ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มีความสำคัญอย่างไรในทางวิชชาธรรมกาย?
ที่ตั้งของใจ จุดเกิดและดับ ปฐมมรรค สติปัฏฐาน ๔ ทะเลบุญ และทางเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน
หลักสำคัญ: ฐานที่ ๖ อยู่กลางกายระดับสะดือ ส่วนฐานที่ ๗ อยู่เหนือระดับสะดือประมาณ ๒ นิ้วมือ ความสำคัญของฐานที่ ๗ มิได้อยู่ที่ตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การรวบเห็น จำ คิด รู้ ให้หยุดนิ่ง แล้วดำเนินเข้ากลางของกลางตามลำดับแห่งสภาวธรรม
บทนำ
ในการเจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนววิชชาธรรมกาย “การวางใจให้ถูกตำแหน่ง” เป็นหลักสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการปฏิบัติมิได้มุ่งเพียงทำจิตให้สงบโดยทั่วไป หากมุ่งรวบรวมความเห็น ความจำ ความคิด และความรู้ ซึ่งรวมเรียกว่า “ใจ” ให้กลับมาหยุดนิ่ง ณ ที่ตั้งเดิมของใจภายในกาย1
พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) อธิบายที่ตั้งของใจไว้เป็นลำดับ ๗ ฐาน โดยฐานที่ ๖ อยู่ตรงกลางกายระดับสะดือ ส่วนฐานที่ ๗ อยู่เหนือระดับสะดือขึ้นมาประมาณ ๒ นิ้วมือ เมื่อผู้ปฏิบัติรู้จักทางเดินของใจแล้ว ในการปฏิบัติครั้งต่อไปสามารถนำใจไปตั้งไว้ ณ ฐานที่ ๗ ได้โดยตรง
ความสำคัญของศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตามหลักวิชชาธรรมกาย อธิบายได้เป็นประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
๑. เป็นที่ตั้งของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ และเป็นที่รวมของใจ
ในพระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีคำอธิบายว่า ภายในกายมนุษย์มี “ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์” มีลักษณะกลม ใส และบริสุทธิ์ เปรียบด้วยกระจกเงาส่องหน้า โดยดวงธรรมนี้ตั้งอยู่ภายในกลางกาย1
อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งฐานที่ ๖ และฐานที่ ๗ ต้องแยกจากกันให้ชัดเจน จุดที่เส้นสมมติจากสะดือไปด้านหลังตัดกับเส้นจากด้านขวาไปด้านซ้ายตรงกลางกาย เรียกว่า “กลางกั๊ก” และเป็นฐานที่ ๖ จากจุดนี้จึงเลื่อนขึ้นมาเหนือระดับสะดือประมาณ ๒ นิ้วมือ เป็นฐานที่ ๗ ซึ่งใช้เป็นจุดตั้งใจในการเจริญภาวนา ไม่ควรเรียกจุดตัดที่ระดับสะดือว่าฐานที่ ๗ โดยตรง
คำว่า “ใจ” ในคำอธิบายของวิชชาธรรมกาย หมายถึงธรรมชาติ ๔ ประการ ได้แก่ เห็น จำ คิด และรู้ ซึ่งสัมพันธ์กับนามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เมื่อธรรมชาติทั้ง ๔ ยังแยกกันรับอารมณ์ภายนอก ใจก็ย่อมฟุ้งซ่าน แต่เมื่อรวมเป็นจุดเดียวกันจึงเรียกว่า “ใจ” และเมื่อใจรวมหยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ย่อมเกิดความเป็นเอกัคคตา พร้อมที่จะดำเนินเข้าสู่สภาวธรรมที่ละเอียดขึ้น
ดังนั้น การเจริญภาวนาตามแนววิชชาธรรมกายจึงมิใช่การเพ่งอวัยวะทางกาย หากเป็นการนำใจซึ่งเคยสอดส่ายออกไปรับอารมณ์ภายนอก ให้กลับมาตั้งมั่น หยุดนิ่ง และรวมเป็นหนึ่ง ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
๒. เป็นศูนย์กลางของการเกิด ดับ หลับ และตื่น
พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำอธิบายว่า ทางเดินของใจทั้ง ๗ ฐานมีความเกี่ยวข้องกับการไปเกิด มาเกิด การดับหรือตาย การหลับ และการตื่น โดยเฉพาะบริเวณศูนย์กลางกายเป็นจุดที่เกิดกระบวนการซึ่งเรียกว่า “ตกศูนย์”2
หลักนี้มิได้หมายความว่าฐานที่ ๖ และฐานที่ ๗ เป็นจุดเดียวกัน แต่หมายถึงกระบวนการที่ใจหรือดวงธรรมเดิมตกลงสู่ศูนย์ที่ระดับสะดือ แล้วเกิดดวงใหม่ลอยขึ้นมาเหนือระดับสะดือประมาณ ๒ นิ้วมือ (หรือประมาณ ๕ เซนติเมตร อยู่ที่ขนาดความสูงต่ำแต่ละบุคคล) ณ ฐานที่ ๗ ด้วยเหตุนี้ ในพระธรรมเทศนาจึงมีถ้อยคำว่า สัตว์จะเกิด ดับ หลับ หรือตื่น ต้องอาศัยศูนย์ดังกล่าวเป็นทางผ่าน
ที่ตรงนั้นแหละเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น มีแห่งเดียว… เกิดตรงไหนก็ตายตรงนั้น หลับตรงไหนก็ตื่นตรงนั้น
ใจความสำคัญมิใช่อยู่เพียงคำว่า “ศูนย์” ในความหมายของตำแหน่งทางกาย แต่รวมถึงกระบวนการที่ดวงเดิมดับหรือตกศูนย์ แล้วดวงใหม่เกิดขึ้นมาทำหน้าที่แทน กระบวนการนี้จึงเป็นแบบแผนร่วมทั้งในทางโลกและทางธรรม กล่าวคือ ในทางโลกเป็นกระบวนการของการเกิด ดับ หลับ และตื่น ส่วนในทางธรรมเป็นกระบวนการที่ใจหยุด ดวงเดิมตกศูนย์ และดวงธรรมที่ละเอียดบริสุทธิ์กว่าปรากฏขึ้น
การนำใจกลับมาตั้งหยุดนิ่ง ณ ฐานที่ ๗ จึงเป็นการนำใจกลับเข้าสู่ทางเดินเดิมของธาตุธรรม มิใช่กำหนดตำแหน่งขึ้นโดยปราศจากความสัมพันธ์กับกระบวนการภายใน
๓. เป็นจุดเริ่มต้นของมัชฌิมาปฏิปทาภายในและปฐมมรรค
เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ย่อมปรากฏดวงใสสว่างขึ้น เรียกว่า “ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” หรือ “ดวงปฐมมรรค” หมายถึงหนทางเบื้องต้นที่จะดำเนินต่อไปสู่มรรค ผล และพระนิพพาน3
พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำอธิบายว่า ผู้จะดำเนินไปสู่มรรคผลนิพพานต้องเข้ากลางดวงนี้ เพราะเป็น “เอกายนมรรค” คือทางอันเอก มิใช่เพียงในความหมายว่ามีจุดทางกายเพียงจุดเดียว แต่หมายถึงกระบวนการดำเนินเข้า “กลางของกลาง” ซึ่งไม่เบี่ยงออกไปทางซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง หรือบน
จะเกิดมาในมนุษย์โลกก็ต้องเกิดที่ศูนย์นั้น จะไปนิพพานก็ต้องเข้าศูนย์นั้นไปเหมือนกัน จะไปสู่มรรคผลนิพพานก็ต้องเข้าศูนย์นั้นเหมือนกัน แบบเดียวกัน จะตายจะเกิดตรงกันข้าม ถ้าว่าจะเกิดก็ต้องเดินนอกออกไป ถ้าว่าจะไม่ต้องเกิดก็ต้องเดินในเข้าไป กลางเข้าไว้ หยุดเข้าไว้ ไม่คลาดเคลื่อน
พระธรรมเทศนาเรื่อง “ติลักขณาทิคาถา” หรือ “หนทางหมดจดวิเศษ” อธิบายว่า หนทางตั้งต้นไปจนถึงพระอรหัต คือการทำใจให้หยุดอยู่ ณ ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ แล้วดำเนินเข้ากลางของหยุด กลางของกลาง ต่อเนื่องไป ถ้าหยุดไม่ได้ก็ยังไม่ถูกทางไปของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ แต่ถ้าหยุดได้จึงชื่อว่าถูกทาง และความหยุดนิ่งนี้เองเป็นหนทางหมดจดวิเศษ
ข้อความนี้ช่วยขยายความคำว่า “ทางเดียว” ให้ชัดเจนว่า มิได้หมายถึงการยืนยันตำแหน่งทางกายโดยขาดกระบวนการปฏิบัติ แต่หมายถึงการวางใจให้หยุดถูกส่วน แล้วดำเนินผ่านศูนย์กลางของสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นตามลำดับ
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จึงเป็นทั้งจุดตั้งต้นของการปฏิบัติและประตูเข้าสู่ทางสายกลางภายใน เมื่อใจหยุดแล้ว ผู้ปฏิบัติมิได้เพียงรักษาใจไว้ในตำแหน่งเดิม แต่ต้องดำเนินเข้ากลางของกลาง หรือ “หยุดในหยุด กลางของหยุด” ต่อเนื่องไป
๔. เป็นจุดเริ่มต้นของการพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มิใช่เพียงที่ตั้งใจสำหรับการทำสมาธิเบื้องต้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ตามแนววิชชาธรรมกาย ได้แก่ การพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ทั้งในส่วนหยาบและส่วนละเอียด4
เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ดวงปฐมมรรคย่อมปรากฏ จากนั้นจึงดำเนินเข้ากลางของดวงนั้น ผ่านดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะ แล้วเข้าถึงกายที่ละเอียดตามลำดับ ได้แก่ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด ตลอดจนธรรมกายและธรรมกายที่ละเอียดยิ่งขึ้น
การ “ดับหยาบไปหาละเอียด” มิได้หมายถึงการทำลายกายหยาบ แต่หมายถึงการวางความรู้สึกในกายหรือสภาวะชั้นหยาบ แล้วรวมใจเข้าสู่ศูนย์กลาง จนกายหรือสภาวะที่ละเอียดกว่าปรากฏขึ้น เมื่อดำเนินเช่นนี้ต่อเนื่อง ผู้ปฏิบัติย่อมสามารถพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรมในระดับที่ละเอียดขึ้นโดยลำดับ
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จึงเป็นจุดเชื่อมระหว่างสมถะกับวิปัสสนา กล่าวคือ ความหยุดนิ่งของใจทำหน้าที่เป็นสมถะ ส่วนการรู้เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม และสภาวธรรมตามลำดับที่ปรากฏ เป็นกระบวนการแห่งวิปัสสนาและปัญญา
๕. เป็นที่สั่งสมและปรากฏของบุญกุศล
พระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำอธิบายว่า เมื่อบุคคลประกอบบุญกุศล บุญมิได้สูญหายไป แต่กลั่นตัวเป็นดวงใสและติดอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ท่านจึงสอนให้ผู้ปฏิบัตินำใจไปหยุดอยู่ตรงกลางกาย เพื่อให้เห็นและรู้จักดวงบุญของตนตามความเป็นจริง5
ในพระธรรมเทศนากัณฑ์ที่ ๓๐ เรื่อง “ภัตตานุโมทนากถา” แสดงเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ มีคำอธิบายว่า การรักษาบุญต้องนำใจไปจรดที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ทำใจให้หยุดนิ่ง และกำหนดว่าบุญของตนมีอยู่ตรงนี้ เมื่อใจหยุดถูกส่วนย่อมสามารถเห็นดวงบุญได้
พระธรรมเทศนาอีกแห่งหนึ่งใช้คำว่า “ทะเลบุญ” โดยอธิบายว่า หากต้องการรู้เห็นบุญ ต้องเข้าไปกลางกาย แล้วดำเนิน “กลางของกลาง” ต่อเนื่องไป ไม่ออกไปทางซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง หรือบน เมื่อเข้ากลางหนักขึ้นย่อมพบบุญหรือ “ทะเลบุญ” ภายในกลางกายนั้น6
หากต้องการบุญ ก็เข้าไปในกลางกายนั่นแหละ กลางของกลาง ๆ ๆ หนักเข้าไป ซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง-ล่าง-บน ไม่ไปทั้งนั้น กลางของกลางหนักขึ้นทุกทีก็จะเข้าไปพบบุญ ทะเลบุญ อยู่ในกลางกายนั้น
คำว่า “ทะเลบุญ” จึงควรเข้าใจว่าเป็นถ้อยคำที่ใช้แสดงถึงแหล่งบุญภายในอันกว้างใหญ่ ซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึงและรู้เห็นได้ด้วยการดำเนินใจเข้าสู่กลางของกลาง มิใช่เพียงภาพเปรียบเทียบทางวัตถุ
๖. เป็นทางเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน
ตามแนววิชชาธรรมกาย พระรัตนตรัยมิได้เป็นเพียงวัตถุภายนอกหรือถ้อยคำสำหรับระลึกถึงเท่านั้น แต่มีสภาวะภายในที่ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึง รู้เห็น และสัมผัสได้ด้วยการปฏิบัติ7
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นที่ตั้งใจและจุดเริ่มต้นของการดำเนินเข้าภายใน มิใช่กล่าวอย่างรวบรัดว่าพระรัตนตรัยภายในทั้งหมดประดิษฐานอยู่ ณ ตำแหน่งทางกายชั้นต้นนั้นโดยไม่มีลำดับการเข้าถึง
ผู้ปฏิบัติต้องทำใจให้หยุด แล้วดำเนินผ่านดวงธรรมและกายภายในตามลำดับ จนล่วงพ้นกายโลกิยะเข้าสู่ธรรมกาย จึงเข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะภายในอย่างบริบูรณ์
ดังนั้น จึงควรกล่าวว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นประตูหรือทางเริ่มต้นเข้าสู่พระรัตนตรัยภายใน มากกว่าจะกล่าวว่าเป็นสถานที่ตั้งของพระรัตนตรัยทั้งหมดโดยไม่อธิบายกระบวนการเข้าถึง
“หยุด” คือหัวใจของการปฏิบัติ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
ความสำคัญของฐานที่ ๗ มิได้อยู่ที่การรู้ตำแหน่งเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำใจให้ “หยุด” ณ ตำแหน่งนั้น เพราะแม้ผู้ปฏิบัติจะกำหนดตำแหน่งได้ถูกต้อง แต่ถ้าใจยังคิดค้น แสวงหา บังคับ หรือสอดส่ายออกไป ความเป็นกลางและความละเอียดของใจก็ยังไม่เกิดขึ้น3
ในพระธรรมเทศนาเรื่อง “ติลักขณาทิคาถา” พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำอธิบายว่า หนทางหมดจดวิเศษตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงพระอรหัต สำเร็จด้วยการทำใจให้หยุดกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ แล้วดำเนิน “กลางของหยุด” ต่อไป โดยย้ำว่า “หยุด” เป็นหลักสำคัญตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด
คำว่า “หยุด” ในที่นี้มิได้หมายถึงความนิ่งเฉย ความง่วง หรือการกดความคิดอย่างแข็งกระด้าง แต่หมายถึงการที่ความเห็น ความจำ ความคิด และความรู้ รวมเป็นจุดเดียวกัน ไม่ส่งออกไปรับอารมณ์ภายนอก และไม่ปรุงแต่งสิ่งใดเพิ่มเติม เมื่อใจหยุดถูกส่วน ดวงธรรมย่อมปรากฏขึ้นเองตามเหตุปัจจัย
ใจหยุดนั่นแหละถูกตัวสมถะแล้ว หยุดนั่นแหละเป็นตัวสมถะ หยุดนั่นเองเป็นตัวสำเร็จ ทั้งทางโลกและทางธรรมสำเร็จหมด
การปฏิบัติต้องดำเนิน “หยุดในหยุด กลางของหยุด” ตั้งแต่กายมนุษย์ไปจนถึงธรรมกายและกายธรรมพระอริยบุคคล มิใช่เปลี่ยนวิธีหรือแสวงหาทางอื่นในระหว่างการปฏิบัติ
พุทธพจน์ที่เป็นรากฐานของการอบรมใจและสติปัฏฐาน
คำสอนเรื่องศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นคำอธิบายภาคปฏิบัติที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) แสดงจากการปฏิบัติเข้าถึง ส่วนพระพุทธพจน์ต่อไปนี้วางหลักเรื่องความสำคัญของใจ การอบรมจิต สติปัฏฐาน ๔ และการทำพระนิพพานให้แจ้ง จึงช่วยแสดงความเชื่อมโยงระหว่างปริยัติกับกระบวนการปฏิบัติ โดยมิได้หมายความว่าพระไตรปิฎกระบุตำแหน่ง “ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗” ไว้โดยตรง
๑. ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ”
พุทธพจน์นี้แสดงว่าใจเป็นประธานแห่งธรรมและเป็นจุดเริ่มต้นของการกระทำ เมื่อบุคคลมีใจผ่องใสแล้วพูดหรือกระทำ ความสุขย่อมติดตามไปเหมือนเงาติดตามตัว หลักนี้สอดคล้องกับการที่วิชชาธรรมกายให้ความสำคัญแก่การอบรมใจ โดยรวบเห็น จำ คิด รู้ ให้กลับมารวมเป็นหนึ่งและหยุดนิ่ง8
๒. จิตผ่องใสและหลุดพ้นจากอุปกิเลสได้
ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐํ
“ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส แต่จิตนั้นเศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา”
พระพุทธพจน์ชุดเดียวกันแสดงว่า จิตสามารถหลุดพ้นจากอุปกิเลสที่จรมาได้ และอริยสาวกผู้ได้สดับย่อมรู้จิตนั้นตามความเป็นจริง จึงมีจิตตภาวนา หลักนี้เป็นรากฐานให้เห็นว่า การชำระจิตให้พ้นจากเครื่องเศร้าหมองเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ ส่วนวิชชาธรรมกายอธิบายวิธีรวบใจให้หยุดนิ่งและดำเนินเข้ากลางของกลางตามลำดับแห่งสภาวธรรม9
๓. สติปัฏฐาน ๔ เป็นเอกายนมรรค
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา… นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา
“ภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง และเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง หนทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔”
ในระดับพระสูตร เอกายนมรรคหมายถึงสติปัฏฐาน ๔ ส่วนในคำอธิบายภาคปฏิบัติของวิชชาธรรมกาย เมื่อใจหยุดถูกส่วน ดวงที่ปรากฏขึ้นเรียกว่า “ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” หรือ “ดวงปฐมมรรค” แล้วจึงดำเนินพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรมต่อไป การแยกหลักฐานสองระดับนี้ช่วยรักษาทั้งคำพระสูตรและคำอธิบายจากการปฏิบัติไว้อย่างโปร่งใส10
๔. พิจารณาเห็นกายในกาย
กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา
“พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ”
พระสูตรวางหลักการพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ส่วนวิชชาธรรมกายอธิบายว่า เมื่อใจหยุดและดับหยาบไปหาละเอียด ผู้ปฏิบัติย่อมเข้าถึงกายภายในตามลำดับ แล้วใช้กายธรรมและญาณธรรมกายพิจารณาสติปัฏฐาน ๔ ดังนั้น ควรกล่าวว่าในแนวอธิบายของวิชชาธรรมกาย “กายในกาย” รวมถึงกายภายในที่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงได้ตามลำดับ โดยไม่จำกัดความหมายของพระสูตรให้เหลือเพียงคำอธิบายแบบใดแบบหนึ่ง11
บทสรุป
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มิใช่เพียงจุดสมมติสำหรับเพ่งใจชั่วคราว แต่เป็นตำแหน่งตั้งใจที่มีความสัมพันธ์กับทางเดินของใจ กระบวนการเกิด ดับ หลับ ตื่น และการดำเนินเข้าสู่ภายในตามหลักวิชชาธรรมกาย
ฐานที่ ๖ และฐานที่ ๗ ต้องแยกจากกันให้ชัดเจน ฐานที่ ๖ อยู่ตรงกลางกายระดับสะดือ เป็นจุด “กลางกั๊ก” ตามเส้นสมมติ ส่วนฐานที่ ๗ อยู่เหนือระดับสะดือขึ้นมาประมาณ ๒ นิ้วมือ และเป็นจุดที่ผู้ปฏิบัตินำใจไปตั้งหยุดนิ่ง
เมื่อใจซึ่งประกอบด้วยความเห็น ความจำ ความคิด และความรู้ รวมหยุดเป็นหนึ่ง ณ ฐานที่ ๗ จนถูกส่วน ดวงปฐมมรรคย่อมปรากฏขึ้น จากนั้นผู้ปฏิบัติจึงดำเนินเข้ากลางของกลาง ผ่านดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ เข้าถึงกายที่ละเอียดยิ่งขึ้นโดยลำดับ จนถึงธรรมกาย มรรค ผล และพระนิพพาน
ดังนั้น ความสำคัญสูงสุดของศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จึงมิได้อยู่ที่ตำแหน่งเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การเป็นจุดเริ่มต้นของมัชฌิมาปฏิปทาภายใน เป็นที่รวมและที่หยุดของใจ เป็นทางเข้าสู่ปฐมมรรค เป็นจุดเริ่มต้นของการเห็นกายในกายและธรรมในธรรม และเป็นประตูสู่การเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน
หัวใจของการปฏิบัติทั้งหมดรวมอยู่ในคำว่า “หยุด” เมื่อใจหยุดถูกส่วน ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แล้ว จึงดำเนิน “หยุดในหยุด กลางของหยุด” ต่อไป สภาวธรรมย่อมปรากฏตามลำดับ ให้ผู้ปฏิบัติรู้เห็นและพิสูจน์ได้ด้วยตนเองตามกำลังแห่งการปฏิบัติ
เชิงอรรถ
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๑, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), ๒๕๓๐), ตอน “วิธีเจริญภาวนา” และตอนฐานที่ตั้งของใจทั้ง ๗. ↩
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), “วิธีเจริญภาวนา สมถวิปัสสนากรรมฐาน,” ใน รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, ๒๕๕๕), ตอน “ศูนย์กลางกาย (ฐานที่ ๗) จุดเกิด จุดดับ และมรรคผลนิพพาน.” ↩
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), “ติลักขณาทิคาถา,” พระธรรมเทศนา ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๗, ใน รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, ๒๕๕๕). ↩
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, ๒๕๕๕), ตอนว่าด้วยสติปัฏฐาน ๔ และลำดับดวงธรรมกับกายภายใน; พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐), บทที่ ๘ “สติปัฏฐาน ๔.” ↩
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), “ภัตตานุโมทนากถา,” พระธรรมเทศนากัณฑ์ที่ ๓๐, ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๗, ใน รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, ๒๕๕๕). ↩
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, ๒๕๕๕), ตอน “ทะเลบุญและทะเลน้ำ ณ ศูนย์กลางกาย.” ↩
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, ๒๕๕๕), ตอนว่าด้วยลำดับการเข้าถึงดวงธรรม กายภายใน และพุทธรัตนะ. ↩
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เล่ม ๒๕, ขุททกนิกาย ธรรมบท, ยมกวรรค, ข้อ ๑–๒. ↩
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เล่ม ๒๐, อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต, หมวดว่าด้วยจิตปภัสสร. ↩
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เล่ม ๑๒, มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์, “สติปัฏฐานสูตร,” ข้อ ๑๓๒ และ ๑๕๒; ดูประกอบ เล่ม ๑๐, ทีฆนิกาย มหาวรรค, “มหาสติปัฏฐานสูตร.” ↩
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เล่ม ๑๒, มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์, “สติปัฏฐานสูตร,” ข้อ ๑๓๒–๑๓๓. ↩
บรรณานุกรม
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.
- พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐.
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, ๒๕๕๕.
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), ๒๕๓๐.