กัณฑ์ที่ ๔๕ มหาสติปัฏฐานสูตร
(๑๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗)
(ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด (๑๑) ปีมะเมีย)
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ หน)
นิทานคาถา: จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ
สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
สโทสํ วา จิตฺตํ สโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
วีตโทสํ วา จิตฺตํ วีตโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
สโมหํ วา จิตฺตํ สโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
วีตโมหํ วา จิตฺตํ วีตโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
สงฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ สงฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ วิกฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
มหคฺคตํ วา จิตฺตํ มหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ อมหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ สอุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ อนุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
สมาหิตํ วา จิตฺตํ สมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
อสมาหิตํ วา จิตฺตํ อสมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ วิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
อิติ อชฺฌตฺตํ วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ พหิทฺธา วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมึ วิหรติ วยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมึ วิหรติ สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมึ วิหรติ อตฺถิ จิตฺตนฺติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรตีติ ฯ
(ที.ม.(บาลี) ๑๐/๒๘๙/๓๓๐-๓๓๑)
อุเทศทวาร: หัวข้อแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร
ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงใน มหาสติปัฏฐานสูตร ที่แสดงไปแล้วนั้น โดยอุเทศทวาร ปฏินิเทศทวาร แสดงในมหาสติปัฏฐานสูตรเป็น อุเทศทวาร นั้น ตามวาระพระบาลีว่า:
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย
แค่นี้จบ อุเทศทวาร ของมหาสติปัฏฐานสูตร แปลภาษาบาลีว่า:
-
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อยํ มคฺโค อันว่าหนทางนี้ เอกายโน เป็นเอก เอกายโน อยํ มคฺโค หนทางนี้เป็นหนทางเอก ไม่มีสองแพร่ง เป็นหนทางเดียวแท้ ๆ หนทางหนึ่งแท้ ๆ เอกนะคือหนึ่ง เอโก ทฺวิ ติ จตุ ปญฺจ เหล่านี้ เอโก เขาแปลว่าหนึ่ง หนทางนี้เป็นหนึ่งไม่มีสองต่อไป
-
สตฺตานํ วิสุทฺธิยา ความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย
-
โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย เพื่อความล่วงเสียซึ่งโศก ความแห้งใจ ความปริเทวะ ความพิรำพันเพ้อ
-
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย เพื่ออัสดงคตหมดไปแห่งเหล่าทุกข์โทมนัส
-
ญายสฺส อธิคมาย เพื่อบรรลุซึ่งญาณ
-
นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
นี่แสดงดังนี้เพียงเท่านี้ เรียกว่า อุเทศทวาร
ปฏินิเทศทวาร: การขยายความสติปัฏฐาน ๔
จักได้แสดงเป็น ปฏินิเทศทวาร สืบต่อไป
-
ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา นี้คือ สติปัฏฐานสี่
-
กตเม จตฺตาโร สติปฏฺฐานา สติปัฏฐาน ๔ นี่คืออะไร สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรบ้างล่ะ?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
๔ อย่างนี้เรียกว่า ปฏินิเทศทวาร อุเทศทวารแสดงแล้ว อีกส่วนนี้เป็นปฏินิเทศทวาร อุเทศน่ะแสดงออกเป็นหนึ่งทีเดียว ปฏินิเทศนั้นแสดงหนึ่งออกไปเป็น ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม แปลภาษาบาลีว่า
๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายที่ศึกษาพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้า เห็นกายในกายเนือง ๆ นั้นเป็นไฉนเล่า?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ศึกษาพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้ เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่ อ้ายนี้ต้องคอยจำนะ เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่ ถ้าเห็นเข้าแล้ว ทำให้:
-
อาตาปี เพียรเทียว เพียรให้เห็นอยู่เสมอนั้นไม่เผลอทีเดียว
-
อาตาปี สมฺปชาโน รู้รอบคอบอยู่ เพียรแล้วก็รู้รอบคอบ
-
สติมา มีสติด้วยไม่เผลอ รู้รอบคอบไม่เผลอ
-
วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ คอยกำจัดอภิชฌาความเพ่งเฉพาะอยากได้ และความโทมนัสเสียใจที่ไม่ได้สมบัติ นำอภิชฌาโทมนัสในโลกออกเสีย อย่าเพ่งเฉพาะเสียใจ เพราะอยากได้แล้วไม่สมหวัง มันจะทำกายในกายให้เป็นที่เสื่อมไปเสีย อภิชฌา สำคัญนัก เพ่งเฉพาะอยากได้ เมื่อไม่ได้มันก็เสียใจเพราะไม่สมหวัง
ไอ้ดีใจเสียใจนี่แหละอย่าให้เล็ดลอดเข้าไปได้ทีเดียว เมื่อเห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่แล้วก็ อาตาปี มีความเพียรเร่งเร้าทีเดียว มีความรู้รอบคอบประกอบด้วย สติมั่นไม่ฟั่นเฟือนทีเดียว วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ นี่ข้อต้น
๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ข้อที่ ๒ คือ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ เห็นเวทนาในเวทนาเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีความรอบคอบ มีสติมั่นไม่ฟั่นเฟือน นำอภิชฌาโทมนัสในโลกออกเสีย ไม่ให้ลอดเล็ดเข้าไปได้ นี่ส่วนเวทนา
๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติไม่พลั้งเผลอนำอภิชฌาโทมนัสในโลกนี้ออกเสียได้ อย่าให้ความยินดียินดีร้ายมันลอดเล็ดเข้าไปได้ นี่เป็นข้อสาม
๔. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ข้อที่ ๔ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่เมื่อเห็นแล้วให้มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นไม่ฟั่นเฟือน กำจัดอภิชฌาโทมนัสในโลกนี้เสียได้
๔ ข้อนี้แหละเรียกว่า ปฏินิเทศทวาร กาย เวทนา จิต ธรรม เห็นกายในกายอยู่ เห็นเวทนาในเวทนาอยู่ เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ เห็นธรรมในธรรมอยู่ นี่ให้เข้าใจเสียก่อนจึงจะสอนต่อไปเป็นลำดับ
การเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม ในภายใน
เห็นกายในกาย นี่เห็นอย่างไร? เห็นกายในกายนั่นเหมือนกับนอนฝันนั่นแหละ เห็นชัด ๆ อย่างนั้นนะ เห็นกายในกายก็เห็นกายมนุษย์ละเอียดเท่ากายมนุษย์นี้แหละ นอนฝันในกายมนุษย์นี่ต่อไป ทำหน้าที่ไป ผู้เห็นกายในกายก็คือกายมนุษย์ละเอียดนั่นเอง
เห็นเวทนาในเวทนาล่ะ? มนุษย์นี่มันก็มีเวทนาเหมือนกัน เห็นนี่ไม่ได้พูดรู้ นี่เวทนาในเวทนานั่นเป็นอย่างไรล่ะ? สุข กายนั้นเป็นสุข ก็เห็นเป็นสุข กายนั้นเป็นทุกข์ ก็กายละเอียดนั่นแหละที่เห็นนั่นแหละ กายนั้นเป็นทุกข์ก็เห็นว่าเป็นทุกข์ เมื่อกายนั้นไม่สุขไม่ทุกข์ ก็เห็นว่าไม่สุขไม่ทุกข์ เห็นชัด ๆ อย่างนี้
เห็นจิตในจิตล่ะ? ลึกนี่เห็นจิตได้หรือ เห็นจิตได้หรือไม่ใช่เห็นง่าย ๆ นี่ จิตเป็นดวงนี่ เท่าดวงตาดำข้างนอกนี่แหละ เท่าดวงตาดำของตัวทุกคน ๆ นั่นแหละดวงจิต เห็นจิตในจิต
เห็นธรรมในธรรม ถ้าเห็นอย่างนี้ไม่หลับ เป็นประธาน เห็นกายในกายชัด ๆ ก็เห็นกายละเอียดนั่น
เจาะลึก เวทนา จิต และธรรม
เห็นเวทนาในเวทนา เห็นกายแล้วก็เห็นเวทนา เวทนาเพราะใจกำหนดอยู่ที่จะดูกาย เห็นกายนะต้องกำหนดอยู่ศูนย์กลางกายมนุษย์ เมื่ออยู่ศูนย์กลางกายมนุษย์ละก็นั่นแหละ ตาเห็นกาย ก็เห็นอยู่ในกลางกายมนุษย์นั่นแหละ เห็นชัด ๆ เป็นดวงอยู่กลางกายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ เวทนาของกายมนุษย์นี้เป็นเวทนานอก เวทนาของกายมนุษย์ละเอียดนั่นเป็นเวทนาของกายมนุษย์ละเอียดข้างใน นั่นแหละ เวทนาในเวทนา
เห็นจิตในจิตล่ะ ดวงจิต ก็เห็นดวงจิตของกายละเอียดนั่น เห็นดวงจิตเท่าดวงตาดำข้างนอก เห็นดวงจิต มั่นอยู่ในกลางดวงจิตนี่แหละ อยู่ในกลางดวงจิตมนุษย์หยาบนี่แหละ เข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียดมันก็ไปเห็นดวงจิตของกายมนุษย์ละเอียดนั่น นี่เห็นจิตในจิต
เห็นธรรมในธรรมล่ะ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ มันมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบนั่น พอไปเห็นกายละเอียด มันก็เห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั่น ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ เป็นธรรมข้างใน ดวงธรรมทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ นี่เป็นดวงธรรมข้างนอก เห็นจริงอย่างนี้นะ วัดปากน้ำเขาเห็นกันจริง ๆ อย่างนี้ ไม่ใช่เห็นเล่น ๆ
อุทเทสวาร: การเห็นจริงใน ๑๘ กาย
นี่ เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม เห็นจริง ๆ อย่างนี้ นี่ นี่ อุทเทสวาร แล้วก็เห็นอย่างนี้เรื่อย ๆ ขึ้นไป กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม วัดปากน้ำเห็นเข้าไปตั้ง ๑๘ กายนั่นแน่ะ เห็นเข้าไปอย่างนี้แหละ ๑๘ กาย ชัด ๆ ทีเดียว ชัดใช้ได้ทีเดียว ไม่ใช่พอดีพอร้ายหละ เห็นชัดใช้ได้ทีเดียว ไม่ชัดแต่ว่าเห็นหละ ถ้าสนใจจริง ๆ ก็เห็นจริง ๆ เห็นจริง ๆ อย่างนี้
เมื่อเห็นจริง ๆ เป็นจริง ๆ อย่างนี้แล้วละก็ ตำราบอกไว้ตรง ๆ อย่างนี้แล้วมันก็ถูกตำรับตำราทีเดียว แล้วจะไม่แสดงในกาย เวทนา จิต ธรรม ต่อไปอีก คัมภีร์นิทเทสวารต่อไป
นิทเทสวาร: การขยายความหมวดกายานุปัสสนา
มีคำถามสอดเข้ามาว่า:
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ > ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ศึกษาพระธรรมวินัย เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่นั่นเป็นไฉน?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ อันนี้แล้ว…
นี่ปฏินิทเทสวาร:
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา. โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ. ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ. ทีฆํ วา ปสฺสสนฺโต ทีฆํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ. รสฺสํ วา อสฺสสนฺโต รสฺสํ อสฺสสามีติ ปชานาติ. รสฺสํ วา ปสฺสสนฺโต รสฺสํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ.
นี่เป็นปฏินิทเทสวาร กว้างออกไปที กว้างนี่แหละที่แสดงไปแล้ว ส่วนกายที่แสดงไปแล้ว ท่านจัดออกเป็นข้อกำหนดเป็น ปพฺพะ คือ เรียก:
๑. อานาปานปพฺพะ: ข้อกำหนดด้วยลมหายใจเข้าออก ๒. อิริยาปถปพฺพะ: ข้อกำหนดด้วยอิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง นอน ๓. สมฺปชญฺญปพฺพะ: ข้อกำหนดด้วยกิริยาในอิริยาบถแห่งอวัยวะรู้อยู่เสมอนั่น เรียกว่าสัมปชัญญปัพพะ ๔. ปฏิกูลมนสิการปพฺพะ: ข้อกำหนดด้วยข้อปฏิกูลแห่งร่างกายของคนเรา แห่งฟัน หนัง เนื้อ ตามบาลีว่า อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย เกสา โลมา นขา ทนฺตา ปฏิกูลนั้นไม่น่ารักน่าชมเลย ปฏิกูลแห่งร่างกายนี้ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขาที่ไหน ประสมกันแล้วก็เป็นร่างกาย ล้วนแต่เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ไป ๕. ธาตุปพฺพะ: นี้เป็นธาตุปัพพะ พอกายมนุษย์ละเอียดออกจากกายมนุษย์หยาบแล้ว ก็เน่ากันทั้งนั้น เป็นปฏิกูลอย่างนี้ ปฏิกูลนั่นเป็นข้อที่ ๕ ๖. นวสีวถิกปพฺพะ: ข้อกำหนดด้วยศพเก้ารูป ตายวันหนึ่งสองวันท้องเขียว น้ำเลือดน้ำหนองไหล เป็นลำดับไปจนกระทั่งเหลือแต่กระดูกนั่น นี้ได้แสดงมาแล้ว
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน: การเห็นเวทนาในเวทนา
วันนี้จะแสดง เห็นเวทนาในเวทนา สืบต่อไปว่า:
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ. กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ. อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ. ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ. อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.
สามิสํ วา สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สามิสํ สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ. นิรามิสํ วา สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน นิรามิสํ สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.
สามิสํ วา ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน สามิสํ ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ. นิรามิสํ วา ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน นิรามิสํ ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.
สามิสํ วา อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สามิสํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ. นิรามิสํ วา อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน นิรามิสํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ. อิติ อชฺฌตฺตํ ฯ
อันนี้เวทนาไม่ใช่เป็นของฟังง่ายเลย เป็นของฟังยากนัก แต่ว่าท่านแสดงไว้ย่อ ๆ ว่า สุข * เมื่อเราเสวยความสุขอยู่ ก็รู้ชัดว่า เวลานี้เสวยความสุขอยู่
-
เมื่อเราเสวยความทุกข์อยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยความทุกข์อยู่
-
เมื่อเราเสวยความไม่สุขไม่ทุกข์ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยความไม่สุขไม่ทุกข์อยู่
-
เมื่อเสวยความสุขที่เจือด้วยอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยความสุขที่เจือด้วยอามิส
-
เมื่อเราเสวยความทุกข์ที่เจือด้วยอามิส ก็รู้ว่าเราเสวยความทุกข์ที่เจือด้วยอามิส
-
เมื่อเสวยความไม่สุขไม่ทุกข์ที่เจือด้วยอามิส ก็รู้ชัดว่าเราเสวยความไม่สุขไม่ทุกข์ที่เจือด้วยอามิส
-
เราปราศจากความสุข นิรามิสสุข เราเสวยความสุขปราศจากความเจือด้วยอามิส ก็รู้ชัดอยู่อย่างนี้
นี้เรียกว่าเวทนา รู้จักเวทนาอย่างนี้ แต่เวทนาที่จะแสดงวันนี้จะแสดง เวทนาในจิต
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน: การเห็นจิตในจิต
คำว่า จิต นะ เป็นของจำเป็นที่เราจะต้องแก้ไข มิฉะนั้นมันก็บังคับเรา ใช้มันอยู่ทุก ๆ วัน ถ้าเราใช้มันไม่เป็น มันจะกลับมาข่มเหงเอาเราเข้า จิตนั่นเป็นตัวสำคัญ ท่านจึงได้ยืนยันตามวาระพระบาลีว่า:
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่ศึกษาในธรรมวินัย เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่นั่นเป็นไฉน?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ศึกษาธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้
ลักษณะของจิต ๑๖ ประการ
| ลำดับ | สภาวะจิต (บาลี) | คำแปลและคำอธิบายของหลวงปู่ |
| ๑ | สราคํ วา จิตฺตํ | จิตระคนด้วยราคะ ก็ทราบชัดว่าจิตนี้นี่ระคนด้วยราคะ |
| ๒ | วีตราคํ วา จิตฺตํ | จิตปราศจากราคะ ก็ทราบชัดว่าจิตปราศจากราคะ |
| ๓ | สโทสํ วา จิตฺตํ | จิตระคนด้วยโทสะ ก็ทราบชัดว่าจิตระคนด้วยโทสะ |
| ๔ | วีตโทสํ วา จิตฺตํ | จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโทสะ |
| ๕ | สโมหํ วา จิตฺตํ | จิตระคนด้วยโมหะ ก็ทราบชัดว่าจิตระคนด้วยโมหะ |
| ๖ | วีตโมหํ วา จิตฺตํ | จิตปราศจากโมหะ ก็ทราบชัดว่าจิตปราศจากโมหะ |
| ๗ | สงฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ | จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่าจิตหดหู่ |
| ๘ | วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ | จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่าน |
| ๙ | มหคฺคตํ วา จิตฺตํ | จิตเป็นมหัคคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคคต (จิตประกอบด้วยบุญกุศลยิ่งใหญ่ เรียกว่า มหัคคตกุศล กุศลเกิดด้วยรูปฌาน) |
| ๑๐ | อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ | จิตไม่ประกอบด้วยมหัคคต ก็ทราบชัดว่าจิตไม่ประกอบด้วยมหัคคต |
| ๑๑ | สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ | จิตยิ่ง ก็รู้ว่าจิตยิ่ง |
| ๑๒ | อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ | ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า |
| ๑๓ | สมาหิตํ วา จิตฺตํ | จิตตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่าจิตตั้งมั่น |
| ๑๔ | อสมาหิตํ วา จิตฺตํ | จิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่าจิตไม่ตั้งมั่น |
| ๑๕ | วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ | จิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตหลุดพ้น |
| ๑๖ | อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ | จิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น |
การพิจารณาจิตในภายในและภายนอก
อิติ อชฺฌตฺตํ วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ ดังนี้แหละ ภิกษุเห็นจิตในจิตเป็นภายในเนือง ๆ อยู่ พหิทฺธา วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อันเป็นกายนอกอยู่ อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ เห็นเนือง ๆ ซึ่งจิตในจิตทั้งเป็นภายในและภายนอก
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมึ วิหรติ เห็นธรรมดาซึ่งความเกิดขึ้นในจิตอยู่ วยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมึ วิหรติ เห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในจิตอยู่ สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมึ วิหรติ เห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปซึ่งจิตในจิตอยู่ อตฺถิ จิตฺตนฺติ วา ปนสฺส สติ ก็หรือสติของเธอเข้าปรากฏว่าจิตมีอยู่
ยาวเทว ญาณมตฺตาย สักแต่ว่ารู้ ปฏิสฺสติมตฺตาย สักแต่ว่าอาศัยระลึก อนิสฺสิโต จ วิหรติ เป็นผู้อันตัณหาและทิฐิยึดถือไม่ได้แล้ว น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ ไม่ยึดถือมั่นอะไร ๆ ในโลก เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อย่างนี้แหละภิกษุ เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ด้วยประการดังนี้
องค์ประกอบของ “ใจ”: เห็น จำ คิด รู้
นี้เนื้อความของพระบาลี คลี่ความเป็นสยามได้ความเพียงเท่านี้ ต่อไปนี้จะอรรถาธิบายขยายความในเรื่องจิต จิตนั่นอยู่ที่ไหน? รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร? คำที่เรียกว่า “จิต” นั่น หนึ่งใน ๔ ของใจ:
๑. ดวงเห็น (ดวงกาย): อยู่ข้างนอก โตเท่ากระบอกตานั่นแหละ เป็นที่ตั้งของเห็น ธาตุเห็นอยู่ศูนย์กลางกำเนิดดวงกายนั้น
๒. ดวงจำ (ดวงใจ): อยู่ข้างในดวงเห็น โตขึ้นมาหน่อย อยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงหัวใจ เป็นที่ตั้งของจำ ธาตุจำอยู่ศูนย์กลางดวงใจนั้น
๓. ดวงคิด (ดวงจิต): อยู่ข้างในดวงจำ เท่าดวงตาดำข้างนอก เป็นที่ตั้งของคิด ธาตุคิดอยู่ศูนย์กลางจิตนั่นแหละ
๔. ดวงรู้ (ดวงวิญญาณ): อยู่ข้างในดวงคิด เท่าตาดำข้างใน เป็นที่ตั้งของรู้ ธาตุรู้อยู่ศูนย์กลางดวงวิญญาณนั่นแหละ
ธาตุเห็น จำ คิด รู้ ๔ ประการนั้น ธาตุเห็น เป็นที่ตั้งของเห็น ธาตุจำ เป็นที่อยู่ของจำ ธาตุคิด เป็นที่อยู่ของคิด ธาตุรู้ เป็นที่อยู่ของรู้
อำนาจการไปของกายละเอียด
เห็น จำ คิด รู้ ๔ ประการนั้น ยกแพลบเดียวโน้นไปนครศรีธรรมราชไปแล้ว เห็นจำคิดรู้ไปแล้ว ยกไปอย่างนั้นแหละไปได้ ไปได้ ไปเสียลิบเลย ไปเสียไม่บอกใครทีเดียว ไปอยู่เสียที่นครศรีธรรมราชโน้น ถ้าว่าคนเขามีธรรมกาย อ้ายนี่มายุ่งอยู่ทำไมในนครศรีธรรมราช ไปเห็นอ้ายกายมนุษย์ละเอียดเข้าแล้ว อ้ายคนนี้รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างนั้น แต่งเนื้อแต่งตัวเป็นอย่างนั้น
เราคิดว่าเราส่งใจไปนี่นะ ส่งไปในนครศรีธรรมราช อ้ายนี่มายุ่งอยู่ทำไมในนครศรีธรรมราช เห็นทีเดียวเขามีธรรมกาย อ้ายนี่มายุ่งอยู่ที่นี้แล้ว เราก็ยกเห็น จำ คิด รู้ไปนี่ไม่ได้ไปทั้งตัว นั่นแหละกายละเอียดไปแล้ว ไม่ยุ่งอยู่โน้นแล้ว ดูก็ได้ ลองไปดูก็ได้ พวกมีธรรมกายเขามี เขาเห็นทีเดียว อ้ายนี่มายุ่งอยู่นี่แล้ว จำหน้าจำตาจำตัวได้ เอ ก็แปลกจริงนะ ไม่ใช่ของพอดีพอร้ายพระพุทธศาสนาเป็นของลึกซึ้งอยู่
แต่ว่าจะส่งใจไปอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามเถอะ ไปได้อย่างนี้แหละ ๔ อย่างไปได้อย่างนี้ คือ เห็น จำ คิด รู้ มันอยู่เป็นจุดเดียวกัน เป็นกายละเอียด มันแยกกันไม่ได้ แยกไม่ได้เด็ดขาดเชียว เป็นตัวเป็นตาอยู่ เหมือนกายมนุษย์นี่ เราจะเอาแยกเป็นหัวใจเสีย จากหัวใจเสีย หัวใจแยกจากดวงจิตเสีย จิตแยกจากดวงวิญญาณเสียไม่ได้ ถ้าแยกไม่เป็นเลย แยกตายหมด ถ้าแยกเวลาใดมนุษย์ก็ตายเวลานั้น ถ้าไม่แยกก็เป็นอย่างนี้ เห็น จำ คิด รู้ ๔ อย่างนี้แยกไม่ได้
การเข้าถึงความละเอียดชั้นต่อชั้น
หากว่ากายทิพย์ก็เหมือนกันแยกไม่ได้ มันเป็นตัวของมันอยู่อย่างนั้นแหละ เอาแต่ตัวกายมนุษย์ละเอียด มันก็ละเอียดพอแล้ว พอเข้ากายทิพย์ละเอียด ก็ยิ่งละเอียดไปกว่านั้นอีก ละเอียดพอแล้วหรือ? พอเข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด ละเอียดยิ่งกว่านั้นเข้าไปอีก เข้าถึงกายอรูปพรหม ละเอียดยิ่งกว่านั้นอีก เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด ละเอียดยิ่งกว่านั้นไปอีก เข้าถึงกายธรรม ละเอียดยิ่งกว่านั้นไปอีก เข้าถึงกายธรรมละเอียด ละเอียดยิ่งกว่านั้นเข้าไปอีก
ความฉลาดตามระดับการเข้าถึงกายภายใน
นี่ถ้าว่าทำธรรมกายเป็นละก็ มันฉลาดกว่ามนุษย์หลาย ๑๐ เท่าเชียวนะ นี่พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ก็ฉลาดกว่าเท่าหนึ่งแล้ว สูงกว่าเท่าหนึ่งแล้ว
| ระดับกายภายใน | ความฉลาด (เทียบกับกายมนุษย์หยาบ) |
| กายมนุษย์ละเอียด | ฉลาดกว่า ๑ เท่า (สูงกว่าเท่าหนึ่ง) |
| กายทิพย์ | ๒ เท่า |
| กายทิพย์ละเอียด | ๓ เท่า |
| กายรูปพรหม | ๔ เท่า |
| กายรูปพรหมละเอียด | ๕ เท่า |
| กายอรูปพรหม | ๖ เท่า |
| กายอรูปพรหมละเอียด | ๗ เท่า |
| กายธรรม และ กายธรรมละเอียด | ๘ – ๙ เท่า เข้าไปแล้ว |
มันมีความฉลาดกว่ากันอย่างนี้นะ ให้รู้จักว่าของสูงของต่ำอย่างนี้ เมื่อรู้จักอย่างนี้แล้วก็ วันนี้ที่จะแสดงจิต ตำราท่านวางไว้แค่จิต เอาดวงจิตนี้เท่านั้น ดวงเห็นก็ไม่ได้เอามาพูด ดวงจำไม่ได้มาพูด ดวงรู้ไม่ได้มาพูด มาพูดแต่ดวงจิตดวงเดียว
หน้าที่เฉพาะของดวงธรรมทั้ง ๔ (เห็น จำ คิด รู้)
ที่เราแปลจิต ถ้าเราเอามาใส่ปนกันกับเรื่องจิตก็ป่นปี้หมด เพราะจิตมีหน้าที่คิดอย่างเดียวเท่านั้นแหละ
-
ดวงรู้ ก็มีหน้าที่รู้อย่างเดียว ไม่มีหน้าที่คิด
-
ดวงจิต ก็มีหน้าที่คิดอย่างเดียว
-
ดวงจำ ก็มีหน้าที่จำอย่างเดียว
-
ดวงเห็น ก็มีหน้าที่เห็นอย่างเดียว
จะสับเปลี่ยนกันไม่ได้ แต่ว่าถ้าไม่รู้หลักความจริงแน่นอนอย่างนี้ละก็ ท่านก็แปลเอาดวงจิตไปรวมเข้ากับรู้เสียว่า รู้ก็คือจิตนั่นแหละ
นิยามและธรรมชาติของจิต
วิจิตฺตารมฺมณํ ดวงจิตวิจิตรด้วยอารมณ์ต่าง ๆ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธัมมารมณ์ นี่วิจิตรด้วยอารมณ์ต่าง ๆ อย่างนี้ ดวงจิตนั่น อีกนัยหนึ่ง อารมฺมณํ ชานาตีติ จิตฺตํ จิตรู้ซึ่งอารมณ์ จิตรู้เสียอีกแล้ว เอาละซี เอาวิญญาณไปไว้ที่ไหนแล้ว ไม่พูดดวงวิญญาณเสียอีกแล้ว พูดเป็นรู้เสียแล้ว
เพราะฉะนั้น คำว่า จิต นี่แหละเป็นดวงเท่าดวงตาดำข้างนอก ใสเกินใส ปกติมโน ใจเป็นปกติ คือ ภวงฺคจิตฺตํ จิตที่เป็นภวังคจิตน่ะใสเหมือนยังกับน้ำที่ใส ใสเหมือนยังกับน้ำที่ใสนะ
จิตที่ใสนั่นแหละ เมื่อระคนด้วยราคะเหมือนยังกับน้ำแดงเข้าไปเจือเสียแล้ว มันก็ปนเป็นนะซี นี่เป็นอย่างนั้นนา
-
เมื่อจิตระคนด้วย ราคะ เหมือนน้ำแดงเข้าไปเจือเสียแล้ว
-
จิตระคนด้วย โทสะ เล่า เหมือนยังกับน้ำเขียวน้ำดำเข้าไปปนน้ำเขียวเข้าไปปนระคนเสียแล้ว
-
จิตระคนด้วย โมหะ เหมือนน้ำตมเข้าไประคนเสียแล้ว
ไอ้จิตใสนะมันก็กลายไปก็รู้นะซี
การพิจารณาสภาวะจิต (จิตตานุปัสสนา)
-
สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ จิตระคนด้วยราคะ ก็รู้ว่าจิตระคนด้วยราคะ
-
จิตไม่มีราคะ ปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตไม่มีราคะ ไม่ปนด้วยโมหะ ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ
-
จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่ จิตหดหู่ที่ใสน่ะหดหู่ไป
-
ฟุ้งซ่านพอรู้ว่าฟุ้งซ่านเป็นอติวิสัย ไม่คงที่เสียแล้ว ฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน
-
จิตประกอบด้วยกุศลที่ระคนด้วยญาณ เป็น มหัคคตจิต * จิตไม่ประกอบด้วยกุศลก็เห็น จิตประกอบด้วยกุศลก็เห็นชัด ๆ ดังนี้
อชฺฌตฺตํ วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ เห็นจิตในจิตเป็นภายในเนือง ๆ ภายในน่ะคือ จิตกายละเอียดเห็นเนือง ๆ ซึ่งจิตในจิต เป็นภายนอก นี้จิตของกายมนุษย์ เห็นเนือง ๆ ซึ่งจิตในจิต ทั้งภายในภายนอก เห็นเป็นรูปจิต เป็นจิตของกายมนุษย์ละเอียด เห็นทั้งสองทีเดียว เห็นทั้งภายในและภายนอก
เห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดา คือ ความเสื่อมไป ความเกิดขึ้นของจิต เห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดาคือความดับไปของจิตคือความดับในจิต เมื่อเห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดาทั้งเกิดขึ้น ทั้งความดับไป เมื่อเห็นชัดดังนี้ละก็
การตั้งสติและปล่อยวางความยึดมั่น
อตฺถิ จิตฺตนฺติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ ก็หรือสติของเธอ เข้าไปปรากฏว่า จิตมีอยู่เห็นจิตแล้ว เมื่อจิตมีสติของเธอปรากฏว่า จิตมีอยู่เพียงสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าอาศัยความระลึก อันตัณหาและทิฏฐิเข้าไปอาศัยไม่ได้เลย
น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ ไม่ถือมั่นอะไรเลยในโลก รู้ว่าปล่อยวางแล้ว ไม่ถือมั่น ไม่ติด ไม่แตะไม่อะไรแล้ว ให้รู้ชัด ๆ เห็นชัด ๆ อย่างนี้ อย่างนี้แหละ เรียกว่า ภิกษุทั้งหลาย เห็นในจิตเนือง ๆ อยู่ ด้วยประการดังนี้
อวสานกถา
ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลี ชี้ความเป็นสยามภาษา ตามมตฺตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลาเพราะได้ยินเสียงระฆังหง่าง ๆ อยู่แล้ว เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัตย์ ที่ได้อธิบายอ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดิ์ จงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า
อาตมภาพได้ชี้แจงแสดงมา ตามสมควรแก่เวลาสมมติว่ายุติธรรมิกถา โดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้
เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ