์หนึ่งที่นั่น ๘๔,๐๐๐ วิหารก็ ๘๔,๐๐๐ นับทรัพย์สมบัติ ๙๖ โกฏิ พอทำเสร็จแล้วทำการฉลอง พอฉลองเสร็จแล้วพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชได้ทูลถามพระสงฆ์ เรียนพระสงฆ์ ถามพระสงฆ์ในครั้งนั้นมีพระอรหันต์ พระโมคคัลลีบุตรติสสมหาเถร เป็นพระอรหันต์ทีเดียว
ถามว่า “พระสงฆ์เจ้าข้า โยมทำบุญในครั้งนี้น่ะทำเพียงอย่างนี้น่ะ เมื่อพระพุทธเจ้ามีพระชนม์น่ะมีใครทำอย่างนี้บ้างไหม หรือเมื่อพระศาสดาเสด็จพระปรินิพพานไปแล้วมีใครทำอย่างนี้บ้างไหม? มีศรัทธามากอย่างนี้” พระโมคคัลลีบุตรติสสมหาเถรตอบ “ถวายพระพร ไม่มี ครั้งพระพุทธองค์มีพระชนม์อยู่ ทำบุญมากอย่างนี้ไม่มี เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วก็ไม่มี มีมหาบพิตรนี่แหละทำอย่างมากกว่าเขาคนเดียวเท่านี้” “พระคุณเจ้าข้า กระผมทำบุญอย่างนี้น่ะจะได้เป็นญาติกับพระศาสนาได้แล้วหรือยัง?” พระโมคคัลลีบุตรติสสเถรพระอรหันต์ตอบ “มหาบพิตรทำบุญทำกุศลอย่างนี้เป็นพุทธศาสนูปถัมภ์ อุปการะพระศาสนาเท่านั้นหนา จะได้เป็นญาติกับพระศาสนาก็หาไม่” พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชตกใจ “โอ๊ะ! อย่างนั้นหรือพระคุณเจ้า นี่จะให้โยมทำอย่างไรจึงจะได้เป็นญาติของพระศาสนา” พระโมคคัลลีบุตรติสสเถรกล่าว “ถวายพระพร มหาบพิตร ถ้ามหาบพิตรจะเป็นญาติของพระศาสนาแล้วละก็ ขอให้ราชกุมาร ราชกุมารีของพระองค์น่ะบวชเป็นภิกษุภิกษุณี เป็นสามเณรสามเณรี เป็นภิกษุภิกษุณีในพระพุทธศาสนานั่นแหละจะได้เป็นญาติในพระศาสนาละ” “ขอรับ”
การบรรพชาของพระมหินทกุมารและพระสังฆมิตตากุมารี
นี่ได้ฟังเสียงพระโมคคัลลีบุตรติสสมหาเถรตอบเท่านั้น ดีอกดีใจ ดีพระทัยทีเดียว ลาพระสงฆ์กลับไปพระราชวัง เรียกมหินทกุมาร สังฆมิตตากุมารี พอเรียกเข้ามาสู่ที่เฝ้า
“บัดนี้เจ้าทั้ง ๒ น่ะ ปรารถนาเดิมนะให้ลูกทั้ง ๒ ครองสมบัติแทนพ่อ บัดนี้พ่อไม่ปรารถนาเสียแล้วสมบัติอย่างนั้น พ่อจะให้ลูกได้กุศลยิ่งใหญ่ไพศาลยิ่งขึ้นไปกว่านั้น พ่ออยากจะให้ลูกทั้ง ๒ น่ะ ฝ่ายมหินทกุมาร สังฆมิตตากุมารีน่ะให้บวชเป็นภิกษุ เป็นสามเณร เป็นสามเณรีในพุทธศาสนา เป็นภิกษุเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา จะได้เป็นอายุพระศาสนาต่อไป พ่อหวังอย่างนี้เสียแล้ว” ราชกุมาร ราชกุมารีก็ตามพระทัยปรารถนา พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชก็นำราชกุมาร ราชกุมารีไปฝากพระเถระผู้ใหญ่ให้หัดในเรื่องบวช แล้วก็บวชเป็นสามเณร บวชเป็นภิกษุภิกษุณีในพุทธศาสนาทีเดียว แล้วก็พระโมคคัลลีบุตรติสสเถรก็สมความปรารถนา เผดียงถามพระสงฆ์อีก พระสงฆ์บอกว่า มหาบพิตรได้เป็นญาติกับพระพุทธศาสนาแล้ว นี่เป็นญาติของพระศาสนาแท้ ๆ
วิสฺสาสปรมา ญาติ: ญาติในพระพุทธศาสนา
เหมือนเจ้าภาพวันนี้เป็นโยมของพระก็ได้เป็นญาติของพระศาสนาแท้ ๆ พร้อมด้วยญาติสายโลหิตด้วย ญาติเนื่องด้วยสายโลหิต สายโลหิตของตัวเป็นพระป้อล่ออยู่เดี๋ยวนี้ปรากฏอยู่นี่ ฝ่ายมารดาละก้อเป็นพืช ให้พืชมาเป็นลูกเป็นมนุษย์ เป็นผู้ชาย ก็ได้บวชในพระพุทธศาสนา ปรากฏเห็นสภาวะปานฉะนี้ ชื่อว่าเป็นญาติในพุทธศาสนา ชื่อว่า วิสฺสาสปรมา ญาติ พวกเราเล่าที่พร้อมกันมาโมทนาสาธุด้วย เป็นญาติเหมือนกัน ไม่เรียกว่า ญาติสาโลหิตา เรียกว่า วิสฺสาสปรมา ญาติ ที่เป็นญาติเนื่องด้วยสายโลหิต เรียกว่า ญาติสาโลหิตา เหมือนกันดุจสายโลหิตอันเดียวกัน ถ้าว่าไม่เนื่องด้วยสายโลหิตอันเดียวกัน เรียกว่า วิสฺสาสปรมา ญาติ ก็เป็นญาติในพระศาสนาด้วยความคุ้นเคยอย่างนี้ ก็ใช้ได้เหมือนกัน
อานิสงส์แห่งการบวชและสามัญญผล
เหตุนั้นฝ่ายอานิสงส์ของเจ้าภาพน่ะมากมายก่ายกองนับประมาณไม่ได้ ต้องตวงกันด้วยกัปด้วยกัลป์ เล่าให้ฟังแต่เพียงกัปเดียว กัปเดียวเท่านั้นอเนกอนันต์ นี่มันถึง ๒๔ กัป ๒๔ กัลป์นั่นแน่ อานิสงส์น่ะก็ส่วนเจ้าตัวผู้บวชล่ะ จะมีอานิสงส์หรือผลเป็นประการใดล่ะ นี่เจ้าตัวผู้บวชน่ะ พอบวชเข้าเท่านั้น นั่นเห็นไหมล่ะ แปลกประหลาด ผลหรืออานิสงส์เกิดปัจจุบัน พวกเราเป็นหญิงเป็นชายต้องไหว้นบเคารพหมดทีเดียว ที่เคยพูดต่ำ ๆ สูง ๆ พูดไม่ได้เสียแล้ว ไหว้นบเคารพเป็นกระถางธูปเสียแล้วนั่นแน่ะ วิเศษประเสริฐอย่างนี้ ชื่อเสียงเรียงรายก็ปรากฏไปต่าง ๆ มีปรากฏจำเพาะปัจจุบันทีเดียวเข้าแล้ว
ที่สุดจนกระทั่งโทษประหารชีวิต เมื่อครั้งพุทธกาลหรือในเมื่อครั้งแผ่นดินต้น ๆ นี่เขาไม่เอาโทษผิดแก่ผู้บวชแล้ว เมื่อบวชแล้วก็เป็นแล้วกัน ให้อภัยทีเดียว ให้อภัยเป็นอันขาด นี้ก็ด้วยผลานิสงส์ เขาเรียกว่า “สามัญญผล” ผลบังเกิดปัจจุบันทันตาเห็น ไม่ใช่แต่เท่านั้น ผู้บวชน่ะ ถ้าว่ามีธรรมเช่นนี้แล้วละก็ อานิสงส์ชั้นสูงเป็นอายุพระศาสนาต่อไป ก็อานิสงส์ของผู้บวชน่ะ อเนกอนันต์ นับประมาณไม่ได้ ท่านกล่าวไว้ว่า มหิทฺธิโก มหานุภาโว มีเทพบุตรมีฤทธิ์ศักดานุภาพมีเดชมาก จะเนรมิตแผ่นดิน… ถ้าจะจารจารึกบันทึกไปจนกระทั่งเขาพระสุเมรุเหี้ยนหดหมดไป… ยังไม่หมด เท่าไรก็ยังไม่หมด อานิสงส์มากมายก่ายกองนักเหลือที่จะคณนา
ภารกิจเผยแผ่วิชชาธรรมกายสู่ประเทศญี่ปุ่น
เหตุนี้ ที่ได้ชี้พร่ำร่ำพรรณนามาในอานิสงส์หรือผลของเจ้าตนผู้บวชน่ะในวันนี้ ที่ได้บุญวันนี้ก็เป็นอัศจรรย์นัก ในธาตุในธรรมน่ะร่ำลือกันนักว่าเขามีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ได้บุญยิ่งใหญ่ไพศาล ที่จะไปทรมานพวกประเทศญี่ปุ่น ไปพลิกประเทศญี่ปุ่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ให้เป็นพุทธศาสนิกชนทั่วไปน่ะ ต้นธาตุท่านหลั่งสมบัติมาให้แล้ว ผู้นี้เป็นตัวประกาศศาสนา ไม่ช้าหรอกจะได้รู้เรื่องกันในประเทศญี่ปุ่นกับไทย ผู้ที่จะเป็นที่พึ่งของเขาได้มาเกิดปรากฏขึ้นแล้ว เป็นภิกษุบวชใหม่นี่แล้ว ต่อไปไม่ช้าก็จะได้ไปสั่งสอนเป็นลำดับไป
เหตุนี้ขอให้มารดาและวงศาคณาญาติเลื่อมใส อุปการะเอื้อเฟื้อค้ำจุนอุดหนุนไป จะได้เป็นที่พึ่งของตัวสืบต่อไปในภพนี้และต่อไปในภายหน้า
บทสรุปอวสานกถาและคาถาอวยพรปิดกัณฑ์
ที่ได้ชี้แจงแสดงมาตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ สิ่งอื่นไม่ใช่ที่พึ่งอันประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย สรณํ เม รตนตฺตยํ พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย
เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัตย์ที่อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านเจ้าภาพและสาธุชนทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ ทุกถ้วนหน้า
อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้
เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ