จากสมถะสู่วิปัสสนา
ธรรมกายกับวิปัสสนาภูมิ ๖
บทนำ↑ สารบัญ
การปฏิบัติจากกายมนุษย์ผ่านกายโลกิยะที่ละเอียดขึ้นตามลำดับ มีจุดเด่นอยู่ที่การทำใจให้สงบ ตั้งมั่น และพ้นจากกิเลสนิวรณ์ตามกำลังสมาธิ แต่ความสงบมิใช่จุดสิ้นสุดของทาง เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว การปฏิบัติเปลี่ยนจุดเน้นจากการรวมใจและเข้าถึงกายภายใน ไปสู่การใช้ตาและญาณของธรรมกายพิจารณาสภาวธรรมตามความเป็นจริง
ภูมิแห่งการพิจารณาประกอบด้วยขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาท ๑๒ การพิจารณามิได้มีเป้าหมายเพียงให้รู้รายชื่อหมวดธรรม แต่เพื่อเห็นสภาวะ เหตุ ผล ความเกิดดับ และทางดับเหตุแห่งทุกข์อย่างเป็นระบบ
๑. สมถะและวิปัสสนามิได้ตัดขาดจากกัน↑ สารบัญ
สมถะทำหน้าที่สงบระงับใจ รวบเห็น จำ คิด รู้ให้ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง และทำให้ใจพ้นจากอำนาจนิวรณ์ ส่วนวิปัสสนาทำหน้าที่ใช้ปัญญารู้เห็นสภาวธรรมตามที่เป็นจริง1 ทั้งสองส่วนจึงเกื้อหนุนกัน สมาธิช่วยให้การรู้เห็นไม่ถูกความฟุ้งซ่านครอบงำ ขณะที่ปัญญาป้องกันมิให้ผู้ปฏิบัติติดอยู่เพียงความสงบ ความสุข ความสว่าง หรือประสบการณ์ภายใน
การจำแนกกายโลกิยะไว้ในช่วงสมถะ และกายธรรมไว้ในช่วงเริ่มวิปัสสนา เป็นการกล่าวตามจุดเด่นของแต่ละช่วง มิได้หมายความว่าสมถะปราศจากปัญญา หรือวิปัสสนาไม่ต้องอาศัยสมาธิ การพิจารณาสภาวธรรมด้วยธรรมกายยังต้องใช้ความหยุดนิ่งเป็นฐาน
๒. ธรรมกายในฐานะผู้รู้และผู้เห็น↑ สารบัญ
คำว่า “ธรรมกายเป็นผู้รู้และผู้เห็น” มิได้หมายถึงการมองภาพภายในเท่านั้น แต่หมายถึงเห็น จำ คิด รู้ของธรรมกายทำหน้าที่ตรวจพิจารณาสภาวธรรมละเอียด ในคำอธิบายวิชชาธรรมกาย กายโลกิยะมีอายตนะและกำลังรู้เห็นตามระดับของตน ส่วนธรรมกายมีอายตนะ ตา และญาณละเอียดเหมาะแก่การพิจารณาวิปัสสนาภูมิ2
การรู้เห็นต้องประกอบกัน การเห็นเป็นข้อมูลที่ปรากฏแก่ญาณ ส่วนการรู้แจ้งเป็นปัญญาซึ่งเข้าใจสภาวะ เหตุ ผล และความสัมพันธ์ตามจริง จึงไม่ควรยกการเห็นภาพหรือสภาวะอย่างหนึ่งขึ้นเท่ากับความรู้แจ้งหรือมรรคญาณโดยอัตโนมัติ
๓. ความหมายของวิปัสสนาภูมิ ๖↑ สารบัญ
“วิปัสสนาภูมิ” หมายถึงขอบเขตของสภาวธรรมที่นำมาพิจารณาเพื่อให้เกิดความเห็นแจ้ง มิใช่บันไดหกขั้นที่ต้องทำให้เสร็จทีละหมวดอย่างตายตัว วิปัสสนาภูมิ ๖ ได้แก่
- ขันธ์ ๕
- อายตนะ ๑๒
- ธาตุ ๑๘
- อินทรีย์ ๒๒
- อริยสัจ ๔
- ปฏิจจสมุปบาท ๑๒
วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๒ แจกแจงหมวดเหล่านี้ไว้ในหัวข้อวิปัสสนาภูมิ และระบุว่าการพิจารณาสภาวธรรมละเอียดต้องใช้ตาธรรมกาย เพราะอายตนะและเห็น จำ คิด รู้ของธรรมกายมีความละเอียดสอดคล้องกับสิ่งที่พิจารณา3
๔. วิปัสสนาภูมิ ๖ กับพระบัญญัติ ๖↑ สารบัญ
วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๒ ยังกล่าวถึง “พระบัญญัติ ๖ ประการ” ได้แก่ ขันธบัญญัติ อายตนบัญญัติ ธาตุบัญญัติ สัจจบัญญัติ อินทรียบัญญัติ และปุคคลบัญญัติ แล้วเทียบกับภูมิวิปัสสนาตามโครงสร้างของตำรา โดยปุคคลบัญญัติสัมพันธ์กับอินทรีย์สามและพระอริยบุคคลแปด
จึงต้องแยกพระบัญญัติ ๖ ออกจากบัญชีวิปัสสนาภูมิ ๖ ที่ใช้ในบทความนี้ เพราะสองระบบเกี่ยวข้องกันแต่ไม่ตรงกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง โดยเฉพาะปฏิจจสมุปบาทซึ่งอยู่ในบัญชีวิปัสสนาภูมิ แต่ไม่ได้วางตรงกับพระบัญญัติทั้งหกในลักษณะเดียวกัน
๕. วิปัสสนาภูมิที่ ๑: ขันธ์ ๕↑ สารบัญ
ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ การพิจารณาขันธ์ทำให้เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า “ชีวิต” ประกอบด้วยรูปและนามหลายส่วน แต่ละส่วนเกิด ตั้งอยู่ แปรเปลี่ยน และดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับให้เป็นไปตามความปรารถนา
ในแนววิชชาธรรมกาย ธรรมกายใช้ญาณตรวจดูขันธ์ของกายโลกิยะตั้งแต่หยาบไปหาละเอียด มิใช่เพียงท่องคำว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา จุดหมายคือเห็นว่าอุปาทานเข้าไปยึดขันธ์ว่าเป็นเรา เป็นของเรา หรือเป็นตัวตนของเราอย่างไร แล้วคลายความยึดมั่นตามกำลังปัญญา
๖. วิปัสสนาภูมิที่ ๒: อายตนะ ๑๒↑ สารบัญ
อายตนะ ๑๒ ประกอบด้วยอายตนะภายใน ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอายตนะภายนอก ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ การพิจารณาอายตนะทำให้เห็นว่าประสบการณ์เกิดจากช่องทางรับรู้ อารมณ์ และความรู้รับอารมณ์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน มิใช่มีตัวตนถาวรผู้ควบคุมกระบวนการทั้งหมด
เป้าหมายมิใช่ปิดกั้นการรับรู้ แต่ให้รู้เท่าทันกระบวนการก่อนที่เวทนา ตัณหา และอุปาทานจะสืบต่อ ในภาคปฏิบัติ ความหยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายช่วยให้ผู้ปฏิบัติไม่ไหลตามอารมณ์ทันที และมีฐานสำหรับตรวจเหตุและผลโดยละเอียด
๗. วิปัสสนาภูมิที่ ๓: ธาตุ ๑๘↑ สารบัญ
ธาตุ ๑๘ ประกอบด้วยช่องทางภายใน ๖ อารมณ์ภายนอก ๖ และวิญญาณที่เกิดตามช่องทางทั้ง ๖ เช่น จักขุธาตุ รูปธาตุ และจักขุวิญญาณธาตุประกอบกันเป็นกระบวนการเห็น โสตธาตุ สัททธาตุ และโสตวิญญาณธาตุประกอบกันเป็นกระบวนการได้ยิน
การพิจารณาธาตุช่วยให้เห็นว่าสภาวะแต่ละอย่างทรงลักษณะและทำหน้าที่ของตน เมื่อธาตุที่เกี่ยวข้องประชุมพร้อมจึงเกิดผัสสะ แล้วเวทนาอาจเป็นปัจจัยให้ตัณหาและอุปาทานเกิดสืบต่อ การพิจารณาจึงต้องเห็นความสัมพันธ์ของกระบวนการ มิใช่หยุดอยู่ที่การจำชื่อครบสิบแปดประการ
๘. วิปัสสนาภูมิที่ ๔: อินทรีย์ ๒๒↑ สารบัญ
อินทรีย์ ๒๒ ครอบคลุมอินทรีย์แห่งการรับรู้ ชีวิต เวทนา ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ตลอดจนอินทรีย์ที่สัมพันธ์กับการเข้าสู่มรรค การรู้ด้วยมรรค และความรู้สมบูรณ์เมื่อกิจสิ้นแล้ว
ในทางอบรมใจ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาต้องเกื้อหนุนกัน ศรัทธาที่ขาดปัญญาอาจกลายเป็นความเชื่อที่ไม่ตรวจสอบ ปัญญาเชิงคิดที่ขาดสมาธิอาจวิเคราะห์มากแต่ไม่เข้าถึงสภาวะ และวิริยะที่ขาดความพอดีอาจกลายเป็นการบังคับใจ
อินทรีย์สามประการสุดท้ายยังชี้ให้เห็นว่า การเห็นสภาวธรรม การรู้ด้วยมรรค และความรู้สมบูรณ์เมื่อกิจสิ้นแล้วเป็นคนละระดับ จึงไม่ควรยุบการรู้เห็นจากภาวนาเข้ากับมรรคญาณโดยอัตโนมัติ
๙. วิปัสสนาภูมิที่ ๕: อริยสัจ ๔↑ สารบัญ
อริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทัยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ การพิจารณามิใช่เพียงท่องว่าทุกข์คือผล สมุทัยคือเหตุ นิโรธคือความดับ และมรรคคือทาง แต่ต้องรู้เห็นความสัมพันธ์ของสัจทั้งสี่ในสภาวะจริง
กิจต่ออริยสัจ
- ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้
- สมุทัยเป็นสิ่งที่ต้องละ
- นิโรธเป็นสิ่งที่ต้องทำให้แจ้ง
- มรรคเป็นสิ่งที่ต้องเจริญ
ธรรมกายตั้งแต่ชั้นโคตรภูเป็นต้นไปใช้ญาณพิจารณาอริยสัจ แต่ระดับความรู้เห็นและกิจที่สำเร็จแตกต่างกันตามภูมิธรรม การเห็นอริยสัจจึงยังไม่เท่ากับมรรคญาณ หากมรรคยังมิได้ทำกิจประหารสังโยชน์ตามระดับ
๑๐. วิปัสสนาภูมิที่ ๖: ปฏิจจสมุปบาท ๑๒↑ สารบัญ
ปฏิจจสมุปบาทแสดงความเกิดของทุกข์ตามเหตุปัจจัย ตั้งแต่อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร สืบต่อไปถึงวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะ พร้อมกองทุกข์ที่เกี่ยวเนื่อง
การพิจารณาต้องเห็นทั้งสายเกิดและสายดับ สายเกิดแสดงว่าเมื่ออวิชชายังมี องค์ประกอบต่าง ๆ ย่อมอาศัยกันเกิด ส่วนสายดับแสดงว่าเมื่ออวิชชาดับ สังขารและองค์ประกอบที่อาศัยสืบกันย่อมดับตามลำดับ การเห็นสองสายทำให้รู้ทั้งที่มาของทุกข์และความเป็นไปได้แห่งความดับทุกข์
๑๑. ความเชื่อมโยงของวิปัสสนาภูมิทั้ง ๖↑ สารบัญ
วิปัสสนาภูมิทั้งหกมิใช่โลกหกชุดที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นการพิจารณาสภาวธรรมชุดเดียวกันจากหกมุม ขันธ์แสดงองค์ประกอบของชีวิต อายตนะแสดงช่องทางรับรู้ ธาตุแยกกระบวนการรับรู้ออกเป็นช่องทาง อารมณ์และวิญญาณ อินทรีย์แสดงธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจ อริยสัจแสดงทุกข์ เหตุ ความดับ และทาง ส่วนปฏิจจสมุปบาทแสดงความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย
ตัวอย่างเช่น เวทนาเป็นเวทนาขันธ์ เป็นอินทรีย์ประเภทหนึ่ง เกิดจากผัสสะในปฏิจจสมุปบาท และหากไม่รู้เท่าทันอาจเป็นที่ตั้งให้ตัณหาเกิดจนกลายเป็นสมุทัย การเชื่อมโยงเช่นนี้ทำให้วิปัสสนาเป็นการเห็นโครงสร้างของชีวิตและทุกข์ในกระบวนการเดียวกัน
๑๒. จากการเห็นสู่ความรู้แจ้ง↑ สารบัญ
ควรแยกปัญญาอย่างน้อยสามระดับ ได้แก่ ความเข้าใจจากการศึกษา การรู้เห็นจากภาวนา และมรรคญาณ ความเข้าใจจากการศึกษาช่วยสร้างแผนที่ การรู้เห็นจากภาวนาเป็นการที่สภาวธรรมปรากฏแก่ญาณ ส่วนมรรคญาณเป็นญาณที่ทำกิจต่ออริยสัจและประหารสังโยชน์ตามระดับ
ผู้ปฏิบัติอาจเห็นความแปรเปลี่ยนของขันธ์ เห็นความเกิดดับของเวทนา หรือเห็นกายภายใน แต่ยังยึดถือสภาวะนั้นว่าเป็นตนได้ การเห็นจึงต้องพัฒนาเป็นความรู้แจ้งที่แทงตลอดเหตุ ผล และความสัมพันธ์ แล้วนำไปสู่การคลายและละความเห็นผิด มิใช่จบลงที่ประสบการณ์ซึ่งน่าอัศจรรย์
๑๓. สมาธิข่มกิเลส แต่มรรคประหารกิเลส↑ สารบัญ
สมาธิทำให้กิเลสสงบลงในขณะที่สมาธิมีกำลัง แต่เมื่อกำลังสมาธิอ่อนลง กิเลสซึ่งยังไม่ถูกประหารอาจกลับปรากฏได้ จึงไม่ควรใช้ความสงบชั่วคราวเป็นหลักฐานว่ากิเลสสิ้นแล้ว
มรรคญาณทำหน้าที่ต่างออกไป เพราะประหารกิเลสตามระดับของมรรค การเข้าถึงธรรมกายโคตรภูจึงมีฐานะเป็นจุดเริ่มของงานวิปัสสนา มิใช่ผลสุดท้าย ผู้ปฏิบัติต้องใช้สมาบัติเป็นฐาน พิจารณาวิปัสสนาภูมิและอริยสัจ จนมรรคญาณเกิดตามเหตุปัจจัย4
๑๔. การพิจารณาโดยอนุโลมและปฏิโลม↑ สารบัญ
การพิจารณาโดยอนุโลมหมายถึงตรวจสภาวะไปตามลำดับเหตุและผล ส่วนปฏิโลมหมายถึงย้อนจากผลกลับไปหาเหตุ หรือจากความดับกลับไปตรวจเงื่อนไขแห่งความดับ
ในปฏิจจสมุปบาท อนุโลมคือเห็นจากอวิชชาไปจนถึงชาติ ชรา และมรณะ ส่วนฝ่ายดับคือเห็นว่าเมื่ออวิชชาดับ องค์ประกอบที่อาศัยสืบกันย่อมดับตามลำดับ ในอริยสัจ การพิจารณาไปกลับช่วยให้ไม่รู้เพียงว่ามีทุกข์ แต่สาวไปถึงสมุทัย และตรวจว่ามรรคเป็นเหตุให้เข้าถึงความดับได้อย่างไร
๑๕. การเห็นสภาวธรรมต้องนำไปสู่การละอุปาทาน↑ สารบัญ
หากการพิจารณาขันธ์ อายตนะ และธาตุทำให้ความรู้เพิ่มขึ้น แต่ความยึดมั่นในตนกลับเพิ่มขึ้น การพิจารณานั้นย่อมยังไม่บรรลุจุดมุ่งหมาย วิปัสสนาต้องทำให้เห็นว่าสภาวธรรมอาศัยเหตุปัจจัย ไม่ควรยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา หรือเป็นตัวตนถาวร
ผลของการรู้เห็นจึงควรปรากฏทั้งในญาณและความประพฤติ ได้แก่ ความยึดถือลดลง ความสำรวมเพิ่มขึ้น ความเห็นถูกมั่นคงขึ้น และกิเลสครอบงำได้ยากขึ้นตามระดับของปัญญา การตรวจความประพฤติมิใช่การปฏิเสธประสบการณ์ภายใน แต่เป็นการตรวจว่าความรู้เห็นนั้นแปรเป็นสัมมาทิฏฐิและสัมมาปฏิบัติจริงหรือไม่
๑๖. ข้อควรระวัง↑ สารบัญ
- ไม่ควรกล่าวว่าวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นวัตถุหกชุดที่แยกขาดจากกัน
- การจำรายชื่อหมวดธรรมครบมิใช่การเจริญวิปัสสนาโดยตัวมันเอง
- การเห็นความเกิดดับครั้งหนึ่งยังไม่เท่ากับมรรคญาณ
- การเข้าถึงธรรมกายโคตรภูมิใช่หลักรับรองความเป็นพระโสดาบันโดยอัตโนมัติ
- ต้องแยกการสงบกิเลสด้วยสมาธิออกจากการประหารกิเลสด้วยมรรค
- ภูมิธรรมต้องพิจารณาจากกิจในอริยสัจและกิเลสที่ละได้ มิใช่จากความสว่าง รูปลักษณ์ หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
- ต้องแยกพระบัญญัติ ๖ ในตำราออกจากบัญชีวิปัสสนาภูมิ ๖ ที่ใช้เป็นกรอบของบทความนี้
บทสรุป↑ สารบัญ
สมถะในแนววิชชาธรรมกายทำหน้าที่รวบเห็น จำ คิด รู้ให้หยุดนิ่ง ทำใจให้สงบและละเอียด ผ่านกายโลกิยะตามลำดับจนเข้าถึงธรรมกาย เมื่อถึงธรรมกายแล้ว การปฏิบัติเข้าสู่ช่วงวิปัสสนา โดยใช้ตาและญาณของธรรมกายพิจารณาขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาท ๑๒
สาระสำคัญของการเปลี่ยนจากสมถะสู่วิปัสสนามิใช่การละทิ้งความหยุดนิ่ง แต่เป็นการใช้ความหยุดนิ่งเป็นฐานให้ปัญญารู้เห็นสภาวธรรม แล้วดำเนินจากการเห็นไปสู่ความรู้แจ้ง จากความรู้แจ้งไปสู่การละ และจากการละไปสู่ความหลุดพ้นตามลำดับแห่งอริยมรรค
เชิงอรรถ
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม 13, มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์, “กันทรกสูตร,” ข้อ 12–17, หน้า 10–13, ว่าด้วยศีล อินทรียสังวร การละนิวรณ์ ฌาน และญาณ.↩ กลับ
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 2, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), 2536), 13–19.↩ กลับ
- พระมงคลเทพมุนี, วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 2, 9.↩ กลับ
- พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540), 234–237.↩ กลับ
บรรณานุกรม
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม 13. มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์.
พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 2. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), 2536.
พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540.