ศูนย์ ๕ ศูนย์ภายในดวงปฐมมรรค

ศูนย์ ๕ ศูนย์ภายในดวงปฐมมรรคโครงสร้าง ตำแหน่ง และความสัมพันธ์กับธาตุ ๖ ตามหลักวิชชาธรรมกาย

บทความนี้อธิบายว่า “ศูนย์ ๕ ศูนย์” เป็นโครงสร้างเชิงตำแหน่งภายในดวงปฐมมรรค ส่วน “ธาตุ ๖” เป็นการจำแนกธรรมชาติที่ประชุมทำหน้าที่อยู่ในโครงสร้างนั้น จึงมีศูนย์ห้าแห่ง แต่สัมพันธ์กับธาตุหกประการได้โดยไม่ขัดกัน

บทนำ↑ สารบัญ

เมื่อกล่าวถึงดวงปฐมมรรคตามหลักวิชชาธรรมกาย มิได้หมายถึงเพียงดวงสว่างที่ปรากฏเมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน แต่ยังหมายถึงดวงธรรมซึ่งมีโครงสร้างภายในสัมพันธ์กับธาตุและทางดำเนินของใจ โครงสร้างสำคัญประการหนึ่งเรียกว่า “ศูนย์ ๕ ศูนย์” ได้แก่ ศูนย์หน้า ศูนย์ขวา ศูนย์หลัง ศูนย์ซ้าย และศูนย์กลาง

คำอธิบายนี้ก่อให้เกิดคำถามว่า เหตุใดจึงกล่าวถึงศูนย์เพียงห้าแห่ง ในเมื่อธาตุที่ประชุมอยู่ในโครงสร้างนั้นมีหกประการ ได้แก่ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ และวิญญาณธาตุ คำตอบอยู่ที่การแยกความหมายของคำว่า “ศูนย์” ออกจากคำว่า “ธาตุ” ให้ชัดเจน

พระไตรปิฎกให้ฐานทางปริยัติด้วยการจำแนกธาตุ ๖ ส่วนตำแหน่งเฉพาะของธาตุภายในศูนย์ ๕ ศูนย์เป็นคำอธิบายภาคปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย บทความนี้จึงแยกหลักฐานทั้งสองระดับออกจากกันอย่างโปร่งใส มิได้นำรายละเอียดเฉพาะของภาคปฏิบัติไปกล่าวว่าเป็นข้อความตรงจากพระไตรปิฎก

๑. ความหมายของศูนย์ ๕ ศูนย์↑ สารบัญ

คำว่า “ศูนย์” ในบริบทนี้มิได้หมายถึงความไม่มีหรือเลขศูนย์ทางคณิตศาสตร์ แต่หมายถึงจุดรวม ตำแหน่งสัมพันธ์ หรือส่วนภายในที่ธาตุละเอียดประชุมทำหน้าที่ร่วมกัน ภายในดวงธรรมเดียวกันจึงจำแนกตำแหน่งได้เป็นศูนย์หน้า ศูนย์ขวา ศูนย์หลัง ศูนย์ซ้าย และศูนย์กลาง

ศูนย์ทั้งห้ามิใช่วัตถุห้าชิ้นที่ตั้งแยกออกจากกัน แต่เป็นโครงสร้างที่สัมพันธ์กัน ศูนย์รอบนอกทั้งสี่สัมพันธ์กับมหาภูตรูป ๔ ส่วนศูนย์กลางสัมพันธ์กับอากาสธาตุ และภายในกลางอากาสธาตุมีวิญญาณธาตุหรือธาตุรู้

หลักสำคัญ: ศูนย์เป็นการจำแนก “ตำแหน่ง” ส่วนธาตุเป็นการจำแนก “ธรรมชาติและหน้าที่” จำนวนของทั้งสองระบบจึงไม่จำเป็นต้องตรงกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

๒. ศูนย์ ๕ ศูนย์มิใช่ฐานที่ตั้งของใจทั้ง ๗↑ สารบัญ

“ศูนย์ ๕ ศูนย์” ต้องแยกออกจาก “ฐานที่ตั้งของใจทั้ง ๗” ฐานทั้ง ๗ ใช้อธิบายทางเดินและตำแหน่งของใจในกาย ส่วนศูนย์ ๕ ศูนย์ใช้อธิบายโครงสร้างภายใน ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หรือภายในดวงธรรมที่ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งนั้น

หนังสือ ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน อธิบายศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือประมาณสองนิ้วมือว่าเป็นฐานสำหรับตั้งและรวมใจ และเป็นทางดำเนินสำหรับเข้าถึงกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม1

ดังนั้น การกล่าวว่า “นำใจมาหยุด ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗” เป็นการระบุตำแหน่งใหญ่ ส่วนการกล่าวถึงศูนย์หน้า ขวา หลัง ซ้าย และกลาง เป็นการพิจารณาโครงสร้างภายในตำแหน่งนั้นให้ละเอียดขึ้น

๓. ตำแหน่งและธาตุประจำศูนย์ทั้งห้า↑ สารบัญ

คำอธิบายภาคปฏิบัติวิชชาธรรมกายแจกแจงความสัมพันธ์ของศูนย์และธาตุดังนี้2

ตำแหน่งภายในดวง ธาตุที่สัมพันธ์ ลักษณะโดยสังเขป
ศูนย์หน้า อาโปธาตุ หรือธาตุน้ำ เอิบอาบ เกาะกุม และประสาน
ศูนย์ขวา ปฐวีธาตุ หรือธาตุดิน แข็ง คงรูป และรองรับ
ศูนย์หลัง เตโชธาตุ หรือธาตุไฟ ร้อน เย็น และทำให้เปลี่ยนแปลง
ศูนย์ซ้าย วาโยธาตุ หรือธาตุลม เคลื่อนไหว เคร่งตึง และค้ำจุน
ศูนย์กลาง อากาสธาตุ ช่องว่างหรือส่วนที่ไม่ถูกกีดขวาง
กลางอากาสธาตุ วิญญาณธาตุ หรือธาตุรู้ ธรรมชาติฝ่ายรับรู้อารมณ์

ลำดับตำแหน่งนี้คือ หน้าเป็นน้ำ ขวาเป็นดิน หลังเป็นไฟ ซ้ายเป็นลม กลางเป็นอากาศ และวิญญาณธาตุอยู่กลางอากาสธาตุ ลำดับดังกล่าวต่างจากบัญชีธาตุในพระไตรปิฎกที่มักเรียงเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ แต่ไม่เป็นความขัดแย้ง เพราะบัญชีพระไตรปิฎกจำแนกชนิดของธาตุ ส่วนผังศูนย์ ๕ ศูนย์จำแนกตำแหน่งตามคำอธิบายภาคปฏิบัติ

๔. ศูนย์รอบนอกทั้งสี่กับมหาภูตรูป ๔↑ สารบัญ

ศูนย์หน้า ศูนย์ขวา ศูนย์หลัง และศูนย์ซ้ายสัมพันธ์กับอาโปธาตุ ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุตามลำดับ คำว่า ดิน น้ำ ไฟ และลม ในที่นี้มิได้หมายถึงก้อนดิน น้ำเหลว เปลวไฟ หรือกระแสลมทางกายภาพที่ตั้งอยู่ภายในดวง แต่หมายถึงธรรมชาติหรือลักษณะของธาตุแต่ละประการ

๔.๑ ศูนย์หน้ากับอาโปธาตุ

อาโปธาตุหมายถึงธรรมชาติฝ่ายเอิบอาบ ซึมซาบ เหนียว หรือเกาะกุมส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน พระไตรปิฎกยกของเหลวภายในกายเป็นตัวอย่างของอาโปธาตุภายใน แต่ไม่ได้ระบุตำแหน่ง “ศูนย์หน้า” ของดวงปฐมมรรคโดยตรง3

๔.๒ ศูนย์ขวากับปฐวีธาตุ

ปฐวีธาตุหมายถึงธรรมชาติฝ่ายแข็ง กระด้าง คงรูป หรือรองรับ พระไตรปิฎกยกผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และส่วนแข็งอื่นในกายเป็นตัวอย่างของปฐวีธาตุภายใน4

๔.๓ ศูนย์หลังกับเตโชธาตุ

เตโชธาตุหมายถึงธรรมชาติฝ่ายอุณหภูมิ ทั้งความร้อน ความเย็น ความอบอุ่น และการทำให้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงหรือสุกงอม จึงไม่จำเป็นต้องมีเปลวไฟปรากฏ

๔.๔ ศูนย์ซ้ายกับวาโยธาตุ

วาโยธาตุหมายถึงธรรมชาติฝ่ายเคลื่อนไหว พัดไปมา เคร่งตึง หรือค้ำจุน พระไตรปิฎกยกตัวอย่างลมที่เคลื่อนขึ้นและลง ลมในท้อง ลมในไส้ ลมที่แล่นไปตามอวัยวะ และลมหายใจเข้าออก

๕. ศูนย์กลางในฐานะอากาสธาตุ↑ สารบัญ

ศูนย์กลางสัมพันธ์กับอากาสธาตุ ซึ่งพระไตรปิฎกอธิบายในแง่อากาศ ความว่าง ช่องว่าง หรือส่วนที่มหาภูตรูปอื่นไม่กีดขวาง วิภังคปกรณ์ยกช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก และช่องทางภายในกายเป็นตัวอย่างของอากาสธาตุภายใน5

คำว่า “ว่าง” มิได้หมายถึงไม่มีสภาวธรรมใดเลย แต่ชี้ลักษณะของช่องหรือที่รองรับ ในคำอธิบายวิชชาธรรมกาย อากาสธาตุสัมพันธ์กับศูนย์กลาง และกลางนั้นเป็นทางดำเนินเข้าสู่ส่วนที่ละเอียดกว่า

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกล่าวว่าอากาสธาตุในพระไตรปิฎกกับศูนย์กลางในดวงปฐมมรรคเป็นคำอธิบายเดียวกันทุกประการ พระไตรปิฎกอธิบายลักษณะของธาตุ ส่วนวิชชาธรรมกายอธิบายตำแหน่งและหน้าที่ในโครงสร้างซึ่งประจักษ์แก่การปฏิบัติ

๖. วิญญาณธาตุอยู่ที่ใด↑ สารบัญ

ตามคำอธิบายภาคปฏิบัติ วิญญาณธาตุหรือธาตุรู้อยู่ตรงกลางอากาสธาตุ มิได้ตั้งแยกเป็นศูนย์รอบนอกแห่งที่หก ศูนย์กลางจึงสัมพันธ์กับธาตุสองชั้น คืออากาสธาตุในฐานะช่องกลาง และวิญญาณธาตุในฐานะธรรมชาติฝ่ายรู้ซึ่งอยู่ภายในกลางนั้น

คำว่า “ธาตุรู้” ต้องเข้าใจในขอบเขตของคำอธิบายวิชชาธรรมกาย มิได้หมายถึงตัวตนถาวรหรือผู้รู้อิสระจากเหตุปัจจัย ในระดับพระอภิธรรม วิญญาณธาตุจำแนกตามการรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ6

จึงต้องแยกศัพท์ “วิญญาณธาตุ” “วิญญาณขันธ์” “ดวงวิญญาณ” และ “ธาตุรู้” ตามบริบทของต้นฉบับ ไม่ใช้แทนกันโดยไม่มีคำอธิบาย และไม่ควรสรุปว่าการรับรู้อารมณ์เท่ากับปัญญาหรือญาณเห็นแจ้งทุกครั้ง

ภาคปฏิบัติวิชชาธรรมกาย ตรงกลางของอากาสธาตุเป็นที่ตั้งของวิญญาณธาตุ ซึ่งทำหน้าที่เป็นธาตุฝ่ายรู้ ณ ศูนย์กลางนั้น เห็น จำ คิด และรู้ประชุมทำงานสัมพันธ์กัน จึงรวมเรียกว่า “ใจ”

๗. เหตุใดมีศูนย์ ๕ ศูนย์ แต่มีธาตุ ๖↑ สารบัญ

หากเทียบแบบหนึ่งศูนย์ต่อหนึ่งธาตุ อาจคาดว่าควรมีศูนย์ที่หกสำหรับวิญญาณธาตุ แต่โครงสร้างนี้มิได้วางธาตุทั้งหมดในระนาบเดียวกัน มหาภูตรูป ๔ สัมพันธ์กับศูนย์รอบนอกทั้งสี่ อากาสธาตุสัมพันธ์กับศูนย์กลาง ส่วนวิญญาณธาตุอยู่ภายในกลางอากาสธาตุอีกชั้นหนึ่ง

จึงควรกล่าวว่า “ศูนย์ ๕ ศูนย์เป็นที่ตั้งหรือที่ประชุมแห่งธาตุ ๖” มิใช่ “ศูนย์ ๖ ศูนย์” ความแตกต่างของจำนวนไม่ใช่ความผิดพลาดในการนับ แต่เกิดจากการจำแนกคนละด้านและมีโครงสร้างซ้อนภายใน

๘. การประชุมพร้อมแห่งธาตุ↑ สารบัญ

คำอธิบายภาคปฏิบัติเน้นว่าธาตุภายในมิได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่ประชุมสัมพันธ์กันภายในศูนย์กลางกาย ตำราประกอบการศึกษาสัมมาปฏิบัติยกถ้อยคำว่า

“ธาตุไม่ประชุมพร้อมกัน ปฐมมรรคก็เกิดไม่ได้ เมื่อไม่มีปฐมมรรค มรรคผลนิพพานก็ไปไม่ถูก เหตุนี้จึงต้องทำปฐมมรรคให้เกิดให้มีขึ้น”7

ถ้อยคำนี้ควรเข้าใจในบริบทของการประกอบเหตุให้ธาตุธรรมและใจประชุมถูกส่วน มิใช่คำอธิบายเชิงชีววิทยา เมื่อเหตุพร้อมและใจหยุดนิ่งถูกส่วน ดวงปฐมมรรคจึงปรากฏเป็นผลแห่งการปฏิบัติ มิใช่สิ่งที่สร้างขึ้นด้วยความอยากเห็น

๙. ศูนย์ ๕ ศูนย์กับดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย↑ สารบัญ

ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมิใช่ดวงว่างเปล่าซึ่งไม่มีโครงสร้างภายใน คำอธิบายเรื่องศูนย์ ๕ ศูนย์แสดงระบบของธาตุซึ่งสัมพันธ์กัน และมีศูนย์กลางเป็นทางดำเนินเข้าสู่ส่วนที่ละเอียดกว่า

หนังสือ ทางมรรคผลนิพพาน แยก “กำเนิดธาตุธรรมเดิม” ออกจากขันธ์ ๕ โดยอธิบายว่าเป็นพื้นเดิมที่จะก่อขันธ์ ๕ และสัมพันธ์กับดวงกาย ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ และดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย8

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ศูนย์ ๕ ศูนย์” “ธาตุ ๖” และ “กำเนิดธาตุธรรมเดิม” ไม่ควรถูกรวมเป็นศัพท์เดียวกัน ศูนย์ ๕ ศูนย์เน้นโครงสร้างเชิงตำแหน่ง ธาตุ ๖ เน้นธรรมชาติที่ประชุมทำหน้าที่ ส่วนกำเนิดธาตุธรรมเดิมเน้นพื้นฐานซึ่งสัมพันธ์กับการก่อขันธ์และความเป็นกาย

๑๐. ความหมายของหลักกลางของกลาง↑ สารบัญ

หลัก “กลางของกลาง” มิใช่เพียงการคำนวณจุดศูนย์กลางทางเรขาคณิต แต่หมายถึงการที่ใจหยุดนิ่งตรงกลางของสภาวธรรมซึ่งกำลังเข้าถึง แล้วดำเนินเข้าสู่ส่วนที่ละเอียดกว่าโดยไม่ถอนออกไปยึดสิ่งที่ปรากฏอยู่ภายนอก

ในบริบทของศูนย์ ๕ ศูนย์ ผู้ปฏิบัตินำใจมาหยุด ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อดวงธรรมปรากฏ ใจมิได้หยุดอยู่เพียงผิวของดวง แต่หยุดลงตรงศูนย์กลางภายใน แล้วดำเนินเข้าสู่กลางของกลางต่อไปตามเหตุแห่งสัมมาปฏิบัติ

ความรู้เรื่องโครงสร้างมิได้มีไว้ให้ผู้เริ่มต้นเพ่งสร้างศูนย์ทั้งห้าทีละตำแหน่ง หากมีไว้ช่วยเข้าใจว่าดวงธรรมมีศูนย์กลางเป็นทางดำเนิน ผู้ปฏิบัติยังคงทำหน้าที่สำคัญคือวางใจอย่างสบาย มีสติ ไม่เพ่งบังคับ และไม่สร้างสภาวะขึ้นตามความจำ

๑๑. ข้อควรระวังในการทำความเข้าใจ↑ สารบัญ

  1. ไม่เท่าศูนย์ ๕ ศูนย์กับฐานที่ตั้งของใจทั้ง ๗
  2. ไม่เรียกวิญญาณธาตุว่าเป็นศูนย์ที่หก เพราะวิญญาณธาตุอยู่กลางอากาสธาตุภายในศูนย์กลาง
  3. ไม่เปลี่ยนลำดับตำแหน่ง หน้า น้ำ; ขวา ดิน; หลัง ไฟ; ซ้าย ลม; กลาง อากาศ ให้เป็นลำดับอื่นเพียงเพื่อให้ตรงกับบัญชีธาตุในพระไตรปิฎก
  4. ไม่อธิบายศูนย์ทั้งห้าเป็นอวัยวะทางกายวิภาค และไม่ลดทอนให้เป็นเพียงจินตนาการตามอำเภอใจ
  5. ไม่ยกตำแหน่งศูนย์ทั้งห้าเป็นข้อความตรงจากพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกรองรับบัญชีและลักษณะของธาตุ ๖ ส่วนผังตำแหน่งเป็นคำอธิบายภาคปฏิบัติของวิชชาธรรมกาย
  6. ไม่ใช้คำว่า “วิญญาณธาตุ” “วิญญาณขันธ์” “ดวงวิญญาณ” และ “ธาตุรู้” สลับกันโดยไม่ตรวจบริบท
  7. ไม่เพ่งสร้างศูนย์หรือธาตุขึ้นตามแผนผัง ความรู้เรื่องโครงสร้างต้องรับใช้การหยุดใจ มิใช่ทำให้ใจกระจายตามรายละเอียด

บทสรุป↑ สารบัญ

ศูนย์ ๕ ศูนย์ภายในดวงปฐมมรรคเป็นโครงสร้างเชิงตำแหน่ง ประกอบด้วยศูนย์หน้า ศูนย์ขวา ศูนย์หลัง ศูนย์ซ้าย และศูนย์กลาง ศูนย์รอบนอกทั้งสี่สัมพันธ์กับอาโปธาตุ ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุตามลำดับ ส่วนศูนย์กลางสัมพันธ์กับอากาสธาตุ และภายในกลางอากาสธาตุมีวิญญาณธาตุหรือธาตุรู้

เหตุที่มีศูนย์เพียงห้าแห่งแต่สัมพันธ์กับธาตุหกประการ มิใช่ความขัดแย้ง เพราะวิญญาณธาตุมิได้ตั้งเป็นศูนย์ที่หกในระนาบเดียวกับศูนย์อื่น หากอยู่ภายในกลางอากาสธาตุอีกชั้นหนึ่ง ศูนย์ ๕ ศูนย์จึงอธิบายตำแหน่ง ส่วนธาตุ ๖ อธิบายธรรมชาติที่ประชุมทำหน้าที่อยู่ในโครงสร้างนั้น

ความรู้นี้มิได้มีไว้ให้ผู้ปฏิบัติเพ่งสร้างแผนผังภายใน แต่ช่วยให้เข้าใจว่า ดวงปฐมมรรคเป็นดวงธรรมที่มีโครงสร้างของธาตุ มีศูนย์กลางเป็นทางดำเนิน และสัมพันธ์กับดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย ผู้ปฏิบัติยังต้องรวบใจให้หยุดนิ่งถูกส่วน ณ ศูนย์กลางกาย แล้วพิสูจน์สภาวธรรมตามเหตุแห่งสัมมาปฏิบัติด้วยตนเอง

เชิงอรรถ↑ สารบัญ

  1. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐), ๒๓๔–๒๓๕. ↩
  2. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), พร้อมคำอธิบายประกอบการศึกษาโดย พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), สมถวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ถึงธรรมกายและพระนิพพานของพระพุทธเจ้า, พิมพ์ครั้งที่ ๔ (นครปฐม: บริษัท เพชรเกษม พริ้นติ้ง กรุ๊ป จำกัด, ๒๕๕๔), ๕–๖. ↩
  3. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม ๑๔, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, “ธาตุวิภังคสูตร,” ข้อ ๖๗๙–๖๘๙, หน้า ๓๗๑–๓๗๕. ↩
  4. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม ๑๔, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, “ธาตุวิภังคสูตร,” ข้อ ๖๗๙–๖๘๙, หน้า ๓๗๑–๓๗๕. ↩
  5. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม ๓๕, พระอภิธรรมปิฎก วิภังคปกรณ์, ธาตุวิภังค์, ข้อ ๑๑๔–๑๑๙. ↩
  6. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม ๓๕, พระอภิธรรมปิฎก วิภังคปกรณ์, ธาตุวิภังค์, ข้อ ๑๑๔–๑๑๙. ↩
  7. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), พร้อมคำอธิบายประกอบการศึกษาโดย พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), สมถวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ถึงธรรมกายและพระนิพพานของพระพุทธเจ้า, ๕–๖. ↩
  8. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน, ๒๗๐–๒๗๑. ↩

บรรณานุกรม↑ สารบัญ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม ๑๔. มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์.

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม ๓๕. พระอภิธรรมปิฎก วิภังคปกรณ์.

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). พร้อมคำอธิบายประกอบการศึกษาโดย พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล). สมถวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ถึงธรรมกายและพระนิพพานของพระพุทธเจ้า. พิมพ์ครั้งที่ ๔. นครปฐม: บริษัท เพชรเกษม พริ้นติ้ง กรุ๊ป จำกัด, ๒๕๕๔.

พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐.