โอวาทหลวงพ่อ สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตน
(คัดจากหนังสือ นวกานุสรณ์ ปี พุทธศักราช ๒๔๙๘)
ภิกษุสามเณรทั้งหลายเราเป็นพระภิกษุสามเณร เราต้องรู้จักตัวของเรา ถ้าเราไม่รู้จักตัวดีเป็นอันใช้ไม่ได้ เลอะเทอะเหลวไหลไปหมด เราจะหาที่พึ่งไม่ได้ เราจะหวังพึ่งคนอื่นเขานั้นย่อมไม่ได้ ต้องพยายามช่วยตัวของตัวเอง ต้องทำตัวให้เป็นเกาะ ที่เรียกว่า อตฺตทีปา การทำตนให้เป็นที่พึ่งแห่งตน จึงจะใช้ชื่อว่าเป็นคนรู้จักตัว
การรู้จักตัวนี้ สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสงเคราะห์พวกเราทั้งหลาย ซึ่งไม่รู้จักตนว่าเป็นเกาะและเป็นที่พึ่งเป็นเกาะของตน ให้รู้จักว่าเป็นที่พึ่งเป็นเกาะของตน พระองค์จึงได้ทรงชี้แจงแสดงธรรมว่าด้วยที่พึ่งของตน ที่พึ่งนี่แหละไม่ใช่ของพอดีพอร้าย นอกจากพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วรู้ไม่ได้ พระองค์เท่านั้นทรงรู้ได้ในสิ่งที่เป็นที่พึ่ง สิ่งที่เป็นเกาะของตน
อุทาหรณ์เรื่องราชกุมารหาหญิงในป่าไร่ฝ้าย
พระบรมทศพลนั้นเมื่อตรัสปฐมเทศนา ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ สำเร็จแล้ว ทรงตรัสเทศนาอนัตตลักขณสูตร โปรดพระยสะและสหาย ๕๕ สำเร็จแล้ว ดำเนินไปยังเหล่าชฎิล ๑,๐๐๓ รูป ในระหว่างทางนั้น ไปพบพวกราชกุมารเล่นซ่อนหาปิดตากันในป่าไร่ฝ้าย ราชกุมารเหล่านั้นมีมเหสีด้วยกันทั้งนั้น แต่ราชกุมารองค์หนึ่งมเหสีองค์นั้น เป็นมเหสีกำมะลอ จ้างเข้าไป ไม่ใช่ของตนโดยตรง จ้างหญิงแพศยาไป ครั้นไปถึงป่าไร่ฝ้าย เล่นซ่อนหากันเป็นที่สนุกสนานนัก แก้เครื่องประดับแล้วห่อเรียบร้อยส่งให้มเหสีถือไว้ทุก ๆ องค์ทั่วหน้ากัน
พระราชกุมารที่มีมเหสีกำมะลอก็ให้ถือดุจเดียวกัน มเหสีกำมะลอของพระราชกุมารผู้นั้นเป็นหญิงนครโสเภณี พอเห็นของมีค่าเช่นนั้น ก็ว่าของเหล่านี้เลี้ยงตัวเองได้ชาติหนึ่ง เราไม่ต้องเดือดร้อน เลี้ยงตัวเองได้ทั้งชาติ เมื่อนางเห็นเช่นนั้น ก็ออกอุบายสัญญาวิปลาสแปรผันไป หาวิธีหลบหลีกซ่อนเร้นตัว สมความปรารถนาแล้ว ก็พาเครื่องประดับหนีไป ไปทางไหนไม่มีใครรู้เรื่อง
เมื่อพระราชกุมารเล่นซ่อนหาปิดตากันอย่างสนุกสนาน หมดเวลาจะเล่นกันแล้วก็กลับมาขอห่อเครื่องประดับที่พระมเหสีของตน ๆ ประดับตกแต่งอวัยวะร่างกายไปตามหน้าที่ ฝ่ายพระราชกุมารที่มีพระมเหสีเป็นหญิงกำมะลอเป็นหญิงแพศยานั้น ไม่พบตัวหญิงแพศยาที่จ้างไปเป็นมเหสีนั้น เอาห่อเครื่องประดับหนีไปแล้ว ช่วยกันค้นหาสักเท่าใดก็ไม่พบ ค้นไปค้นมาเจอพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ รุกขมูลโคนต้นไม้ ราชกุมารเหล่านั้นก็ได้ทูลถามพระจอมไตรว่า
“ดูก่อนท่านบุรุษผู้เจริญ ท่านเห็นหญิงถือห่อผ้าเดินไปทางนี้บ้างไหม?”
พระพุทธองค์ทรงรับสั่งว่า “แน่ะ! ราชกุมารทั้งหลาย ท่านจะหาหญิงถือห่อผ้านั้นดีหรือจะหาตัวดี”
ราชกุมารก็ทูลรับว่า “หาตัวดีพระเจ้าค่ะ”
“เออ! ถ้าหาตัวก็ดีแล้วนั่งลงซี เราจะบอกตัวให้”
พระองค์ก็ทรงรับสั่งให้ราชกุมาร ๓๐ นั้นนั่ง และให้มเหสีอีก ๒๙ นั่งลงด้วยพร้อมกัน พระองค์ก็แสดงถึงตัว ตรงกันกับ อตฺตทีปา อตฺตสรณา อนญฺญสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา ท่านเข้าใจดังนี้
ตนเป็นเกาะตนเป็นที่พึ่ง (อตฺตทีปา อตฺตสรณา)
ขอเชิญท่านทั้งหลายจงเงี่ยโสตสดับรองรับรสพระธรรมเทศนา สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตัวสืบต่อไป แปลตามวาระพระบาลีว่า
-
อตฺตทีปา มีตนเป็นเกาะ
-
อตฺตสรณา มีตนเป็นที่พึ่ง
-
อนญฺญสรณา สิ่งอื่นไม่ใช่
นี้พึ่งรู้ใจความตามวาระพระบาลีให้แจ่มชัดเสียให้แน่ว่า ตนนี่แหละเป็นเกาะเป็นที่พึ่งตอนหนึ่ง ตอนที่ ๒ รองลงไป
-
ธมฺมทีปา มีธรรมเป็นเกาะ
-
ธมฺมสรณา มีธรรมเป็นที่พึ่ง
-
อนญฺญสรณา สิ่งอื่นไม่ใช่
ธรรมนั่นแหละเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง ที่จะฟังโอวาทเรื่องนี้ออก เราต้องรู้จักตน ต้องรู้จักธรรมเสียก่อน
ความหมายของคำว่า “ตน” ในกายทั้ง ๑๘ กาย
คำว่า ตน นั้นหมายถึงอะไร? ตนนั้นหมายหลายชั้น กายมนุษย์เหล่านี้ก็เรียกว่าตน กายมนุษย์ละเอียดก็เรียกว่าตน กายทั้ง ๑๘ กายซึ่งเหนือ ๆ ขึ้นไปโดยลำดับ จนถึงกายพระอรหัตละเอียด ก็เรียกว่ากายทั้งนั้น
-
ตนในภพ (โลกียธรรม): กายมนุษย์จนถึงกายอรูปพรหมละเอียด รวม ๘ กาย เป็นตนในภพนี้ ตนในภพนี้ที่กล่าว เป็นตนโดยสมบัติไม่จีรังอะไร เป็นตนสมมติขึ้นครั้งหนึ่งคราวหนึ่ง
-
ตนนอกภพ (โลกุตตรธรรม): ตั้งแต่กายธรรมจนถึงกายพระอรหัตละเอียด รวม ๑๐ กาย ก็เป็นตน เป็นตนนอกภพ เป็นตนโดยวิมุตติ ไม่ใช่ตนโดยสมมติ ทั้ง ๑๘ กายล้วนแต่เป็นตนทั้งนั้น นี่ให้รู้จักตนเสียดังนี้ก่อน ตนนี้แหละเป็นเกาะ ตนนี้แหละเป็นที่พึ่ง
ความหมายของคำว่า “ธรรม” ดวงเกิดแห่งชีวิต
แล้วจะแสดงเรื่องธรรมให้รู้จักธรรมเสียอีกอย่างหนึ่ง คำที่เรียกว่าธรรมน่ะอะไร? อยู่ที่ไหน? ต้องรู้จักเสีย ถ้าไม่รู้จักก็เลอะเทอะเป็นป้าป้อนหลาน ไม่รู้จักธรรมละก็ ฟังธรรมไปสักเท่าใด ๆ ก็ไม่รู้เรื่องจริงของธรรม เพราะไม่รู้จักธรรม จะรู้เรื่องจริงอย่างไร เราต้องรู้จักธรรมเสียก่อน
คำว่า ธรรม น่ะอะไร ธรรมเป็นเครื่องทำตนนั้นให้เป็นอยู่ ตนนั้นไม่มีธรรมเลย ทั้ง ๑๘ กาย ก็เป็นอยู่ไม่ได้ กายทุกกายตั้งแต่กายมนุษย์จนถึงกายพระอรหัตละเอียดล้วนแต่มีธรรมให้ตั้งอยู่ทั้งนั้น ถ้าไม่มีธรรมแล้วก็เป็นอยู่ไม่ได้
คำว่า ธรรมนี้อยู่ที่ไหนล่ะ? อยู่กลางกายมนุษย์ สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย ด้ายกลุ่ม ๒ เส้นขึงให้ตึง ตรงกลางเส้นด้ายที่พาดตัดกัน ที่เรียกว่า กลางกั๊ก นั่น คือถูกกลางดวงธรรมที่ทำให้เกิดเป็นกายต่าง ๆ ทั้ง ๑๘ กายนั่น ดวงนั่นแหละเรียกว่า ดวงธรรม * ธรรมดวงนั้นดับไปกายต่าง ๆ นั้นก็ดับไปด้วย
-
ดวงธรรมนั้นผ่องใสสะอาดสะอ้าน กายต่าง ๆ นั้นก็รุ่งโรจน์โชตนาการ
-
ธรรมดวงนั้นซูบซีดเศร้าหมอง กายมนุษย์ก็ไม่ผ่องใสซอมซ่อ ไม่สวยงาม น่าเกลียดน่าชังไป
เพราะธรรมดวงนั้นสำคัญนัก ธรรมดวงนั้นเป็นชีวิตของมนุษย์ คือ ความเป็นอยู่ของมนุษย์ ความเห็น ความจำ ความคิด และความรู้ อยู่กลางดวงนั้นออกจากกลางธรรมดวงนั้น เป็นชีวิตธรรมสำคัญทีเดียว ดวงธรรมนั่นแหละอยู่กลางกายของเราเหมือนกันทุก ๆ คนไป ที่เรียกว่าดวงธรรมเป็นอย่างนี้ รู้จักเสียที
อุปมาแห่งเกาะในมหาสมุทรและการพึ่งตนเอง
ต่อไปนี้จะแสดงถึงกาย กายเป็นเกาะนั้นเป็นอย่างไร เป็นที่พึ่งนั้นเป็นอย่างไร เกาะได้อย่างไรหรือจึงได้ชื่อว่าเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง พึงนึกถึงมนุษย์ที่เรือล่มจมลงในท่ามกลางมหาสมุทรมนุษย์ก็ต้องว่ายน้ำซิ มนุษย์ปรารถนาเกาะไหมล่ะ ว่ายน้ำไป ๆ ไปพบเกาะเข้าสักเกาะจะเป็นอย่างไร ก็ชื่นอกชื่นใจขึ้นเกาะนั้นโดยฉับพลันทีเดียว เพราะได้เกาะดีแล้ว ได้อาศัยแล้ว ไม่อย่างนั้นก็ต้องว่ายน้ำกระเดือก ๆ อยู่ในน้ำ เหนื่อยแทบประดาตาย ขึ้นเกาะเสียได้ก็หมดเหนื่อยหมดยากลำบาก นั้นได้เกาะเป็นเรื่องได้เกาะในมหาสมุทร ก็อาศัยเกาะได้อย่างนั้น เกาะจึงเป็นคุณอย่างหนึ่ง
ก็เรื่องกายเป็นที่พึ่งเล่า ที่ตนเป็นที่พึ่งนั้น เป็นที่พึ่งอย่างไรกัน ถามว่าเมื่อพบเกาะกลางสมุทรนั้นรู้สึกอย่างไร เมื่อพบเข้าแล้วก็ดีใจจะได้พึ่งได้อาศัยเกาะนั้น จะพึ่งจะอาศัยสิ่งอื่นได้จำต้องอาศัยต้องพึ่งเกาะนั้น เพราะมันยังพอมีผลไม้ที่พอจะยังอัตภาพให้เป็นอยู่ได้ เกาะจึงเป็นที่พึ่งอย่างนั้น
บัดนี้เราท่านทั้งหลายก็ได้อาศัยกายมนุษย์ ก็ที่ยังอาศัยกายมนุษย์นี้อยู่ เวลานี้อาศัยกายมนุษย์อยู่จริง ๆ พึ่งกายมนุษย์อยู่จริง ๆ ถ้าว่าไม่อาศัยกายมนุษย์อยู่จริงละก็ ลองทิ้งดูสักทีซิ มนุษย์ก็ไม่มีไม่เห็น ที่เรียกว่าตายนั่นแหละ เมื่อปรากฏอย่างนี้ กายของมนุษย์จึงเป็นเกาะจริง ๆ
ความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ของกายและดวงธรรม
ธรรมก็เป็นที่พึ่งเป็นเกาะ เป็นที่พึ่งเป็นเกาะอย่างไร ธรรมเป็นเกาะเป็นเพราะถ้าไม่ได้ธรรมดวงนี้แล้ว กายมนุษย์จะได้อาศัยอะไร กายมนุษย์เมื่อไม่มีที่อาศัยที่เกาะ กายมนุษย์ก็ต้องสูญไป เพราะไม่มีที่อาศัยจะพึ่ง กายมนุษย์อาศัยดวงธรรมดวงนั้น อยู่ในกลางดวงธรรมนั้น กายมนุษย์ได้อาศัยธรรมดวงนั้นเป็นที่เกาะ รวมความว่ากายมนุษย์อาศัยดวงธรรมเป็นทั้งที่พึ่งและเป็นที่เกาะ
ครั้นเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดอีกชั้นหนึ่ง กายมนุษย์ละเอียดก็ต้องมีกายของตัวเองเป็นเกาะ มีกายของตัวเองเป็นที่พึ่ง แล้วยังต้องอาศัยกายมนุษย์เป็นทางให้เกิดกายมนุษย์ละเอียดด้วย เพราะถ้าไม่มีกายมนุษย์แล้ว กายมนุษย์ละเอียดก็มีเกิดไม่ได้ ครั้นเข้าถึงกายทิพย์ กายทิพย์นั้นก็ต้องมีดวงธรรมเป็นที่พึ่ง ที่เป็นเกาะของกายทิพย์ และก็จำเป็นต้องมีกายมนุษย์ละเอียดเป็นที่พึ่งเป็นที่เกาะของกายทิพย์อีกด้วย กายทั้งหลายเป็นที่พึ่งเป็นที่เกาะเกี่ยวกันอย่างนี้ต่อขึ้นไปตามลำดับ และแต่ละกาย ๆ ต่างก็มีดวงธรรมของตัวเป็นที่พึ่งที่เกาะด้วยกันทั้งนั้น เป็นลำดับกันอย่างนี้
จะย้อนกลับกล่าวถึงกายมนุษย์ใหม่ กายมนุษย์เป็นที่เกาะเป็นที่พึ่ง ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์เป็นที่เกาะที่พึ่ง ทั้ง ๒ อย่างนี้ เวลานี้เราอาศัยอยู่กับกายมนุษย์ มีกายมนุษย์เป็นเกาะจริง ๆ ที่ได้เกาะได้อาศัยอยู่โดยมีกายมนุษย์เป็นที่พึ่งจริง ๆ คนอื่นพึ่งไม่ได้จะพึ่งคนอื่นพึ่งได้อย่างไร กายมนุษย์ก็ต้องพึ่งตัวของมันเอง จะพึ่งคนอื่นได้อย่างไร อาบน้ำ อุจจาระ เหล่านี้ มันก็ต้องพึ่งตัวของมันทั้งนั้น จะพึ่งคนอื่นนั้นไม่ได้ ต้องพึ่งตัวเอง
ก็เมื่อกายมนุษย์มีกายของตัวเป็นที่พึ่งอย่างนี้แล้วธรรมล่ะ ก็มีธรรมเป็นที่เกาะที่พึ่งของกายมนุษย์อีกเหมือนกัน คือ ดวงธรรมดวงใสที่อยู่ที่ศูนย์กลางกายนั่นแหละ เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง ไม่แต่เท่านั้น ดวงธรรมกลางกายมนุษย์นี่เอง ยังเป็นที่อาศัยเกิดของกายมนุษย์ละเอียดต่อไปอีกด้วย เพราะถ้าไม่มีดวงธรรมนั้นอยู่ก่อน กายมนุษย์ละเอียดก็อาศัยอยู่ไม่ได้ ที่กายมนุษย์ละเอียดอาศัยอยู่ได้มีธรรมดวงนั้น ธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่อาศัยของตัวเอง กายมนุษย์ละเอียดนั้นก็เป็นตัวของตัวเอง เป็นที่อาศัยของตัวเอง ธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่พึ่งสำคัญ เพราะได้มาด้วยบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ไม่มีพิรุธเลย จึงเกิดธรรมดวงนั้น ถ้าธรรมดวงนั้นดับไป กายมนุษย์ละเอียดก็หมดที่พึ่ง
สัจจะแห่งกายในภพและนอกภพ
| มิติแห่งกายภายใน | จำนวนกาย | ลักษณะตามสภาวะธรรม | พระบาลีกำกับคุณลักษณะ | สรุปแก่นการปฏิบัติ |
|
ตัวตนในภพ (กามภพ รูปภพ อรูปภพ) |
๘ กาย (ตั้งแต่กายมนุษย์หยาบ จนถึงกายอรูปพรหมละเอียด) |
• เป็นตัวตนโดยสมมติชั่วครั้งคราว • เป็นสมบัติที่ไม่จีรังยั่งยืน เอาจริงเอาจังไม่ได้ ยักเยื้องแปรผันอยู่ |
อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา (ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน) |
ห้ามงมงายบนบานศาลกล่าว • เลิกพึ่งเจ้าพึ่งผีอย่างเลอะเลือน เพราะนั่นคือความคิดเห็นที่พิรุธ คลาดเคลื่อนไปจากธรรมของพระพุทธเจ้า |
|
ตัวตนนอกภพ (โลกุตตรธรรม) |
๑๐ กาย (ตั้งแต่กายธรรมหยาบ จนถึงกายพระอรหัตละเอียด) |
• เป็นตัวตนที่แท้จริงโดยวิมุตติ • เป็นที่พึ่งอันเที่ยงแท้แน่นอน ขาดเสียไม่ได้เลย |
นิจฺจํ สุขํ อตฺตา (เที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตนที่แท้) |
เรียนรู้และเข้าให้ถึงกายธรรม • ตรึกนึกถึงดวงธรรมใสที่ศูนย์กลางกายบริสุทธิ์เสมอ เพื่อความเย็นอกเย็นใจและเข้าสู่หนทางมรรคผล |
กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด และต่อ ๆ ขึ้นไป ต่างก็มีตัวของตัวเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง แล้วก็มีดวงธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่งดุจเดียวกันโดยลำดับไป ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียดรวม ๘ กายนี้อยู่ในกามภพ รูปภพ และอรูปภพ เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่เขาก็มีที่พึ่งที่เกาะของเขาอย่างนั้นทั้งนั้น แต่ว่าพึ่งโดยสมมติชั่วครั้งคราวหนึ่งไม่จริงจังนัก เรียกว่าโลกีย์ยังยักเยื้องแปรผันอยู่เอาจริงเอาจังไม่ได้
ที่จะเอาจริงเอาจังได้ ต้องเข้าให้ถึงกายธรรม แต่กายธรรมต่าง ๆ อีก ๑๐ กายนั้น ต่างก็ต้องมีตัวเป็นที่พึ่งที่เกาะ และต่างก็ต้องมีดวงธรรมของตนเป็นที่เกาะที่อาศัยด้วยกันทั้งสิ้น ขาดเสียทีไม่ได้จะพึ่งสิ่งอื่น ๆ นั้นไม่ได้ เลอะเหลวทีเดียว จะมัวบนบานศาลกล่าวพึ่งเจ้าพึ่งผีละเลอะเทอะ เพราะพวกหวังพึ่งเหล่านั้นไม่ได้ยินได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ศึกษาในธรรมของสัตบุรุษ ความคิดเห็นจึงพิรุธไปเสียแล้ว ไม่ได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ฝึกฝนใจในธรรมของพระพุทธเจ้า ความเห็นจึงเลอะเลือนไปเช่นนั้น ถ้าไม่เลอะเลือนจะต้องมี ๒ อย่างนี้เท่านั้น คือมี กาย กับ ธรรม เท่านั้น
บทสรุป: ธรรมทั้งสิ้นไม่ใช่ตัว ตัวทั้งสิ้นไม่ใช่ธรรม
เพราะฉะนั้น จะต้องเรียนให้รู้จักกายตัวเสียก่อน เรียกว่า อตฺตสมฺมุติ กายสมมตินี่แหละ เป็นตัวสมมติ ๔ กายที่อยู่ในภพนั่นแหละ (หมายถึงกายโลกีย์ชั้นหยาบ) เรียกว่าตัวโดยสมมติทั้งนั้น ส่วนธรรมล่ะ คือธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์น่ะ ก็เรียกว่าธรรมสมมติเหมือนกัน สมมติขึ้นชั่วคราวหนึ่ง ไม่ใช่ตัวดังที่พระพุทธองค์ทรงรับสั่งว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ธรรมทั้งสิ้นไม่ใช่ตัว ตัวทั้งสิ้นไม่ใช่ธรรม ตัวก็เป็นตัว ธรรมก็เป็นธรรม คนละนัยแก่กัน ทั้ง ๑๘ กาย มีตัวกับมีธรรมก็ที่ทำให้เป็นตัว
แต่ตัวทั้งหลายเหล่านั้น ทั้ง ๘ กายในภพเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา หมดไม่เหลือเลย ทั้ง ๑๐ กายนอกภพเป็น นิจฺจํ สุขํ อตฺตา ทั้งหมด ตรงกันข้ามอย่างนี้ นิจฺจํ สุขํ อตฺตา เป็นของเที่ยงของจริงทั้งหมด แต่ว่าในภพแล้วเป็นของไม่เที่ยง ไม่จริงหมด รู้ให้ชัดเสียอย่างนี้ ที่เกิดมาในมนุษย์โลก เป็นภิกษุสามเณรก็เย็นอกเย็นใจสบายอกสบายใจ ไม่ถือเลอะเลือน ผิด ๆ พลาด ๆ ไป ให้รู้จักพระพุทธศาสนาอย่างนี้ รู้จักความเป็นจริงของทางมรรคผล ตามความเป็นจริงของกายที่เป็นของในภพนอกภพชัดอย่างนี้ จะได้ไม่งมงายในการหาเลี้ยงชีพหรือการเป็นอยู่ในหมู่มนุษย์ ไม่มีการสับสนอลหม่านกับใคร ให้แต่ความสุขกับตนและบุคคลเป็นเบื้องหน้า
ที่ชี้แจงมานี้เป็นเรื่องตนของตนและธรรมที่ทำให้ตนเป็นของตน ทั้งเป็นเกาะทั้งเป็นที่พึ่ง ตามความในพระบาลีว่า อตฺตทีปา อตฺตสรณา อนญฺญสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา ดังนี้ พอสมควรแก่เวลา ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย บรรดาที่มาสโมสร ณ ที่นี้ทุกถ้วนหน้ากันฯ