กัณฑ์ที่ ๔๔ สติปัฏฐานสูตร

กัณฑ์ที่ ๔๔ สติปัฏฐานสูตร

(๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗)

(ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด (๑๑) ปีมะเมีย)

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ หน)

อิธ ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ

เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ

จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ

ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ

(ที.ม.(บาลี) ๑๐/๙๐/๑๑๒)

มหาสติปัฏฐานสูตร: หนทางสู่ธรรมกาย

ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถา แก้ด้วยเรื่องธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย เป็นธรรมที่แน่แท้ในพระพุทธศาสนา จะแสดงตามคลองธรรมของสติปัฏฐานสูตร ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้เป็นหลักเป็นประธาน มหาสติปัฏฐานสูตรนั้นเป็นโพธิปักขิยธรรม เป็นไปในเรื่องฝ่ายเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เหมือนกันหมด ปรากฏดังนี้ เหตุนั้นตามวาระพระบาลีแห่งมหาสติปัฏฐานสูตรที่ได้ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นว่า:

  • อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ. ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ศึกษาพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่ อาตาปี มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลสให้เร่าร้อน สมฺปชาโน รู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ สติมา มีสติไม่เผลอ วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ พึงกำจัดความดีใจเสียใจในโลกเสียให้พินาศ

  • เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ เห็นเวทนาในเวทนาเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลสให้เร่าร้อน มีความรู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ มีสติไม่เผลอ พึงกำจัดอภิชฌาโทมนัสในโลกเสียให้พินาศ

  • จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลสให้เร่าร้อน มีความรู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ มีสติไม่เผลอ พึงกำจัดอภิชฌาโทมนัสในโลกเสียให้พินาศ

  • ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลสให้เร่าร้อน มีความรู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ มีสติไม่เผลอ พึงกำจัดความเพ่งอยากได้ความเสียใจในโลกเสีย

นี้เป็นเนื้อความของวาระพระบาลีในมหาสติปัฏฐานสูตร แสดงหลักไว้ตามจริงดังนี้ รับรองหมดทั้งประเทศไทยว่าเป็นข้อที่ถูกต้องแน่นอนแล้ว ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป พิจารณาจะแสดงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย นี้เป็นข้อที่ลึกซึ้ง ของยาก ได้ไม่ยาก แต่ว่าไม่ง่าย ไม่ยากแก่บุคคลที่ทำได้ ไม่ง่ายสำหรับบุคคลที่ทำไม่ได้

 

หัวใจของสติปัฏฐาน ๔: การเห็นเนือง ๆ

ตำราได้กล่าวไว้ว่า เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่ เห็นเวทนาในเวทนาเนือง ๆ อยู่ เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ ๔ ข้อ

 

๑. กายในกาย: กายมนุษย์ละเอียด (กายฝัน)

เห็นกายในกายน่ะเห็นอย่างไร? บัดนี้กายมนุษย์ที่ปรากฏอยู่ นั่งเทศน์อยู่นี่ นั่งฟังเทศน์อยู่นี่ นี่กายมนุษย์แท้ ๆ แต่ว่ากายมนุษย์นี่แหละเวลานอนหลับฝันไปก็ได้ พอฝันออกไปอีกกายหนึ่ง เขาเรียกว่า กายมนุษย์ละเอียด นี่รู้จักกันทุกคนเชียวกายนี้ เพราะเคยนอนฝันทุกคน รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร? เป็นเหมือนมนุษย์คนนี้แหละ คนที่ฝันนี่แหละ นุ่งห่มอย่างไร อากัปกิริยาเป็นอย่างไร สูงต่ำอย่างไร ข้าวของเป็นอย่างไร ก็ปรากฏเป็นอย่างนั้น ก็ปรากฏเป็นคนนี้แหละ แบบเดียวกันทีเดียว คนเดียวกันก็ว่าได้ แต่ว่าเป็นคนละคน

เขาเรียกว่า กายมนุษย์ละเอียด เวลานอนหลับสนิทถูกส่วนเข้าแล้วก็ฝันออกไป ออกไปอีกคนหนึ่ง ก็เป็นกายมนุษย์คนนี้แหละ รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างนี้แหละ ถึงได้ชื่อว่าเป็นกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์คนที่ฝันออกไปนั่นแหละเขาเรียกว่า กายมนุษย์ในกายมนุษย์ นี่แหละกายในกายหละ เห็นจริง ๆ อย่างนี้ ไม่ใช่เห็นตามเหลวไหล เห็นอย่างนี้ก็เป็นหลักเป็นพยานได้ทุกคน เพราะเคยนอนฝันทุกคน นี่เห็นในกาย เห็นอย่างนี้นะ

 

๒-๔. เวทนา จิต และธรรม ในภายใน

เมื่อเห็นกายในกายอย่างนี้แล้ว เห็นเวทนาในเวทนาล่ะ? ก็ตัวมนุษย์คนนี้มีเวทนาอย่างไรบ้าง? สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ดีใจ เสียใจ เวทนาเป็นอย่างนั้นมิใช่หรือ? ก็ส่วนกายที่ฝันออกไปนั้นก็มีสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ดีใจ เสียใจเหมือนกัน แบบเดียวกันกับกายมนุษย์คนนี้แหละ ไม่ต่างอะไรกันเลย

 

หัวข้อสติปัฏฐาน ลักษณะการ “เห็น” ในทางปฏิบัติ
เวทนาในเวทนา เห็นเป็น ดวง (ใส/ขุ่น/ปานกลาง) ขนาดเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ปรากฏในกายละเอียด
จิตในจิต เห็นดวงจิตขยายส่วนเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ล้อมอยู่ข้างในดวงจิตกายมนุษย์หยาบ
ธรรมในธรรม เห็นดวงธรรมใสบริสุทธิ์ ขยายส่วนจากเท่าฟองไข่แดงเป็นขนาดดวงจันทร์ดวงอาทิตย์
  • เห็นจิตในจิต: ต้องกล่าว “เห็น” นะ ไม่ใช่กล่าว “รู้” นะ เห็นจิตในจิต ดวงจิตของมนุษย์นี้เท่าดวงตาดำข้างนอก อยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงหัวใจ ตำรับตำรากล่าวไว้ว่า หทยคุหายํ จิตฺตํ เนื้อหัวใจเป็นที่อยู่ แล้วก็กล่าวไว้อีกหลายนัย ปกติมโน ใจเป็นปกติ ภวงฺคจิตฺตํ ใจเป็นภวังคจิต ตํ ภวงฺคจิตฺตํ ปสนฺนํ อุทกํ วิย อันว่าภวังคจิตนั้น จิตเป็นดังว่าน้ำ จิตนั่นแหละเป็นภวังคจิต เวลาตกภวังค์แล้วใสเหมือนกับน้ำที่ใส จิตดวงนั้นแหละเป็นจิตของมนุษย์ ที่ต้องมีปรากฏว่า จิตในจิต นั่นแหละอีกดวงหนึ่งคือ จิตของกายมนุษย์ละเอียด ที่ฝันออกไปนั้นเรียกว่า จิตในจิต

  • เห็นธรรมในธรรม: เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ เป็นไฉนเล่า? ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์มีอยู่ในศูนย์กลางกายมนุษย์ ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ ติดอยู่ในกลางกายมนุษย์ นี่เห็นธรรมในธรรมหละ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดมีอยู่ ไม่เท่าฟองไข่แดงของไก่ แต่เป็น ๒ เท่าฟองไข่แดงของไก่ อยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนี่แหละ นั่นเห็นอย่างนี้

“เห็น” หรือ “รู้” ล่ะ? รู้กับเห็นมันต่างกันนะ เห็นอย่างหนึ่ง รู้อย่างหนึ่งนะ ไม่ใช่เอา “รู้” กับ “เห็น” มาปนกันไม่ได้

 

อาตาปี: ความเพียรที่กลั่นกล้า

เมื่อเห็นเข้าเช่นนี้เราจะทำอย่างไร? ตำรากล่าวไว้ว่า อาตาปี เพียรให้กลั่นกล้าอาจหาญทีเดียว เพียรไม่ย่อไม่ท้อไม่ถอยทีเดียว เป็นเป็นตายเป็นตายทีเดียว เพียรกันจริง ๆ ต้องใช้ความเพียรประกอบด้วยองค์ ๔ ทีเดียว

ความเพียรประกอบด้วยองค์ ๔ นั่นอะไรบ้างล่ะ?

๑. เนื้อ

๒. เลือด

๓. กระดูก

๔. หนัง

เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหมดไปไม่ว่า เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ไม่ละล่ะ

ใจต้องจรดอยู่ทีเดียว ในกาย เวทนา จิต ธรรมนั้น ไม่เคลื่อนล่ะ ใจจะต้องจรดอยู่ทีเดียว ไม่ปล่อยกันละ ฝันไม่กลับกันละ ฝันกันเรื่อย แม้จะกลับมาก็เล็กน้อย ฝันมันอีก ฝันไม่เลิกกันละ ให้ชำนาญทีเดียว นั่งฝันนอนฝัน นั่งก็ฝันได้ นอนก็ฝันได้ เดินก็ฝันได้ ยืนก็ฝันได้ ขี้เยี่ยวฝันได้ทีเดียว นี่เขาเรียกว่า อาตาปี เพียรเร่งเร้าเข้าอย่างนี้

สมฺปชาโน สติมา รู้อยู่เสมอ ไม่เผลอ เผลอไม่ได้ เผลอหายเสีย ถ้าได้ใหม่ ๆ ละ ถ้าเป็นใหม่ ๆ เผลอไม่ได้หายเสีย ไม่เผลอกันทีเดียว ไม่วางธุระ เอาใจใส่ ไม่เอาใจไปจรดอื่น จรดอยู่ที่กาย เวทนา จิต ธรรม ในกายนั่น

การจรดใจในกาย เวทนา จิต ธรรม

จรดอยู่ที่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ๔ อย่างนั่นจรดได้หรือจรดตรงไหนละ? ที่จรดเขามี ที่ตั้งของใจเขามี ที่จรดเขามี แต่ว่าที่ ๔ อย่างนั้นจะดูเวลาไรเห็นเวลานั้น เหมือนกายมนุษย์นี่ ถ้าว่ามีความเห็นละก็ก็จะเห็นปรากฏ ทีนี้ไม่มีความเห็น มีแต่ความรู้

กายของตัวเห็นอยู่เสมอ เวทนาของตัวก็รู้สึกอยู่เสมอ จิตของตัวก็รู้สึกอยู่เสมอจะคิดอะไร ธรรมของตัวก็รู้อยู่เสมอ ความดีของตัวไม่มีชั่วไม่เจือปน มนุษย์รู้ได้เท่านี้ ส่วนกายมนุษย์ละเอียดเห็น เห็นปรากฏ เมื่อเห็นปรากฏดังนี้ละก็ นี่แหละความจริงในพระพุทธศาสนา รู้จักเท่านี้แหละ

ฝันในฝัน: เคล็ดลับการเข้าถึงกายทิพย์

และก็เมื่อรู้จักเท่านี้ อย่ารู้จักเพียงกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แต่เพียงเท่านั้นนะ ยังมีอีกหลายชั้น นับชั้นไม่ถ้วน นี่ชั้นหนึ่งละนะ เข้าไปอีกชั้นหนึ่ง กายในกายนั่น เขาเรียกว่า “ฝันในฝัน” ยังไงล่ะ ฝันในฝัน ไอ้กายที่ฝันไปน่ะไปทำการงานเหนื่อยเข้า ไปแสดงฝันเต็มเปรมของการฝันเข้า เหนื่อยก็ไปนอนหลับเข้า นอนหลับฝันเข้าอีกแน่ะ ไอ้กายฝันก็ฝันเข้าอีก นี่เขาเรียกว่าฝันในฝัน

ฝันในฝันมันเป็นยังไงล่ะ? ลุกออกไปอีกกายหนึ่งน่ะซิ ออกไปอีกกายก็เป็นกายทิพย์ อันนี้เป็นกายทิพย์ ออกไปอีกกายเป็นกายทิพย์ กายทิพย์ก็เห็นโด่อีกนั้นแหละ เหมือนกับกายมนุษย์ที่ฝันนั่นแหละ แบบเดียวกัน ไม่เปลี่ยนไม่แปลงอะไรกัน หน้าตาเอากระจกคันฉ่องมาส่องเงาหน้าเอามาเทียบกันดู จำได้ทีเดียว นี่คนเดียวกัน ไม่ใช่แยกจากคนนี้ไป คนเดียวกัน

เมื่อรู้จักเช่นนั้นน่ะ เห็นกายในกายที่ ๓ เข้าไปแล้ว ไม่ใช่ที่ ๒ แล้ว เวทนาก็แบบเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน เวทนาตั้งอยู่ตรงไหน? ถ้าเขาถามว่าเวทนาตั้งอยู่ตรงไหนที่เห็นน่ะ อยู่กลางกาย กายที่ฝันในฝันนั่นแหละ กายที่ ๓ นั่นแหละ อยู่กลางกายนั่นแหละเวทนา จิตในจิตล่ะ? จิตก็อยู่ในกลางเวทนานั่นแหละ ธรรมในธรรมก็อยู่กลางจิตนั่นแหละ ธรรมในธรรมน่ะไม่ได้อยู่ที่ไหนหรอก เป็นดวงเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ บริสุทธิ์สนิทเท่า ๆ กัน นี่เหมือนฝันในฝัน ตัวจริงอย่างนี้ ไม่ใช่คลาดเคลื่อน

ที่วัดปากน้ำดำเนินปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้เอาเรื่องอื่นมาเหลวไหล ค้นเข้าไปตัวจริงในตัวอย่างนี้ นี่ก็เป็น ๒ กายละนะ เข้าไป ๓ กายแล้ว กายฝันในฝันแล้ว ได้เท่านี้ก็พอแล้วนี่ ได้เท่านี้ก็พอเอาเป็นตัวอย่างได้แล้ว ทีนี้ก็เดินไปในแนวนี้ตำรานี้ อย่าถอยหลังก็แล้วกัน มันจะมีสักกี่ร้อยพันกายก็ไปเถอะ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เข้าไปอย่างนี้แหละ ไม่คลาดเคลื่อนทีเดียว

แต่ว่าที่จะเข้ารูปนี้น่ะ แสดงไว้วานแล้ว แสดงไว้เมื่อวันพระแล้ว แสดงไว้แล้วตั้งแต่ เอกายนมรรค มาโน้น ยังค้างอยู่ กายในกายยังไม่ได้อธิบายให้กว้างออกไป ก็รึจะอธิบายให้กว้างออกไปว่าได้ความอย่างนี้ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อย่างนี้แหละ นี่เป็นกายที่ ๓

 

ภัยของความดีใจและเสียใจ (อภิชฌา-โทมนัส)

กายที่ ๔ กายทิพย์น่ะฝันอีก ฝันในฝันเข้าไปอีก เป็น ๓ ชั้น ๓ ฝันแล้ว แบบเดียวกัน พอเห็นกายก็เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม แบบเดียวกัน แบบเดียวกันน่ะแหละ แล้วกายทิพย์ละเอียดนั่นแหละฝันเข้าไปในฝันเข้าอีก เป็น ๔ ฝัน ๔ ชั้นเข้าไป ก็เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม อีก ก็มีความเพียรไปอีก อย่าเผลอ ไม่ได้นะ เพียรไว้ มีสติไว้เสมอ ไม่เผลอ เพียรไว้ มีสติไว้เสมอ นำ อภิชฌาโทมนัส ในโลกเสีย อย่าให้ความดีใจเสียใจแลบเข้าไปได้นะ

ถ้าความดีใจเสียใจแลบเข้าไปได้ เดี๋ยวก็ต้องเลิกฝันละ ต้องตื่นหละ ต้องกลับมาแล้ว ฝันไม่ได้ซะแล้ว ความดีใจแลบเข้าไป แลบเข้าไปยังไงล่ะ? แลบเข้าไปมันลึกซึ้งนัก กำลังฝัน ๆ อย่างนั้นแหละ ความดีใจจะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้เข้าไปแต่งแล้ว เสียใจมันก็ไม่ได้สมเจตนาก็เสียใจละ พอดีใจเสียใจแวบเข้าไปก็ขุ่นมัวทีเดียว ประเดี๋ยวก็ต้องถอยออก ต้องฝันไม่ได้ ต้องเลิกฝันกัน

เพราะฉะนั้นความดีใจเสียใจนี่ร้ายนัก ไม่ใช่ร้ายแต่เมื่อเวลาปฏิบัติธรรมะ เห็นธรรมะอย่างนี้นะ ถึงเวลาเราดี ๆ อยู่ อ้ายความดีใจเสียใจนี่แหละ ตีอกชกใจน่ะ กินยาตาย ผูกคอตาย โดดน้ำตาย ดีใจเสียใจนี่แหละมันเต็มขีดเต็มส่วนของมันเข้าบังคับอย่างนี้ เพราะฉะนั้นความดีใจเสียใจนี่เป็นมารร้ายทีเดียว ถ้าว่าใครให้เข้าไปอยู่ในใจบ่อย ๆ แล้วก็หน้าดำคร่ำเครียดซิ กายไม่สดชื่นซิ ไม่เศร้าหมองไม่ผ่องใสหรอก เพราะอะไร? มันดีใจเสียใจบังคับใจมัน เดือดร้อนมัน หน้าดำคร่ำเครียดทีเดียว ก็บางคนไม่อ้วนทีเดียว ผอมผอมเกลียวทีเดียว ไอ้นี่มันเอาความดีใจเสียใจหมกมาทุกวัน ไม่ปล่อยมันออกไป

ถ้าว่าทำใจให้สบาย ให้ชื่นมื่น ให้เย็นอกเย็นใจ สบายใจ จะมั่งมีดีจนอะไรก็ช่าง ทำใจให้เบิกบานไว้ ทำใจให้สบายไว้ ร่างกายมันก็ชุ่มชื่นสบาย นี่อ้ายดีใจเสียใจมันฆ่ากายมนุษย์อย่างนี้ กายมนุษย์ละเอียดก็ฆ่า กายทิพย์ก็ฆ่า กายทิพย์ละเอียดก็ฆ่า ฆ่าทั้งนั้น ทุกกาย ดีใจเสียใจน่ะคอยระวังไว้

 

นิยามของ “โลก” และ “สัตว์โลก” ในกายนาม

ท่านจึงได้สอนนักว่า นำความดีใจและเสียใจในโลกเสียให้พินาศ ดีใจเสียใจในโลกนี่นะ ดีใจเสียใจในอัตตภาพร่างกาย โลกน่ะคือ ขันธ์ ๕ นี้แหละ ร่างกายอันนี้แหละมันตัวโลกสำคัญละ เขาเรียกว่า สัตวโลก, โอกาสโลก, ขันธโลก * โอกาสโลก: ที่ว่าง ๆ ว่าง ๆ เปล่า ดิน น้ำ ไฟ ลม วิญญาณ อากาศ นี่เขาเรียกว่าโอกาสโลก

  • ขันธโลก: ที่มันรวมเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเดียว

  • สัตวโลก: ไอ้ที่อาศัยขันธ์นั่นแหละไปเกิดมาเกิด ไอ้ที่เป็นกาย ๆ เข้าไปในข้างใน นี่เป็นสัตว์ทั้งนั้น เป็นกายเข้าไปข้างในเป็นชั้น ๆ ๆ เข้าไป สัตวโลกเป็นชั้น ๆ เข้าไป สัตวโลกทั้งนั้น

     

เมื่อเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมของกายมนุษย์ละเอียดแล้ว กายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละฝันในฝันเข้าไปอีก เป็นข้อที่ ๔ ออกไปอีกกาย ธรรมในธรรมของกายมนุษย์-กายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียดแล้ว กายทิพย์ละเอียดนั่นแหละฝันในฝัน เป็นข้อที่ ๔ ออกไปอีกกาย

ลำดับการเข้าถึงกายภายในทั้ง ๑๘ กาย

ลำดับกาย การเข้าถึง (ฝันในฝัน) ลักษณะและขนาดดวงธรรม
กายที่ ๕ กายรูปพรหม มีกาย เวทนา จิต ธรรม
กายที่ ๖ กายรูปพรหมละเอียด มีกาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน
กายที่ ๗ กายอรูปพรหม มีกาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกั
กายที่ ๘ กายอรูปพรหมละเอียด มีกาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน
กายที่ ๙ กายธรรม (ธรรมกาย) โตเท่าหน้าตักธรรมกาย (เกตุดอกบัวตูม)
กายที่ ๑๐ กายธรรมละเอียด หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา ใสหนักเข้าไป

ธรรมกายละเอียดนั่นแหละฝันออกไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย มี กายพระโสดา เป็นกายพระโสดา หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป กายพระโสดานั่นแหละ พอประกอบธาตุธรรมถูกส่วนเข้า ออกไปอีกกาย แบบฝันนั่นแหละ ออกไปอีกกาย เป็น กายพระโสดาละเอียด หน้าตักกว้าง ๑๐ วา ๑๕ วา สูง ๑๐ วา ๑๕ วา มี กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน

ธรรมกายละเอียดของพระโสดานั่นแหละ ฝันเข้าไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกายหนึ่ง เรียกว่า ธรรมกายพระสกทาคา หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป มี กาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน มีกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แบบเดียวกัน

พระสกทาคาก็ฝันเข้าไปอีก ออกไปอีกกายหนึ่ง เป็น กายพระสกทาคาละเอียด หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา มี กาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน มี กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แบบเดียวกัน

กายพระสกทาคาละเอียดฝันไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกายหนึ่ง เรียกว่า กายพระอนาคา หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา ธรรมกายพระอนาคาฝันไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกายหนึ่ง เรียกว่า กายพระอนาคาละเอียด หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา

ธรรมกายพระอนาคาละเอียดฝันไปได้อีกเหมือนกัน ออกไปอีกกายหนึ่ง เรียกว่า กายพระอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป กายพระอรหัตนั้นแหละฝันไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกายหนึ่ง เรียกว่า กายพระอรหัตละเอียด ใหญ่หนักขึ้นไป มี กาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน ฝันออกไปอย่างนี้แหละ มี กายพระอรหัต-พระอรหัตละเอียด ๆ ๆ นับอสงไขยไม่ถ้วน

การตรวจกายภายในจนถึงที่สุดของตัว

ฝันออกไปอย่างนี้แหละ ตรวจกายพระอรหัต มีกายพระพุทธเจ้าอีกก็ได้ กายในกาย กายใน ๆ ๆ ๆ ๆ มันอย่างนี้แหละ ผู้เทศน์นี้ได้ทำวิชชานี้ ๒๓ ปี ออกพรรษา วันออกพรรษานี้ก็ ๓ เดือนเต็มล่ะ ยังไม่หมดกายละเอียดเหล่านี้เลย ไม่ได้ถอยกลับเลย ยังไม่หมดกายละเอียดเหล่านี้เลย ยังไม่ถึงที่สุด

ไปทูลถามพระพุทธเจ้าองค์เก่าองค์แก่ที่เข้านิโรธเข้านิพพานไปแล้ว ถอยเข้าไปหากายละเอียดนี้นะ ไปถึงแล้วหรือยัง? ยังไม่มีใครรู้เลยว่าไปถึงหรือไม่มีใครไปถึง เอาละซิคราวนี้ นี่ศาสนาตัวจริงของกายมนุษย์เป็นอย่างนี้ เมื่อเป็นพระอรหันต์ขึ้น ก็ต้องไปตรวจของตัว เข้านิพพานแล้วต้องไปตรวจของตัว เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นแล้ว เข้านิพพาน ก็ต้องไปตรวจกายของตัวอย่างนี้แหละ ว่าที่สุดอยู่ที่ไหน ต้องไปถึงที่สุดให้ได้ ต้องไปบอกที่สุดให้ได้ นี่ความจริงเป็นอย่างนี้

ภัยจากการตกเป็นบ่าวทาสพญามาร

เมื่อรู้จักความจริงอย่างนี้แล้วละก็ อย่าเหลวไหล อย่าเลอะเทอะ ที่อื่นไม่ใช่ของตัว ให้เอาใจจรดจี้อยู่ในตัว ไม่มีถอยกลับ ให้เข้าไปถึงกายที่สุดให้ได้ ว่ากายที่สุดของตัวอยู่ที่ไหน เมื่อไปถึงที่สุดของตัวได้ละก้อ ตัวก็รักษาตัวได้ ไม่มีใครมาเป็นอิสระ ไม่มีใครมาบังคับบัญชา ถ้ายังไม่ถึงที่สุดของตัวแล้วก็อย่าหมายเลย เขาจะต้องบังคับบัญชาแต่ท่าเดียวเท่านั้นแหละ แกจะต้องเป็นบ่าวเป็นทาสของเขา

เวลามีพญามารมาบังคับ ใช้ให้เป็นบ่าวเป็นทาส ให้ทำอะไรทำได้ ให้ด่า ให้ตี ให้ชก ให้ฆ่า ให้ฟันกันก็ได้ ธรรมกาย อ้า! มาร (ฝ่ายอกุศล) บังคับ มันบังคับได้อย่างนี้ ให้เป็นบ่าวเป็นทาสเขา ให้เลวทรามต่ำช้า ให้เป็นคนจนอนาถาติดขัดทุกสิ่งทุกอย่าง เครื่องกินเครื่องใช้ขาดตกบกพร่อง เครื่องกินเครื่องใช้มากมีมูลมอง จะใช้สอยก็มี ทำได้ มารเขาทำได้ บังคับได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะตัวไม่เป็นอิสระในตัว เพราะตัวไม่เป็นใหญ่ในตัว เพราะตัวไม่รู้จักที่สุดของตัว นี่มนุษย์โง่ขนาดนี้

เห็นไหมล่ะ ไม่ใช่มนุษย์โง่เท่านั้น พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านก็ไปไม่ถึงที่สุดเหมือนกัน ถ้าใครไปยังไม่ถึงที่สุดก็ยังไม่ฉลาดเต็มที่ ต่อเมื่อใดไปถึงที่สุดกายของตัว ไม่มีสุดต่อไปแล้วนั่นฉลาดเต็มที่แล้ว ตัวของตัวเองเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองได้แล้ว นี้เป็นข้อสำคัญอย่างนี้นะ นี่เจอพุทธศาสนานี่แหละเป้าหมายใจดำ อย่าไปทำแง่อื่น

ความเลอะเลือนหลงติดในทางโลก

อย่าไปหลงเน้อ อย่าไปหลง เลอะเทอะเหลวไหล เอ้า! ต่างว่ามีครอบครัวแล้ว ได้อะไรบ้าง? ได้ลูกคนหนึ่ง แล้วเอามาทำไมล่ะ? เอามาเลี้ยง เด็ก ๑๐ คน เอ้า! เอาไว้เลี้ยงอย่างไงก็เลี้ยงไป บ่นโอ๊กแล้ว เด็ก ๑๐ คนนั่นแหละ เอ้าได้ ๕๐ คน เอ้า! เอาละซิทีนี้ เอ้า! เปะปะไปซี เอ้า!

อยากได้ลูกใช่ไหมล่ะ? ไม่จริง เหลว! โกหกตัวเอง โกงตัวเอง พาให้เลอะเลือน ไม่เข้าไปค้นกายของตัวให้ถึงที่สุด ไม่ให้ตรวจตัวถึงที่สุด เป็นมนุษย์กับเขาทั้งที เพราะเชื่อกิเลสเหลวไหลเหล่านี้แหละพาให้เลอะเลือน จะครองเรือนไปสักกี่ร้อยปีก็ครองไปเถิด งานเรื่องของคนอื่นเขาทั้งนั้น เรื่องของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องของตัว ไม่ใช่งานของตัว ไปทำงานให้พญามารเขาทั้งวันทั้งคืน เอาเรื่องอะไรไม่ได้

เพราะอะไรล่ะ? เพราะไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เกิดมาพบอย่างไงก็ไปอย่างนั้นแหละ เพราะไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ นี่ไม่ได้ฝึกใจในธรรมของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ไม่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกใจของสัตบุรุษ ความเห็นก็พิรุธเหลวไหลไปดังนี้

วิถีการเดินไส้: ธรรมปฏิบัติขั้นลึกซึ้ง

เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้ว นี่แหละเป็นความจริงทางพระพุทธศาสนาตัวจริงทีเดียว นี้เป็นข้อที่ลึกซึ้ง ให้หนึ่งไว้ในใจว่า ต่อแต่นี้ไปเราจะต้องเข้าให้ถึงที่สุด เข้าไปในกายที่สุดของเราให้ได้ เป็นกาย ๆ ออกไป เมื่อเป็นกาย ๆ เข้าไปแล้ว ถ้าทำเป็นแล้ว ไม่ใช่เดินท่านี้นะ เดินในไส้ทั้งนั้น ๆ

  • ไส้เห็น ไส้จำ ไส้คิด ไส้รู้ ในกำเนิดดวงธรรมที่ทำให้เป็นสุดหยาบสุดละเอียด เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด… เดินไส้ทั้งนั้น

  • หยุดในหยุด กลางของหยุดในหยุด ๆ ๆ ๆ เดินไส้ ไม่ใช่เดินท่าอื่น เดินในกลางดวงปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา เดินไปในกลางดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตฺติญาณทสฺสนะ นั้นเป็นทางเดินของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ เดินไปในไส้

ไม่ใช่เดินไปในไส้เพียงเท่านั้น ในกลางว่างของดวงธมฺมานุปสฺสนาสติปฏฺฐาน ของดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตฺติญาณทสฺสนะ

ว่างในว่างเข้าไป ในเหตุว่างในเหตุว่าง เหตุเปล่า ในเหตุดับ เหตุลับ เหตุหาย เหตุสูญ เหตุสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษในเหตุไม่เหลือเศษ หล่อเลี้ยง เป็นอยู่ ปราสาท เหตุรส เหตุชาติ เหตุไอ เหตุแก๊ส เหตุแก๊สกรด หนักเข้าไป เหตุสุดในเหตุสุด ในแก๊สกรดหนักเข้าไปอีก

ไม่มีถอยหยุดกลับ นับอสงไขยไม่ถ้วน นับชาติอายุบารมีไม่ถ้วน¹ ไม่มีถอยกลับกัน เดินเข้าไปอย่างนี้นะ พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ไม่ใช่เดินโลเลเหลวไหลนะ ที่เรากราบที่เราไหว้เรานับถือนะ ท่านวิเศษวิโสอย่างนี้ นี่แหละเป็นผู้วิเศษแท้ ๆ นี่แหละเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกแท้ ๆ ท่านเป็นผู้รู้จริง เห็นจริง ได้จริง เราจึงเอาเป็นตำรับตำราได้

เมื่อรู้จักหลักธรรมอันนี้แล้ว อย่าเข้าใจว่าได้ฟังง่าย ๆ นะ ตั้งแต่เราเกิดมาเป็นภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาน่ะ อย่างนี้ไม่เคยได้ฟังเลยไม่ใช่หรือ? ไม่เคยฟัง ได้ฟังแล้วจำเอาไว้ ทำให้เป็นเหมือนอย่างแสดงนี้ทุกสิ่งทุกประการ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา

อวสานกถา

ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตฺตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า

อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้

เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ


¹ มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือ “วิชชามรรคผลพิสดาร” (สำหรับผู้ถึงธรรมกายที่สามารถเจริญวิชชาขั้นละเอียดด้วยเจโตสมาธิแล้ว) เป็นการทำวิชชาสะสางธาตุธรรม โดยเข้าให้ถึงต้น ๆ ธาตุ ต้น ๆ ธรรม เพื่อเก็บอวิชชาธรรมฝ่ายดำ หรือดับอวิชชา อันเป็นมูลรากฝ่ายเกิดทุกข์ทั้งมวล ให้เหลือเป็นแต่เฉพาะบุญกุศล และแก้ธาตุธรรมสายกลางให้กลับเป็นฝ่ายขาวด้วย จึงเป็นวิชชาที่คมกล้ายิ่งนัก ที่ให้ผลเป็นความบริสุทธิ์แก่ทั้งฝ่ายผู้เจริญกับทั้งผู้ที่ถูกแก้ไขตามส่วน เพราะเหตุนี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงได้เคยกล่าวไว้ว่า “ธรรมกายคนหนึ่ง [ที่สามารถเจริญวิชชาขั้นละเอียดได้] ช่วยคนได้ครึ่งเมือง”

Table of Contents

Index