ความหมาย “สัมมา อะระหัง”

“สัมมา อะระหัง”

ความหมาย ที่มา การสืบทอด และการใช้เป็นบริกรรมภาวนาตามแนววิชชาธรรมกาย

“สัมมา อะระหัง” เป็นคำบริกรรมภาวนาที่ใช้ประคองใจให้สงบและหยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายตามแนววิชชาธรรมกาย องค์คำทั้งสองน้อมระลึกถึงพระปัญญาคุณและพระวิสุทธิคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีลักษณะเป็นทั้งพุทธานุสสติและอุบายรวมใจให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว

ความสำคัญของคำบริกรรมนี้มิได้อยู่ที่การท่องถ้อยคำโดยลำพัง และมิใช่ถ้อยคำวิเศษที่ให้ผลได้โดยปราศจากเหตุแห่งการปฏิบัติ หากต้องประกอบด้วยศีล ความมีสติ ความสบายกายสบายใจ สมาธิ และปัญญา คำบริกรรมทำหน้าที่ช่วยนำใจที่กระจัดกระจายให้กลับมารวมตัว เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน คำบริกรรมย่อมค่อย ๆ หมดหน้าที่ไป เหลือเพียงความสงบ ความรู้ตัว และการดำเนินใจเข้าสู่สภาวธรรมที่ละเอียดขึ้นตามกำลังแห่งการปฏิบัติ

ขอบเขตและระดับหลักฐาน

บทความนี้แยกหลักฐานออกเป็น ๔ ระดับ เพื่อไม่ให้นำข้อความต่างประเภทมารวมเป็นหลักฐานชนิดเดียวกัน

  • พระพุทธพจน์ว่าด้วยพระพุทธคุณและพุทธานุสสติ
  • จารีตคาถาอิติปิโสรัตนมาลาและการขยายอักขระ
  • พระธรรมเทศนาและตำราภาคปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย
  • คำอธิบายและประสบการณ์ที่สืบทอดในหมู่ครูอาจารย์และศิษยานุศิษย์

๑. ความหมายของ “สัมมา อะระหัง”

คำบริกรรมนี้ประกอบด้วยองค์คำที่สัมพันธ์กับพระพุทธคุณ มิใช่คำสนธิตามหลักไวยากรณ์บาลี

“สัมมา” หมายถึง โดยชอบ ถูกต้อง หรือถูกส่วน และสัมพันธ์กับพระพุทธคุณบทว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ คือพระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ จึงน้อมถึงพระปัญญาคุณ

“อะระหัง” เป็นรูปออกเสียงสำหรับใช้บริกรรมจากคำบาลีว่า อรหํ หมายถึงพระอรหันต์ ผู้ไกลจากกิเลสและบาปธรรม และผู้ควรแก่การเคารพบูชา จึงน้อมถึงพระวิสุทธิคุณ

การนำองค์คำทั้งสองมาจัดวางร่วมกันเป็น “สัมมา อะระหัง” จึงเป็นการน้อมพระปัญญาคุณและพระวิสุทธิคุณมาเป็นอารมณ์ของใจ มิใช่การสร้างศัพท์บาลีขึ้นใหม่ หนังสือ ทางมรรคผลนิพพาน อธิบายว่า การบริกรรมนี้เป็นพุทธานุสสติและใช้ประคองใจให้หยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกาย1

พระธรรมเทศนากัณฑ์ที่ ๑ เรื่อง “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” อธิบาย อรหํ ไว้สองนัย คือ “ไกล” หมายถึงไกลหรือพ้นจากกิเลส และ “ควร” หมายถึงควรแก่การเทิดทูนบูชา ทั้งกล่าวโดยตรงว่า อรหํ เป็นพระคุณนามที่นักปฏิบัติธรรมนำมาใช้เป็นบทบริกรรมภาวนา2

ข้อสังเกตเรื่องรูปคำ

บทความนี้ใช้รูป “สัมมา อะระหัง” เป็นรูปอ่านสำหรับบริกรรมตามเสียงที่ใช้แพร่หลายในภาษาไทย ส่วน “สัมมา อรหัง” เป็นรูปที่ปรากฏในตำราปฏิบัติบางฉบับ และ “สมฺมาอรหํ” เป็นรูปเขียนด้วยอักขรวิธีบาลี เมื่อยกข้อความจากเอกสารจะรักษารูปคำตามต้นฉบับ แต่เมื่อกล่าวในเนื้อความทั่วไปจะใช้ “สัมมา อะระหัง” ให้เป็นแบบเดียวกันตลอดบทความ

๒. รากฐานจากพระพุทธคุณและพุทธานุสสติ

ธชัคคสูตรแสดงว่า เมื่อเกิดความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือความไม่มั่นคงทางใจ ผู้ปฏิบัติพึงระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม หรือพระสงฆ์ ความกลัวและความหวาดสะดุ้งนั้นย่อมระงับลง หลักนี้แสดงฐานะของการน้อมพระรัตนตรัยเป็นอารมณ์ว่า เป็นเครื่องช่วยตั้งใจไว้ในอารมณ์อันประเสริฐ3

อนุสสติฏฐานสูตรอธิบายว่า เมื่ออริยสาวกระลึกถึงพระตถาคต จิตย่อมไม่ถูกราคะ โทสะ และโมหะกลุ้มรุม แต่ดำเนินไปตรงและหลุดออกจากความอยากในกามคุณ พุทธานุสสติจึงมิใช่เพียงการจดจำพระนามหรือท่องถ้อยคำ หากเป็นวิธีน้อมใจออกจากอารมณ์เศร้าหมองแล้วตั้งไว้ในพระคุณของพระพุทธเจ้า4

๓. จารีตอิติปิโสรัตนมาลาและคาถาขยายอักขระ

อิติปิโสรัตนมาลาเป็นจารีตที่นำอักขระจากบทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณมาตั้งเป็นต้นคาถาแล้วขยายความ แหล่งรวบรวมที่ตรวจพบแบ่งเป็นพุทธคุณ ๕๖ บท ธรรมคุณ ๓๘ บท และสังฆคุณ ๑๔ บท รวม ๑๐๘ บท ทั้งยังปรากฏการสืบทอดหลายสำนวน จึงไม่อาจกำหนดผู้รจนาและเวลารจนาได้อย่างแน่นอนจากหลักฐานที่มีอยู่5

ในลำดับอักขระของบทพระพุทธคุณปรากฏองค์อักขระ อะ ระ หัง สัม มา ต่อเนื่องกัน การจัดเรียงเป็น “สัม มา อะ ระ หัง” เพื่อใช้เป็นคำบริกรรมจึงควรเข้าใจว่าเป็นการนำองค์คำแห่งพระพุทธคุณมาจัดวางใหม่ มิใช่การสนธิศัพท์

ผลตรวจปาฐะพบว่า คาถาห้าบทที่เคยนำมาเรียงเป็นชุด “สัม มา อะ ระ หัง” ในต้นฉบับบางแห่งเป็นข้อความผสมจากต่างสำนวน มิใช่ข้อความที่คัดจากอิติปิโสรัตนมาลาฉบับเดียวกันโดยตรง ฉบับเผยแพร่จึงใช้ปาฐะจากภาพสแกนฉบับหลักเป็นรายบท และไม่ควรนำคำแปลจากต่างสำนวนมาสวมแทนโดยไม่ตรวจคำบาลีทีละบาท

ปาฐะและคำแปลเทียบความของคาถาทั้ง ๕ บท

อะ
อนสฺสาสกสตฺตานํ / อสฺสาสํ เทติ โย ชิโน
อนนฺตคุณสมฺปนฺโน / อนนฺตคามี นมามิหํ
คำแปลเทียบความ: ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระชินเจ้าพระองค์นั้น ผู้ประทานความอุ่นใจแก่สัตว์ทั้งหลายซึ่งไม่มีความอุ่นใจ ผู้ถึงพร้อมด้วยพระคุณอันหาที่สุดมิได้ และผู้ดำเนินถึงที่สุดแห่งทุกข์
ระ
รโต นิพฺพานสมฺปตฺเต / รโต โย สตฺตโมจเน
รมฺมาเปตีธ สตฺเต โย / รณจตฺตํ นมามิหํ
คำแปลเทียบความ: ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ยินดีในพระนิพพานสมบัติ ผู้ยินดีในการปลดเปลื้องสัตว์ทั้งหลายจากทุกข์ ผู้ยังสัตว์ในโลกนี้ให้ยินดีในการพ้นทุกข์ และผู้สละข้าศึกคือกิเลสได้แล้ว
หัง
หญฺญติ ปาปเก ธมฺเม / หึสาเปติ ปรํ ชนํ
หสมานํ มหาวีรํ / หนฺตปาปํ นมามิหํ
คำแปลเทียบความ: ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น ผู้กำจัดธรรมอันเป็นบาป ผู้ยังชนอื่นให้ร่าเริงในธรรมฝ่ายกุศล ผู้มีพระหฤทัยแช่มชื่นและกล้าหาญยิ่งใหญ่ และผู้กำจัดบาปได้แล้ว
สัม
สงฺขตาสงฺขเต ธมฺเม / สมฺมา เทเสสิ ปาณินํ
สํสารํ สํวิฆาเตติ / สมฺพุทฺธํ ตํ นมามิหํ
คำแปลเทียบความ: ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงแสดงทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรมแก่สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ และผู้ทรงทำลายการเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏได้แล้ว
มา
มาตาว ปาลิโต สตฺเต / มานทิฏฺเฐ ปมทฺทิโต
มานิโต เทวสงฺเฆหิ / มานฆาตํ นมามิหํ
คำแปลเทียบความ: ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงอภิบาลสัตว์ทั้งหลายดุจมารดาถนอมบุตร ผู้ทรงกำราบบุคคลที่กระด้างด้วยมานะและทิฏฐิ ผู้อันหมู่เทวดานับถือ และผู้ทรงกำจัดมานะได้แล้ว

ปาฐะข้างต้นใช้ตามภาพสแกนบทที่ ๘–๑๒ หน้าพิมพ์ ๒๖ หรือหน้า PDF ๘๗ ของหนังสือที่ตรวจ ส่วนคำแปลควรถือเป็นคำแปลตามฉบับที่ใช้ ไม่ควรนำคำแปลจากต่างสำนวนมาสวมแทนคำบาลีโดยไม่เทียบทีละบาท6

๔. ข้อเท็จจริงและข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์

หลักฐานที่ตรวจพบทำให้กล่าวได้ว่า สมฺมาอรหํ มิได้ปรากฏเฉพาะในแนววิชชาธรรมกาย เอกสารคำอาราธนาที่เผยแพร่ในระบบกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับของสำนักวัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) มีข้อความปรากฎใน คู่มือสมถะ – วิปัสสนากรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ” ของสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรมหาเถรเจ้า (สุก ไก่เถื่อน) “สมฺมาอรหํ ๓ ที อรหํ ๓ ที” ในคำอาราธนากรรมฐานหลายหมวด7   และหลักฐานสำคัญที่หลงเหลืออยู่คือการสร้างพระเครื่องเนื้อผงรูปทรงสี่เหลี่ยมที่เรียกว่า “พระสมเด็จอรหัง” ซึ่งปรากฏการจารึกอักขระขอมคำว่า “อะระหัง” ไว้ที่ด้านหลังอย่างชัดเจน

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานในสำนักวัดราชสิทธาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สุก) เป็นพระอาจารย์8  และท่านได้สืบทอดทั้งแนวทางการปฏิบัติกรรมฐานและคติการสร้างพระพิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟัก (พระสมเด็จวัดระฆัง)

แม้ในบันทึกประวัติศาสตร์ชั้นต้น เช่น ตำรา “ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)” ฉบับพระยาทิพโกษา (สอน โลหนันทน์) พ.ศ. ๒๔๗๓ จะไม่ปรากฏการระบุถึงการใช้คำภาวนา “สัมมา อะระหัง” โดยตรง แต่จากการสืบทอดวิชาจากสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ทำให้เกิดตรรกะที่สมเหตุสมผลว่า อักขระและคำบริกรรมที่มีรากศัพท์จาก “อะระหัง” ย่อมถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องในสายปฏิบัติของสมเด็จโต ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการบริกรรมส่วนตัวหรือการสอนศิษย์ใกล้ชิด

สมมติฐานเชิงวิชาการ

คำบริกรรมดังกล่าวสันนิษฐานว่า น่าจะมีพัฒนาการและรากฐานที่สืบเนื่องมาจากสำนักกรรมฐานยุคต้นรัตนโกสินทร์ รอยต่อที่สำคัญแต่ขาดหลักฐานลายลักษณ์อักษร คือช่วงที่วิชาถูกถ่ายทอดสู่ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและมุขปาฐะ ในวงการพระเครื่องระบุว่า หลวงพ่อเนียมเคยศึกษาอยู่ในสำนักวัดระฆังโฆสิตารามร่วมยุคกับสมเด็จโต แม้จะไม่มีบันทึกทางการยืนยัน แต่ความสอดคล้องทางสายวิชาปรากฏชัดเจนเมื่อหลวงพ่อเนียมได้ถ่ายทอดกรรมฐานแก่ศิษย์สำคัญในยุคต่อมา

สิ่งที่น่าสนใจในเชิงวิชาการคือ ในหนังสือ ประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ และคู่มือสมภาร9 ระบุว่า นอกจากการศึกษากับหลวงพ่อเนียมแล้ว ท่านยังได้เดินทางไปศึกษากรรมฐานมัชฌิมาที่ วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) กับท่านเจ้าคุณสังวรานุวงษ์ (เอี่ยม) ท่านเป็นพระเถระผู้สืบทอดกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับของวัดพลับ ซึ่งเป็นสำนักต้นทางของสมเด็จพระสังฆราช (สุก) การที่หลวงพ่อวัดปากน้ำนำคำบริกรรม “สัมมา อะระหัง” มาใช้เป็นอุบายหลักในการรวมจิต จึงไม่ใช่การคิดค้นขึ้นใหม่โดยปราศจากรากฐาน แต่เป็นการบรรจบกันของสายวิชาที่สืบทอดจากฝั่งสำนักวิปัสสนารุ่นเก่าแห่งวัดราชสิทธาราม

การสืบสาวประวัติศาสตร์ของคำบริกรรม “สัมมา อะระหัง” จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาในสังคมไทย แม้หลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษรที่เชื่อมโยงระหว่างสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) และหลวงพ่อเนียมโดยตรงอาจเบาบางและเจือปนด้วยตำนาน แต่เมื่อประเมินจากหลักฐานแวดล้อม ทั้งการปรากฏของคำว่า “สมฺมาอรหํ” ในยุคสมเด็จพระสังฆราช (สุก) และการเชื่อมโยงเครือข่ายศิษยานุศิษย์ที่ล้วนมีจุดร่วมอยู่ที่สำนักวัดราชสิทธาราม จึงสามารถสรุปสมมติฐานในเชิงวิชาการได้ว่า “สัมมา อะระหัง” มีรากฐานและจุดเชื่อมโยงมาจากสายกรรมฐานโบราณของสำนักวัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) สืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์

๕. การใช้เป็นบริกรรมภาวนาตามแนววิชชาธรรมกาย

หลักปฏิบัติเบื้องต้นประกอบด้วยสามประการ ได้แก่

  1. กำหนดฐานที่ตั้งของใจ ณ ศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือประมาณสองนิ้วมือ
  2. กำหนดบริกรรมนิมิต เช่น ดวงแก้วกลมใส เป็นเครื่องช่วยรวมใจ
  3. บริกรรมภายในใจว่า “สัมมา อะระหัง” ที่กลางของกลาง เพื่อประคองใจให้หยุดนิ่ง

คำว่า “ใจ” ในภาษาปฏิบัติของแนววิชชาธรรมกายหมายถึงธรรมชาติของการเห็น จำ คิด และรู้ ซึ่งเมื่อยังรับอารมณ์ภายนอกย่อมกระจายไปตามสิ่งที่มากระทบ การภาวนาจึงเป็นการรวบเห็น จำ คิด และรู้ให้กลับมารวมอยู่ ณ จุดเดียวกัน เมื่อใจรวมตัว ความฟุ้งซ่านย่อมค่อย ๆ ลดลงและใจย่อมตั้งมั่นขึ้น

หากนึกดวงกลมใสได้ยาก ผู้ปฏิบัติอาจสังเกตลมหายใจที่ผ่านศูนย์กลางกายโดยไม่ตามลมไปภายนอก เมื่อใจรวมตัวและดวงใสปรากฏขึ้น จึงค่อยวางความสนใจในลมหายใจและรักษาความนิ่งต่อไป ผู้ปฏิบัติไม่ควรเพ่ง บังคับภาพ หรือเร่งให้เกิดประสบการณ์ใด การกำหนดดวงใสมิใช่การจ้องด้วยตาเนื้อ แต่เป็นการนึกอย่างเบาสบายด้วยใจ10

คำบริกรรม บริกรรมนิมิต และสภาวธรรม

คำบริกรรมภาวนา คือถ้อยคำที่น้อมระลึกภายในใจ เพื่อประคองใจให้อยู่กับอารมณ์กรรมฐานและไม่ฟุ้งไปตามอารมณ์ภายนอก

บริกรรมนิมิต คือเครื่องหมายที่ผู้ปฏิบัติกำหนดขึ้นเพื่อช่วยรวมใจ เช่น ดวงแก้วกลมใส การกำหนดในเบื้องต้นจึงเป็นอุบาย มิใช่ผลสำเร็จของการปฏิบัติ

สภาวธรรมที่ปรากฏเมื่อใจหยุดถูกส่วน หมายถึงสิ่งที่ปรากฏตามลำดับเมื่อเหตุแห่งการปฏิบัติพร้อมแล้ว จึงไม่ควรเหมารวมว่าเป็นสิ่งเดียวกับภาพที่ผู้ปฏิบัติกำหนดขึ้นในเบื้องต้น

๖. คำบริกรรมสิ้นหน้าที่เมื่อใด

คำบริกรรมทำหน้าที่ประคองใจในระยะที่ใจยังฟุ้งซ่าน ยังเคลื่อนไปตามอารมณ์ หรือยังไม่ตั้งมั่นอยู่ ณ ศูนย์กลางกาย เมื่อใจค่อย ๆ สงบและคำบริกรรมเลือนไปเอง ผู้ปฏิบัติไม่ต้องฝืนทวนคำ แต่ควรรักษาความหยุดนิ่งอย่างผ่อนคลายและมีสติ

การวางคำบริกรรมมิใช่การกำหนดล่วงหน้าว่าจะต้องหยุดบริกรรมเมื่อครบจำนวนครั้งหรือครบระยะเวลาใด หากเป็นไปตามสภาวะของใจในขณะปฏิบัติ หากใจยังสงบและหยุดนิ่งอยู่ คำบริกรรมย่อมหมดหน้าที่ชั่วคราว แต่หากใจเคลื่อนออกจากศูนย์กลางหรือกลับไปฟุ้งซ่าน ก็สามารถน้อมคำว่า “สัมมา อะระหัง” กลับมาใช้เพื่อประคองใจได้อีก

ดังนั้น คำบริกรรมจึงมีลักษณะเป็นเครื่องมือที่ใช้ตามความจำเป็น มิใช่ข้อบังคับว่าจะต้องท่องต่อเนื่องตลอดเวลาที่นั่งภาวนา และมิใช่จุดหมายสุดท้ายของการปฏิบัติ

๗. จากคำบริกรรมและความหยุดนิ่งสู่การเจริญวิปัสสนา

ความหยุดนิ่งที่เกิดจากการประคองใจด้วยคำบริกรรมเป็นฐานของสมถภาวนา แต่แนววิชชาธรรมกายมิได้สิ้นสุดอยู่ที่ความสงบ ความสว่าง หรือนิมิต เมื่อใจหยุดถูกส่วนและเข้าถึงธรรมกายแล้ว ผู้ปฏิบัติย่อมดำเนินต่อไปสู่การพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ทั้งภายในและภายนอก

หนังสือ ทางมรรคผลนิพพาน อธิบายลำดับจากวิธีปฏิบัติเบื้องต้นเข้าสู่ขั้นอนุวิปัสสนาและขั้นโลกุตตรวิปัสสนา โดยให้ผู้ปฏิบัติใช้ญาณธรรมกายพิจารณาสังขารธรรมตามอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา พร้อมทั้งพิจารณาอริยสัจ ๔ ด้วยสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ เมื่อมรรคจิตและมรรคปัญญาเจริญขึ้นเป็นมรรคญาณและประหารสังโยชน์ตามระดับ ผลญาณจึงปรากฏสืบต่อ11

คำบริกรรมจึงเป็นประตูเข้าสู่การปฏิบัติ มิใช่ผลสำเร็จทั้งหมดของการปฏิบัติ ลำดับโดยสรุปคือ คำบริกรรมช่วยประคองใจ ใจค่อย ๆ รวมและหยุดนิ่ง เมื่อหยุดถูกส่วนย่อมเข้าถึงธรรมภายในตามลำดับ เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้วจึงใช้ญาณพิจารณาสภาวธรรม และการพิจารณาที่ถูกส่วนย่อมนำไปสู่ปัญญา การละกิเลส และมรรคผลตามเหตุแห่งการปฏิบัติ

๘. อานิสงส์ของความหยุดแม้เพียงชั่วกะพริบตาเดียว

พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ย้ำคุณค่าของการเจริญภาวนาว่า แม้ใจหยุดได้เพียงชั่วกะพริบตาเดียว ก็เป็นบุญใหญ่กุศลใหญ่ โดยยกการสร้างโบสถ์ วิหาร และศาลาการเปรียญขึ้นเปรียบเทียบ เพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของสมถวิปัสสนาและความหยุดซึ่งเป็นทางใกล้ต่อมรรค ผล และพระนิพพาน12

ถ้อยคำนี้มุ่งแสดงคุณค่าของขณะจิตที่หยุดนิ่ง แม้จะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น มิได้หมายความว่าการหยุดเพียงชั่วขณะรับรองการบรรลุมรรคผลโดยอัตโนมัติ ความหยุดเป็นเหตุสำคัญที่เปิดทางให้ใจสงบ ตั้งมั่น และละเอียดขึ้น ส่วนการบรรลุธรรมต้องสัมพันธ์กับกระบวนการเจริญอริยสัจ มรรคญาณ การปหานสังโยชน์ และผลญาณตามระดับ

๙. คำบริกรรมกับสายธาตุธรรมของครูและศิษย์

เมื่อพิจารณาคำบริกรรมในฐานะส่วนหนึ่งของกระบวนการถ่ายทอดวิธีปฏิบัติ ย่อมเห็นได้ว่า “สัมมา อะระหัง” มิได้ทำหน้าที่เฉพาะประคองใจของผู้ปฏิบัติแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังเป็นองค์ประกอบร่วมของแนวสัมมาปฏิบัติที่ครูอาจารย์ถ่ายทอดแก่ศิษย์สืบต่อกันมา

“เมื่อท่านสาธุชนผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย น้อมใจลงไปหยุด ณ ศูนย์กลางกายและบริกรรมภาวนาว่า ‘สัมมา อะระหัง’ เมื่อใด กระแสจิตของครู-อาจารย์กับศิษย์ก็ย่อมจะถึงกันในทันที เพราะอยู่ในสายธาตุธรรมเดียวกัน กระแสจิตจึงเชื่อมถึงกันโดยอัตโนมัติ”

ข้อความนี้เป็นคำอธิบายตามแนวสัมมาปฏิบัติวิชชาธรรมกายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) และควรเข้าใจภายในโครงสร้างคำอธิบายของแนวปฏิบัตินั้น คำว่า “อยู่ในสายธาตุธรรมเดียวกัน” แสดงถึงการดำเนินอยู่ในสายสัมมาปฏิบัติเดียวกัน ใช้หลักและอารมณ์กรรมฐานที่ได้รับการถ่ายทอดในแนวเดียวกัน ส่วนคำว่า “กระแสจิตเชื่อมถึงกันโดยอัตโนมัติ” ควรรักษาไว้ตามถ้อยคำของท่าน ไม่อธิบายแทนด้วยศัพท์ทางฟิสิกส์ซึ่งต้นฉบับมิได้ใช้13

ความสัมพันธ์กับครูในทางภาวนาไม่ทำหน้าที่แทนความเพียรของศิษย์ ครูทำหน้าที่ให้หลัก ถ่ายทอดวิธี ชี้ข้อผิดพลาด และช่วยตรวจสอบ ส่วนศิษย์ต้องลงมือทำใจให้สงบ เจริญปัญญา และละกิเลสด้วยตนเอง

๑๐. “น้ำมนต์” และ “เนื้อมนต์” ในคำบอกเล่าสืบทอด

ในหมู่ศิษยานุศิษย์มีคำบอกเล่าว่า เมื่อมีผู้ไปกราบขอน้ำมนต์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำเคยถามว่า จะเอา “น้ำมนต์” หรือ “เนื้อมนต์” และอธิบายว่า “เนื้อมนต์” คือการลงมือภาวนา “สัมมา อะระหัง” ด้วยตนเอง สาระสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนจากการรอรับสิริมงคลภายนอกมาเป็นการสร้างเหตุแห่งความสงบและความดีภายในตน

ประสบการณ์เกี่ยวกับสุขภาพ การงาน หรือการค้าขายซึ่งเล่าประกอบในแหล่งสืบทอดควรระบุฐานะว่าเป็นประสบการณ์เฉพาะบุคคล ไม่ใช่หลักฐานรับรองผลทางการแพทย์หรือการเงิน และไม่ควรนำไปใช้แทนการรักษาหรือการตัดสินใจจากผู้เชี่ยวชาญ

๑๑. วิธีปฏิบัติโดยสรุปและเกณฑ์พิจารณาผล

  1. จัดกายให้สบาย นั่งในท่าที่มั่นคง ผ่อนคลาย และไม่บังคับลมหายใจ
  2. วางใจที่ศูนย์กลางกาย นึกดวงกลมใสอย่างเบา ๆ ไม่เพ่ง ไม่จ้องด้วยตาเนื้อ และไม่บังคับให้ภาพชัด
  3. บริกรรมภาวนา น้อมคำว่า “สัมมา อะระหัง” ภายในใจอย่างสม่ำเสมอ พร้อมนึกถึงพระปัญญาคุณและพระวิสุทธิคุณ
  4. รักษาความหยุดนิ่ง เมื่อคำบริกรรมเลือนไปและใจสงบ ให้หยุดนิ่งต่อไปโดยไม่ฝืนทวนคำและไม่เร่งให้เห็นสิ่งใด
  5. ใช้คำบริกรรมเมื่อจำเป็น หากใจเคลื่อนหรือกลับไปฟุ้งซ่าน จึงน้อมคำบริกรรมกลับมาใหม่
  6. ดำเนินกลางของกลาง เมื่อสภาวะที่ละเอียดกว่าปรากฏ ให้รักษาใจเป็นกลาง ไม่ตื่นเต้น ไม่ยึดติด และดำเนินตามหลักที่ครูอาจารย์ถ่ายทอดไว้
  7. แยกอุบายออกจากผล ไม่ถือคำบริกรรม บริกรรมนิมิต ความสว่าง หรือประสบการณ์พิเศษเป็นหลักรับรองมรรคผล
  8. พิจารณาผลจากความเปลี่ยนแปลงของใจ ได้แก่ ความสงบ ความรู้ตัว ศีลธรรม ปัญญาที่เห็นเหตุแห่งทุกข์ และความโลภ โกรธ หลงที่เบาบางลง

๑๒. บทสรุป

“สัมมา อะระหัง” เป็นคำบริกรรมภาวนาที่น้อมองค์คำแห่งพระพุทธคุณมาเป็นพุทธานุสสติ โดย “สัมมา” สัมพันธ์กับพระปัญญาคุณแห่งความตรัสรู้โดยชอบ และ “อะระหัง” สัมพันธ์กับพระวิสุทธิคุณแห่งความไกลจากกิเลสและความเป็นผู้ควรแก่การบูชา พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) อธิบายโดยตรงว่า อรหํ เป็นพระคุณนามที่นักปฏิบัติธรรมนำมาใช้เป็นบทบริกรรมภาวนา จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าคำบริกรรมนี้ตั้งอยู่บนการน้อมพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ มิใช่เพียงการท่องถ้อยคำเพื่อให้เกิดความสงบเท่านั้น

ในแนววิชชาธรรมกาย คำบริกรรมใช้ร่วมกับการกำหนดบริกรรมนิมิตและการวางใจ ณ ศูนย์กลางกาย เพื่อประคองเห็น จำ คิด และรู้ให้กลับมารวมหยุดเป็นจุดเดียว คำบริกรรมทำหน้าที่ในระยะที่ใจยังไม่ตั้งมั่น เมื่อใจสงบและคำบริกรรมเลือนไปเอง ผู้ปฏิบัติไม่ต้องฝืนทวนคำ แต่รักษาความหยุดนิ่งต่อไป หากใจกลับไปฟุ้งซ่านจึงน้อมคำบริกรรมกลับมาใช้ใหม่

คำบริกรรม บริกรรมนิมิต และสภาวธรรมที่ปรากฏเมื่อใจหยุดถูกส่วนต้องแยกออกจากกัน คำบริกรรมเป็นเครื่องประคองใจ บริกรรมนิมิตเป็นเครื่องหมายช่วยรวมใจ ส่วนสภาวธรรมภายในปรากฏตามเหตุแห่งการปฏิบัติเมื่อใจหยุดถูกส่วน จึงไม่ควรยกคำบริกรรมหรือภาพที่กำหนดขึ้นในเบื้องต้นเป็นผลสำเร็จสุดท้าย และไม่ควรเหมารวมสภาวธรรมทุกระดับว่าเป็นเพียงภาพที่คิดสร้างขึ้น

ด้านประวัติศาสตร์ หลักฐานแสดงความสัมพันธ์ของคำบริกรรมกับองค์คำในบทพระพุทธคุณ จารีตอิติปิโสรัตนมาลา และเอกสารกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดผู้เริ่มใช้หรืออายุของปาฐะชั้นต้นอย่างเด็ดขาด การกล่าวถึงที่มาจึงต้องแยกระหว่างพระพุทธพจน์ จารีตคาถา เอกสารกรรมฐาน พระธรรมเทศนา ตำราปฏิบัติ และคำบอกเล่าสืบทอดอย่างโปร่งใส

คำอธิบายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) เรื่องสายธาตุธรรมของครูกับศิษย์ช่วยเติมมิติแห่งการสืบทอดว่า การน้อมใจหยุด ณ ศูนย์กลางกายและบริกรรม “สัมมา อะระหัง” มิใช่เพียงการทำสมาธิของบุคคลโดยลำพัง แต่เป็นการดำเนินตามหลักและวิธีที่ได้รับการถ่ายทอดในสายสัมมาปฏิบัติเดียวกัน ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ทางธรรมกับครูไม่แทนที่ความเพียรของศิษย์ ครูเป็นผู้ให้หลัก แนะนำวิธี และช่วยตรวจสอบ ส่วนศิษย์ต้องลงมือปฏิบัติให้เกิดผลขึ้นภายในตน

ท้ายที่สุด คำบริกรรมเป็นประตูเข้าสู่การปฏิบัติ มิใช่จุดสิ้นสุด เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ผู้ปฏิบัติย่อมดำเนินต่อไปสู่การเข้าถึง รู้เห็น และพิจารณาสภาวธรรมตามลำดับแห่งสมถะและวิปัสสนา คุณค่าของ “สัมมา อะระหัง” จึงต้องพิสูจน์จากการปฏิบัติด้วยตนเอง โดยพิจารณาจากความสงบ ความรู้ตัว คุณธรรมที่เจริญขึ้น ปัญญาที่เห็นเหตุและผล และกิเลสที่ค่อย ๆ เบาบางลง


เชิงอรรถ

  1. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540), 234–235. ↩
  2. พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ,” กัณฑ์ที่ 1, ใน รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, 2555), 51–52; พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, 234–235.  ↩
  3. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม 15, พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, “ธชัคคสูตร,” ข้อ 863–866. ↩
  4. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม 22, พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต, “อนุสสติฏฐานสูตร,” ข้อ 296. ↩
  5. ธรรมะของพระพุทธเจ้า: พระอิติปิโสรัตนมาลา 108 และคำแปล (ม.ป.ท.: ม.ป.พ., 2523); ดูประกอบคำอธิบายโครงสร้างและการสืบทอดหลายสำนวนในแหล่งรวบรวมเรื่อง “อิติปิโสรัตนมาลา.” ↩
  6. “พระคาถารัตนมาลา (อิติปิโส),” เว็บไซต์ MyHora, ตอนพระพุทธคุณบทที่ 8–12; ใช้ประกอบคำแปลเทียบความโดยมิได้ใช้แทนปาฐะฉบับหลัก. ตรวจแหล่งข้อมูล ↩
  7. พระครูสังฆรักษ์วีระ ฐานวีโร, “เทศน์ขึ้นลำดับธรรม ในวันขึ้นพระกรรมฐานใหญ่,” Madchima.org, 2556, https://www.madchima.org/forum/index.php?topic=11566.0; ข้อความคำอาราธนาจาก คู่มือสมถะ-วิปัสสนากรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ. ↩
  8. พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์), ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) (พระนคร: โรงพิมพ์คุรุสภาพระสุเมรุ, 2514). แหล่งนี้ใช้ประกอบประวัติตามข้อความที่ปรากฏจริง มิได้ใช้ยืนยันคำบริกรรม “สัมมาอรหัง.” ↩
  9. วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (และสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ), ประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ และคู่มือสมภาร,โรงพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, 2529, หน้า 14 ↩
  10. พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, 234–235. ↩
  11. เรื่องเดียวกัน, หน้าพิมพ์ 235–237. ↩
  12. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), พระธรรมเทศนาว่าด้วยวิธีเจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน, ถอดความใน พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540), 250–251. ↩
  13. พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม), “การฝึกเจริญภาวนา จะต้องมีครูคุมหรือไม่?,” ใน หลวงพ่อพระราชพรหมเถร (ราชบุรี: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมเถร, 2559), 184 . ↩

บรรณานุกรม

  • กรมการศาสนา. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม 15 และ 22. กรุงเทพฯ: กรมการศาสนา, ม.ป.ป.
  • ธรรมะของพระพุทธเจ้า: พระอิติปิโสรัตนมาลา 108 และคำแปล. หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ. ม.ป.ท.: ม.ป.พ., 2523.
  • พระครูสังฆรักษ์วีระ ฐานวีโร. “เทศน์ขึ้นลำดับธรรม ในวันขึ้นพระกรรมฐานใหญ่.” Madchima.org. 2556. https://www.madchima.org/forum/index.php?topic=11566.0.
  • พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540.
  • พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม). หลวงพ่อพระราชพรหมเถร. ราชบุรี: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมเถร, 2559.
  • พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์). ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต). พระนคร: โรงพิมพ์คุรุสภาพระสุเมรุ, 2514.
  • วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (และสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ), ประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ และคู่มือสมภาร,โรงพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, 2529

ลิงก์สำหรับตรวจหลักฐานดิจิทัล


อภิธานศัพท์

บริกรรมภาวนา
คำที่น้อมระลึกภายในใจเพื่อประคองใจให้อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ในบทความนี้หมายถึงคำว่า “สัมมา อะระหัง”
บริกรรมนิมิต
เครื่องหมายที่ผู้ปฏิบัติกำหนดขึ้นเพื่อช่วยรวมใจ เช่น ดวงแก้วกลมใส มิใช่ผลสำเร็จสุดท้ายของการปฏิบัติ
พุทธานุสสติ
การระลึกถึงพระพุทธเจ้าและพระพุทธคุณเป็นอารมณ์
ศูนย์กลางกาย
ฐานที่ตั้งของใจตามระบบการปฏิบัติวิชชาธรรมกาย อยู่เหนือระดับสะดือประมาณสองนิ้วมือ
กลางของกลาง
วิธีวางใจให้ละเอียดเข้าไปยังจุดศูนย์กลางของสิ่งที่ปรากฏ โดยดำเนินด้วยความผ่อนคลาย ไม่เพ่งและไม่บังคับ
ความหยุดนิ่ง
ภาวะที่เห็น จำ คิด และรู้ รวมหยุดเป็นจุดเดียว มิใช่การกดข่มความคิดด้วยกำลัง
สภาวธรรม
ธรรมที่ปรากฏแก่การรู้เห็นเมื่อประกอบเหตุแห่งการปฏิบัติถูกต้องและเพียงพอ ต้องแยกจากภาพหรือเครื่องหมายที่กำหนดขึ้นในระยะเริ่มต้น
สายธาตุธรรม
ถ้อยคำในคำอธิบายภาคปฏิบัติที่ใช้กล่าวถึงความสืบเนื่องในแนวสัมมาปฏิบัติและการถ่ายทอดระหว่างครูกับศิษย์ ควรเข้าใจภายในบริบทของวิชชาธรรมกาย