ไขข้อสงสัยกัมมัฏฐาน: สายปฏิบัติอื่นที่ไม่ได้เริ่มที่ศูนย์กลางกาย บรรลุมรรคผลนิพพานได้หรือไม่?

ไขข้อสงสัยกัมมัฏฐาน: สายปฏิบัติอื่นที่ไม่ได้เริ่มที่ศูนย์กลางกาย บรรลุมรรคผลนิพพานได้หรือไม่?

ท่ามกลางความหลากหลายของสายการปฏิบัติธรรมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการภาวนาพุทโธ การกำหนดคำบริกรรมยุบหนอพองหนอ หรือการเจริญอานาปานสติ สิ่งหนึ่งที่นักปฏิบัติจำนวนมากมักตั้งคำถามควบคู่กันมาเสมอคือ หากในเบื้องต้นไม่ได้นำใจมาจรดนิ่งไว้ที่ “ศูนย์กลางกาย” ตามแนวทางวิชชาธรรมกายแล้ว ท้ายที่สุดจะสามารถบรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้จริงหรือไม่? ประเด็นอันเป็นหัวใจสำคัญนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของทฤษฎีการจัดหมวดหมู่หมู่กัมมัฏฐาน แต่เป็นเรื่องของสภาวธรรมอันลึกซึ้งและความจริงทางธรรมชาติที่ขับเคลื่อนจิตวิญญาณไปสู่ความหลุดพ้น ซึ่งเราสามารถทำความเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งผ่านมุมมองของธาตุธรรมดังต่อไปนี้

ศูนย์กลางกายกับกฎธรรมชาติสากลของการเวียนว่ายตายเกิด

หากจะอธิบายตามหลักของวิชชาธรรมกาย ศูนย์กลางกายไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งที่ถูกสมมติขึ้นมาเพื่อการฝึกสติเฉพาะกลุ่ม หากแต่เป็น “กลไกธรรมชาติอันตายตัว” ที่เป็นทั้งจุดกำเนิดและจุดจบของทุกสรรพชีวิต ดังที่ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้ชี้ให้เห็นความจริงข้อนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ศูนย์กลางกายมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะการจะเกิดมาในมนุษย์โลกก็ต้องผ่านศูนย์นี้ หรือแม้กระทั่งการจะเดินทางไปสู่มรรคผลนิพพานก็ต้องเข้าศูนย์นี้ไปในแบบเดียวกันทั้งหมด

กฎแห่งการเกิดและการหลุดพ้นจากวัฏสงสารนั้น ทำงานในทิศทางที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ท่านระบุว่า ถ้าจะตายจะเกิดเดินตรงกันข้าม ถ้าว่าจะเกิดก็ต้องเดินนอกออกไป ถ้าว่าจะไม่เกิดก็ต้องเดินในเข้าไป กลางเข้าไว้ หยุดเข้าไว้ ไม่คลาดเคลื่อน” ด้วยเหตุนี้ ความจริงทางธรรมชาติจึงบังคับไว้ในตัวเองว่า การหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์จะเกิดขึ้นได้ผ่านการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางกาย ณ ภายในเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น

สัจธรรมรองรับ: ทุกสายกัมมัฏฐานสามารถเข้าถึงการบรรลุธรรม

จากกฎธรรมชาติดังกล่าว นำมาสู่คำตอบที่ช่วยคลายความกังขาได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด ผ่านคำวิสัชนาอันหนักแน่นของ พระเดชพระคุณพระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล) หรือหลวงป๋า อดีตปฐมเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ซึ่งท่านได้ไขความกระจ่างในประเด็นที่ว่า นักปฏิบัติธรรมสายอื่นจะสามารถเข้าถึงจิตระดับธรรมกายและหลุดพ้นได้หรือไม่ โดยท่านยืนยันอย่างชัดเจนว่า:

“สรุปว่า เขาถามว่าปฏิบัติสายอื่น แต่ระดับจิตถึงธรรมกายน่ะมีไหม ? มี ต้องมี อันนี้ไม่ปฏิเสธนะ จะสายพุทโธ ยุบหนอพองหนอ สัมมาอะระหัง หรือว่าอะไร ๆ ก็ตาม ถ้าจิตถึงก็ถึง ไม่มีปัญหา ถ้ามี จะหลุดพ้นหรือไม่ ? หลุดพ้นสิ ทำไมจะไม่หลุดพ้น”

กลไกการบรรลุธรรมอันลึกซึ้งกับสภาวะ “ตกศูนย์” โดยอัตโนมัติ

สำหรับคำถามที่ตามมาคือ ในเมื่อผู้ปฏิบัติธรรมสายอื่นไม่ได้กำหนดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายตั้งแต่แรกเริ่ม แล้วจิตจะเดินทางเข้ามาสู่เป้าหมายที่เดียวกันได้อย่างไร? คำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตคือ แม้ในเบื้องต้นนักปฏิบัติจะตั้งสติไว้ที่ฐานอื่นนอกศูนย์กลางกาย แต่เมื่อใดที่จิตได้รับการฝึกฝนจนสงบระงับ ขจัดนิวรณ์ และดิ่งลึกจนละเอียดลงอย่างแท้จริง พลานุภาพแห่งสมาธิจะน้อมนำจิตให้เคลื่อนเข้าสู่ศูนย์กลางกายโดยอัตโนมัติ

ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดเจนในกรณีของการเจริญอานาปานสติ (การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก) ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงป๋าได้อธิบายกลไกนี้ไว้ว่า เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมมีสติพิจารณาเห็นลมหายใจที่ค่อย ๆ สั้นเข้าและละเอียดลงจนถึงที่สุด ลมหายใจจะไปหยุดนิ่งอยู่ตรงกลางพระนาภีอย่างพอดี และเมื่อลมนิ่งสนิทตรงจุดกำเนิดนั้นแล้ว สติที่ใช้รู้ลมหายใจก็จะหยุดนิ่งตรึงอยู่ตรงนั้นโดยไม่ต้องคอยประคองให้สาวไปสาวมาอีกต่อไป

เมื่อใจหยุดนิ่งรวมกันเป็นจุดเดียวอย่างสนิทแน่น ธรรมชาติของจิตจะดำเนินไปตามกฎของธาตุธรรมทันที กล่าวคือ จิตดวงเดิมจะทำการละปฏิภาคนิมิตแล้วเกิดสภาวะ “ตกศูนย์” ลึกลงไปยังศูนย์กลางกายฐานที่ 6 เพื่อถ่ายทอดกรรมเดิมที่เป็นสมาธิ กลั่นตัวเกิดเป็นจิตดวงใหม่ ซึ่งประกอบด้วยสภาวะ เห็น-จำ-คิด-รู้ อันตั้งอยู่ท่ามกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ สภาวะจิตใหม่นี้จะผ่องใสบริสุทธิ์จากกิเลสนิวรณ์อย่างสิ้นเชิง ก่อนจะลอยเด่นปรากฏขึ้นพร้อมกับดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เปล่งประกายใสสว่างยิ่งนัก

กลไกการตกศูนย์นี้เอง คือคำอธิบายว่าเหตุใดผู้ปฏิบัติธรรมทุกสายกัมมัฏฐานจึงมาบรรจบกันที่จุดศูนย์กลางกายได้ในท้ายที่สุด เมื่อจิตเข้าถึงความบริสุทธิ์สูงสุด

ข้อควรระวังขั้นเด็ดขาด: ความแตกต่างระหว่างจิตภายในและภายนอกตัว

อย่างไรก็ดี แม้กลไกอัตโนมัติจะเปิดโอกาสให้ทุกสายปฏิบัติเข้าถึงมรรคผลได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นและข้อควรระวังที่นักปฏิบัติธรรมจะละเลยไม่ได้เด็ดขาด นั่นคือ หากผู้ปฏิบัติยังคงมีความยึดมั่นถือมั่น เพ่งนิมิต หรือรั้งจิตให้อยู่แต่ “ภายนอกตัว” ตลอดเวลาโดยไม่ยอมน้อมดิ่งเข้าสู่ภายใน การปฏิบัติเช่นนั้นย่อมเป็นการปิดกั้นหนทางแห่งมรรคผลนิพพานโดยสิ้นเชิง

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นได้จากประวัติศาสตร์การเพ่งกสิณที่มีมาตั้งแต่ยุคก่อนพุทธกาล ซึ่งผู้ฝึกสามารถเข้าถึงฌานสมาบัติชั้นสูงได้แต่กลับไปได้สูงสุดเพียงแค่พรหมโลก ไม่สามารถบรรลุพระนิพพานได้ เหตุผลสำคัญคือ เพราะใจที่จะให้เป็นสมาธิไม่ถูกที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม อันเป็นที่ตั้งของกาย เวทนา จิต ธรรม ให้สามารถเข้าไปรู้เห็น… ปฏิบัติทางจิตไม่ถูกมัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางของจิตใจ แต่ถ้าหากผู้ใดคลำทางจนพบและกำหนดใจให้เป็นสมาธิตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมได้สำเร็จ ย่อมถือว่าเดินถูกทางสายกลางและเข้าสู่หลักสติปัฏฐาน 4 โดยตรง ซึ่งมีพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง

ในประเด็นนี้ พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) ได้กล่าวเตือนสติไว้อย่างเฉียบขาดและลึกซึ้งว่า:

“ถ้าผู้ปฏิบัติได้รู้วิธีปฏิบัติแบบธรรมกายของเรานี้ คือรู้ว่ามีก้อนธรรมติดอยู่กลางตัวแล้วก็เอาจิตไปติดไว้กับก้อนหรือติดไว้กับดวงปฐมมรรค มันก็มีทางเข้าได้ต่อไปยังกายมนุษย์ ทิพย์ พรหม โคตรภูโสดา สกิทาคา ต่อ ๆ ไป แต่ถ้าเอาจิตไปกำหนดไว้ข้างนอก มันจะเข้าไม่ได้ เพราะว่าไม่เป็นทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ เพราะทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์นี้ต้องเอาจิตไว้กับดวงปฐมมรรคตลอดเวลา… เพราะทำออกข้างนอกจะไปถูกวิชชาของมารเข้า”

บทสรุปแห่งเส้นทางสายกลางและทางลัดตัดตรงสู่บรมสุข

จากสภาวธรรมทั้งหมดที่กล่าวมา จึงสามารถสรุปได้อย่างเป็นเอกฉันท์ว่า การปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานในสายอื่น ๆ ล้วนมีอานุภาพเพียงพอที่จะนำพาผู้ปฏิบัติให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้อย่างแน่นอน หากในขั้นตอนสุดท้ายของการปฏิบัติ จิตดวงนั้นสามารถปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งภายนอก ปราศจากวิปัสสนูปกิเลส และน้อมนำใจให้หยุดนิ่งภายในจนเกิดสภาวะ “ตกศูนย์” รวมลงสู่มัชฌิมาปฏิปทา ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้สำเร็จ

การที่วิชชาธรรมกายระบุชัดให้นักปฏิบัติธรรมนำใจมาจรดควบคู่กับคำบริกรรมภาวนา “สัมมา อะระหัง” ไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตั้งแต่ก้าวแรกของการฝึกฝน จึงไม่ได้เป็นการปฏิเสธสายการปฏิบัติอื่น หากแต่เป็นการเลือกเดินบน “ทางสายกลาง” และ “ทางลัดตัดตรง” ที่สอดคล้องกับกลไกความเป็นจริงของธาตุธรรมโดยตรงตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถก้าวล่วงกิเลสนิวรณ์อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และก้าวเข้าสู่พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ ภายในตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง

Index