โอวาทสุดท้าย : ไม่ประมาทเป็นตัวไม่ตาย
(วันอังคารที่ ๑๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐)
(ตรงกับ แรม ๖ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด (๑๑) ปีระกา)
การน้อมอุทิศกุศลให้ครูบาอาจารย์รอดพ้นจากความตาย
บัดนี้ท่านทั้งหลายที่พร้อมใจกันมาน้อมถึงพระอาจารย์ ซึ่งกระทำกาลกิริยา จวนจะตาย แต่ว่าไม่ตาย ฟื้นขึ้นได้ รอดมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ เมื่อรอดมากระทั่งถึงบัดนี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็มีความดีใจ เพราะอาจารย์เรารอดจากความตายมาแล้ว เห็นจะไม่ถึงความตายแล้วคราวนี้ ก็พร้อมใจพากันนำจตุปัจจัยไทยธรรมมาสักการบูชา ถวายเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านั้น ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วอุทิศส่วนกุศลที่ตนอุทิศให้นั้น ให้แก่ครูบาอาจารย์ ให้ทรงอายุยืนสิ้นกาลนาน ให้ได้รับความสุขพิเศษไพศาล ให้พระอาจารย์ปราศจากความทุกข์
อาจารย์ก็ได้ยอมรับถ้อยคำของท่านทั้งหลาย มีชีวิตเป็นมาสิ้นกาลนาน และทุกข์อันหนึ่งอันใดเกิดขึ้นอาจารย์ก็สงบระงับทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้นไป ก็ได้รอดมาเป็นลำดับ นับว่าเป็นบุญของท่านทั้งหลายอุทิศให้ บุญของท่านทั้งหลายอุทิศให้นี้ เป็นบุญพิเศษไพศาล ยากที่จะนับจะประมาณ ที่น้อมใจให้กับครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ก็ยินดี ท่านทั้งหลายมีใจยินดีพร้อมกัน ให้บุญกับครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ก็ชื่นบาน เพราะน้ำใสใจจริงของท่านทั้งหลายตลอดไป ได้อุทิศส่วนกุศลนั้นถึงครูบาอาจารย์ น้อมถึงครูบาอาจารย์
ครูบาอาจารย์ก็เป็นมาขึ้นโดยลำดับ ๆ นับว่าห่างจากความตาย ไกลจากความตายไป ก็ดีอกดีใจ ว่าชีวิตนั้นรอดตายมาแล้ว พ้นตายมาแล้ว หลุดจากความตายมาแล้ว ก็ดีใจ ว่าชีวิตนั้น รอดจากความตาย พ้นจากความตาย หลุดจากความตาย มาอยู่กับมนุษย์อย่างพิเศษไพศาล ได้รับความสุขเบิกบานจากการบำรุงของท่านทายกทายิกาทั้งหลาย
ทายกทายิกาทั้งหลายก็อิ่มอกอิ่มใจ ว่าใจของเราได้อุทิศถึงครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ก็ได้ชื่นแช่มแจ่มใส เป็นมาโดยลำดับ นับว่ากุศลของเรายิ่งใหญ่ในครั้งนี้ อุทิศถึงเท่านั้น เป็นมาอย่างพิเศษไพศาล น่าเบิกบานใจ ให้ได้สมเจตนา
อานิสงส์แห่งความชื่นชมยินดีและการเลื่อนสมณศักดิ์
ส่วนครูบาอาจารย์ก็เบิกบาน รับพรของท่านทั้งหลาย อย่างชื่นแช่มแจ่มใส ตื่นอกตื่นใจ เพราะได้รับพรของท่านได้รับความสุขอย่างชนิดนี้ ไม่ได้เคยได้รับเพราะท่านอุทิศให้เท่านี้ยังไม่เคยได้รับอนุโมทนาจากใคร ก็ได้รอดปรากฏมาอย่างนี้ วันนี้ ได้รับอนุโมทนาจากทายกทายิกาทั้งหลาย ได้อุทิศส่วนกุศลให้และส่งให้ความเบิกบานใจ พ้นจากความตายสมเจตนา ชีวิตของพระอาจารย์ก็รุ่งโรจน์โชตนาการมาจนกระทั่งบัดนี้
บัดนี้ เมื่อมาถึงแค่นี้ เมื่อได้รับความชื่นแช่มแจ่มใสเบิกบานเช่นนี้แล้ว ได้รับความเบิกบานใจ ก็ดีอกดีใจก็ดีอกดีใจ ก็ดีอกดีใจก็ดีอกดีใจแล้ว อานิสังสผลก็เกิดกับครูบาอาจารย์ต่อไปอีก ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน ฝ่ายเถรานุเถระก็ไม่ได้นั่งนิ่งอยู่ ถ้านั่งนิ่งอยู่เฉย ๆ นอนนิ่งอยู่เฉย ๆ ใจก็ยังนึกถึง อุตส่าห์เลื่อนสัญญาบัตรให้ เป็นต่อขึ้นไปอีก ได้ต่อไป เพราะได้รับอนุโมทนา เพราะเหตุว่าบุญกุศลของท่านทั้งหลายได้อุทิศให้ ชื่นแช่มแจ่มใส ส่งอานิสงส์ให้เบิกบานสำราญใจ ยิ่งใหญ่ไพศาลขึ้นไป ก็นับว่าบุญของท่านทั้งหลายได้อุทิศให้ เมื่อบุญของท่านทั้งหลายได้อุทิศให้ ได้รับผลดังนี้แล้ว นับต่อไปในภายหน้า
ครูบาอาจารย์ก็มีใจยินดีปรีดา คิดถึงถ้อยคำของท่านทั้งหลายได้อุทิศถึงครูบาอาจารย์ที่ใกล้จะตาย ไม่ตาย นี่เป็นที่สมเจตนา เพราะได้รับพรของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายก็ได้ช่วยกันส่งเสริมให้เบิกบานสำราญใจ ให้ได้รับความเบิกบานสำราญใจ สมเจตนาของท่าน สมด้วยประพันธ์ของนักปราชญ์ว่า
“ชีเว ชีวิตเป็นอยู่ย่อมได้รับความสุข”
สุขและทุกข์เป็นของคู่กัน
ชีวิตเป็นอยู่ย่อมได้รับความสุข สุขมีอยู่ก็มีทุกข์เจือกันเป็นคู่ เป็นคู่กัน สุขกับทุกข์ ๒ อันนี้ ไม่พรากจากกัน ถ้าเคลื่อนจากสุขแล้ว ทุกข์ก็เป็นหน้าที่ เมื่อเคลื่อนจากทุกข์แล้ว สุขก็เป็นหน้าที่ เมื่อเข้าถึงที่สุขเต็มที่แล้ว ตัวก็ได้รับตามหน้าที่ไป ถึงคราวตายก็ตาย ถึงคราวเป็นก็เป็นอีกต่อไป ต้องเป็นอย่างนี้อยู่เป็นธรรมดา
ความไม่ประมาทคือตัวไม่ตาย
อย่าเลินเล่อ อย่าเผลอตัว อย่าประมาท ถ้าว่าประมาทเลินเล่อ เผลอตัวแล้ว ความตายจะมาถึงเมื่อไรก็ไม่รู้ ต้องไม่ประมาทจึงจะใช้ได้ ความไม่ประมาทนั้นเป็นตัวสำคัญ เป็นตัวไม่เผลอ เป็นตัวไม่ตาย เพราะความประมาทนั้น เป็นตัวสำคัญ เป็นตัวเผลอ เป็นตัวตาย
นี่เพราะเป็นอยู่ดังนี้ ครูบาอาจารย์ก็ไม่ประมาท อุตส่าห์กระวี่กระวาด สะสางความเป็นอยู่นี่ ในความเป็นอยู่นี่เรื่อย เพราะว่าไม่ประมาทในความพลั้งเผลอต่อความตาย เพราะว่าความตายนั้น มีอยู่ทุกขณะ ทุกอัตตา จริงอย่างนั้นด้วย ไม่ต้องสงสัย ลงชื่อเสียก่อนก็ได้ ว่าเกิดมาแล้วต้องตายแน่ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง นี่ ๆ ๆ ความจริง ลงหนังสือได้ เขียนได้ ไม่ต้องสงสัย ถ้าว่าลงหนังสือไม่ได้ เขียนไม่ได้ล่ะ?
การตั้งจิตเอาชนะความตาย
เมื่อมีตัวมาเช่นนี้แล้ว ก็นับว่าความเป็นอยู่ของมนุษย์ฝ่าย มิจฉาทิฏฐิ สมฺมาทิฏฐิ ตั้งเป็น ตั้งตายไว้ เมื่อตั้งตายแล้ว ถึงตายมันก็ออกตาย เมื่อตั้งเป็นแล้ว ถึงเป็นมันก็ออกเป็น เมื่อไม่ตายอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว มันก็เป็นอยู่
เหมือนยังกับฝ่ายนักปราชญ์ตั้งไว้ ไม่ตายตลอด ไอ้ที่จะไม่ตายได้ เพราะอาศัยฆ่าไอ้ตาย เสียให้หมด เหลือแต่ไอ้เป็นอย่างเดียว ไอ้เป็นอย่างเดียว เมื่อไอ้ตาย ตายเสียแล้ว เป็นอย่างเดียว ก็มีแต่งอกงามเรื่อย ไม่มีตายกัน เกิดแล้วไม่มีตายกัน มีแต่เป็นฝ่ายเดียวทีเดียว แล้วไอ้เป็นฝ่ายเดียวนี้แหละ ที่เราต้องการนัก อยากได้นัก อยากประสบนัก อยากพบนัก อยากจะเข้าถึงนัก
เมื่อเข้าถึงความไม่ตายแล้ว เราจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ หาน้อยไม่ เราจะต้องการอย่างหนึ่งอย่างใดก็สมเจตนาหมด ต้องปรากฏแก่ บุคคลผู้ไม่ประมาท ไม่ประมาท นั่นแหละ เป็นตัวสำคัญนะ เป็นตัวสำเร็จนะ เพราะประมาทเป็นตัวตาย ไม่ประมาทเป็นตัวไม่ตาย ตามที่มุ่งหมายให้โอวาทมา เพียงเท่านี้ พอสมควรแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงจำไว้เป็นตำรับตำรา ตรึงไว้กับใจของตน
“อย่าเผลอ” เวลาจะนอนอยู่ นึกเสมอ เวลาตื่นนี่ก็นึกเสมอ ว่าความตายกับความไม่ตายนี้เป็นคู่กัน ไม่ช่วยกันได้ จะช่วยกันได้เพราะอาศัยความตายมันตายไปแล้ว ความเป็นเหลือแต่ความเป็นอยู่ ความเป็นอยู่มีฝ่ายเดียว ก็มีเป็นอยู่ฝ่ายเดียว นี่เป็นตัวสำคัญนะ
มีอยู่ในโลกแท้ ๆ แต่ว่าเอามาใช้กันไม่ได้ เอามาใช้เข้าแล้วเกิดเรื่องทีเดียว เกิดเรื่อง ถ้าเขาเอามาใช้เราก็เกิดเรื่อง นี่เวลานี้ เกิดเรื่องแล้ว เรื่องความตาย เกิดเรื่องแล้ว เรื่องเราจะไม่เอาตายมันก็จะตาย เราก็จะให้เป็นอยู่ นี่แหละเขายักเยื้องอย่างนั้น ต่อเนื่องกันอยู่ เห็นตัวกันหวุดหวิดเชียว เห็นตัวหวุดหวิด แล้วก็จับหวุดหวิด ๆ ไป ไอ้ฝ่ายหนีก็หนีหวุดหวิด ๆ ไป ไอ้ฝ่ายสู้ก็สู้ หวุดหวิด ๆ ไป ไอ้นี่แหละ เป็นตายละ เอาแน่ละ ทุกท่านด้วยกันต้องกระทบอย่างนี้หมดทุกคนนะ
“ต้องสนใจ” ไม่ต้องฟั่นเฟือนไปไหนละ ต้องสนใจทีเดียว เอ้า เท่านั้นนะ.