เหตุใดสายปฏิบัติอื่นจึงไม่เห็น “กายในกาย” และก้าวไม่ถึงสภาวะ “ธรรมกาย”
ตามที่มักมีข้อสงสัยเกิดขึ้นในหมู่นักปฏิบัติธรรมอยู่เสมอว่า เหตุใดผู้ที่เจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานในสายปฏิบัติอื่น ๆ จึงไม่สามารถมองเห็นสภาวะของ “กายในกาย” ที่ซ้อนทับกันอยู่เป็นชั้น ๆ จนกระทั่งก้าวล่วงเข้าไปถึงสภาวะของ “ธรรมกาย” ได้นั้น ประเด็นนี้สามารถทำความเข้าใจให้กระจ่างชัดได้ ผ่านหลักปฏิบัติวิชชาธรรมกายตามแนวทางของ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ซึ่งได้อธิบายสภาวธรรมไว้อย่างเป็นระบบ
กุญแจสำคัญ: ตำแหน่งที่ตั้งของใจในการเจริญภาวนา
กุญแจสำคัญประการแรกที่เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ของการปฏิบัติคือ ตำแหน่งที่ตั้งของใจ ในการเจริญภาวนา การนึกหรือวางอารมณ์สมาธิไว้ภายนอกร่างกายถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้นการเข้าถึงสภาวะภายในอย่างสิ้นเชิง พระเดชพระคุณพระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล) เคยตอบปัญหาธรรมไว้อย่างชัดเจนว่า:
“เพราะถ้านึกเห็นข้างนอก ใจจะไม่เข้ากลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ก็จะไม่ถูกกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ทำให้ไม่ได้ดับหยาบไปหาละเอียด”
เมื่อผู้ปฏิบัติไม่ได้นำใจมารวมหยุดนิ่งที่ ศูนย์กลางกาย อันเป็น กำเนิดธาตุธรรมเดิม กลไกธรรมชาติที่จะเจาะทะลุเข้าไปในมิติที่ละเอียดกว่าจึงไม่ทำงาน ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินจิตผ่านกระบวนการทิ้งสภาวะหยาบเพื่อเข้าถึงสภาวะที่ละเอียดขึ้นไปตามลำดับได้
เครื่องมือการรู้เห็น: วิญญาณธาตุ vs ญาณพระธรรมกาย
นอกจากประเด็นเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของใจแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความแตกต่างคือ เครื่องมือที่ใช้ในการรู้เห็น ผู้ปฏิบัติสายอื่นอาจพิจารณาเห็นสภาวธรรมได้เช่นกัน แต่สภาวะนั้นเป็นการเห็นด้วยใจหรือใช้ วิญญาณธาตุ ในระดับโลกิยะ ซึ่งยังไม่ใช่ญาณที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ดังที่พระเดชพระคุณหลวงป๋ากล่าวตอกย้ำว่า:
“การที่โลกุตตรปัญญาจะเกิดและเจริญขึ้นชื่อว่าญาณ ๓ นั้น ไม่ใช่การรู้เห็น หรือเข้าใจแค่เพียงด้วยตากายเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยวิญญาณธาตุแต่ประการใด ต้องรู้แจ้งเห็นแจ้งด้วยญาณ และต้องสัมปยุตด้วยญาณของพระธรรมกาย”
ดังนั้น การจะมองเห็นกายในกายตลอดจนสภาวธรรมที่ลึกซึ้งจำต้องอาศัยตาและ ญาณของพระธรรมกาย เท่านั้น หากยังไม่ก้าวเข้าถึงธรรมกาย เครื่องมือที่ใช้ในการรู้เห็นย่อมมีข้อจำกัดหยุดอยู่เพียงแค่วิญญาณและความนึกคิด
ความแตกต่างระหว่างการ “เห็นด้วยใจ” กับ “เห็นด้วยญาณ”
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น มิใช่ว่าสายปฏิบัติอื่นจะไม่เห็นสิ่งใดเลย ผู้ปฏิบัติในแนวทางอื่น สายปฏิบัติไหนก็ตาม ย่อมสามารถมองเห็นสภาวธรรมได้ตามแนวทางของตน ผู้ปฏิบัติสายอื่นสามารถใช้ความสงบของสมาธิพิจารณาเห็นสภาวธรรมว่าเป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้จริง แต่ทว่าการเห็นด้วยใจที่นึกคิดพิจารณานี้ เป็นสภาวะคนละระดับกับการเห็นด้วย ญาณธรรมกาย ซึ่งเป็นการเจาะลึกเข้าไปในกำเนิดธาตุธรรมเดิม เพื่อรู้แจ้งเห็นจริงถึงสภาวะของ กาย เวทนา จิต และธรรม ที่ซ้อนทับกันอยู่ ณ ภายใน
กลไกสภาวธรรม: การ “ตกศูนย์” และอายตนนิพพาน
ความแตกต่างที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกคือ สายปฏิบัติวิชชาธรรมกายมีกระบวนการจำแนกสภาวธรรมที่ละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งวิชชาอื่นไม่อาจอธิบายได้เพราะไม่รู้จัก แต่วิชชาธรรมกายนั้นให้ พิสดารกายสุดกายหยาบกายละเอียด จนจิตละเอียดหนัก สมถพละคือกำลังสมาธิ และวิปัสสนาพละมีกำลังเสมอกัน
เมื่อจิตของนักปฏิบัติมีความละเอียดและถูกส่วนถึงขีดสุดแล้ว จะก่อให้เกิดกลไกทางสภาวธรรมที่เรียกว่า ธรรมกายหยาบตกศูนย์ ธรรมกายละเอียดปรากฏเข้าไปในอายตนนิพพาน กระบวนการตกศูนย์และดำเนินจิตเข้าไปหน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์นี้ ถือเป็นกลไกเฉพาะที่ผู้ปฏิบัติจะต้องนำใจเข้าสู่ ศูนย์กลางกาย ให้ถูกวิธีเท่านั้นจึงจะบังเกิดขึ้นได้
ตารางสรุปเปรียบเทียบสภาวธรรมแห่งการรู้เห็น
| ประเด็นทางสภาวธรรม | การปฏิบัติที่ไม่ได้น้อมใจเข้าศูนย์กลางกาย | การปฏิบัติวิชชาธรรมกาย (น้อมใจเข้าศูนย์กลางกาย) |
| ตำแหน่งที่ตั้งของใจ | ภายนอกร่างกาย หรือไม่อยู่ที่กำเนิดธาตุธรรมเดิม | ศูนย์กลางกาย (กำเนิดธาตุธรรมเดิม) |
| เครื่องมือในการรู้เห็น | วิญญาณธาตุ (ความนึกคิดในระดับโลกิยะ) | ญาณของพระธรรมกาย (ปัญญาระดับโลกุตตระ) |
| กระบวนการภายใน | ไม่สามารถดับหยาบไปหาละเอียดได้ | สามารถ พิสดารกาย ดับหยาบไปหาละเอียดได้ |
| การเข้าถึงอารมณ์นิพพาน | เห็นไตรลักษณ์ด้วยใจนึกคิดพิจารณา | ธรรมกายหยาบ ตกศูนย์ ธรรมกายละเอียดเข้าสู่ อายตนนิพพาน |
บทสรุปทางสภาวธรรม
จากเหตุและผลทางสภาวธรรมทั้งหมดที่กล่าวมา การที่สายปฏิบัติอื่นไม่เห็นกายในกายและไม่สามารถก้าวล่วงไปถึงธรรมกายได้ จึงมีสาเหตุหลักมาจากการที่มิได้น้อมใจกลับเข้ามาหยุดนิ่งสนิท ณ ศูนย์กลางกาย อันเป็นกำเนิดธาตุธรรมเดิม
เมื่อไม่ได้รวมใจไว้ที่ศูนย์กลางจึงไม่เกิดกระบวนการดับหยาบไปหาละเอียด และย่อมไม่สามารถปลดล็อก ญาณของพระธรรมกาย ขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการรู้แจ้งสภาวธรรมเบื้องลึกได้ แม้ว่าผู้ปฏิบัติสายอื่นจะสามารถพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ด้วยใจได้อย่างแจ่มแจ้งเพียงใดก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้เดินตามมรรควิธีนี้ ย่อมไม่สามารถพิสดารกายสุดละเอียดเพื่อดำเนินจิตเข้าสู่ อายตนนิพพาน ได้อย่างสมบูรณ์ตามแนวทางของวิชชาธรรมกายนั่นเอง
บทความที่เกี่ยวข้อง : ไขข้อสงสัยกัมมัฏฐาน: สายปฏิบัติอื่นที่ไม่ได้เริ่มที่ศูนย์กลางกาย สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้หรือไม่?