เคล็ดลับวิธีปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงดวงปฐมมรรค
ในทางโลก หากเราต้องการเดินทางไปให้ถึงเป้าหมายอย่างรวดเร็ว เราต้องอาศัยยานพาหนะที่ทรงพลังและเร่งความเร็วให้มากที่สุด แต่ในทางธรรมนั้นกลับมีสัจธรรมที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือหลวงปู่วัดปากน้ำ ได้เมตตาอธิบายเคล็ดลับสำคัญที่สุดในการเจริญภาวนาวิชชาธรรมกายไว้ว่า “เมื่อจะไปต้องหยุด ถ้าหยุดจึงจะเร็วจึงจะถึง นี่แปลกอย่างนี้ ฉะนั้นต้องเอาใจหยุด จึงจะเร็วจึงจะถึง”
การจะทำให้ใจหยุดสนิทจนบังเกิด “ดวงปฐมมรรค” (หรือดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ได้อย่างรวดเร็วนั้น มีทั้งส่วนที่เป็นเทคนิคการวางใจและส่วนที่เป็นบุญบารมีดั้งเดิมของผู้ปฏิบัติ โดยสามารถสรุปเป็นกลวิธีเพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจง่าย ดังนี้
๕ วิธีปฏิบัติทางจิต เพื่อเข้าถึงดวงปฐมมรรคอย่างรวดเร็ว
๑. ปรับใจให้สบายด้วยรอยยิ้มแห่งบุญ
ก่อนเริ่มนั่งสมาธิ อย่าเพิ่งเคร่งเครียดหรือตั้งความหวังสูงจนกดดันตนเอง ให้เริ่มต้นด้วยการทำใจให้ผ่อนคลาย ทำใจให้สบายคล้ายกับอาการที่เราจะนอนหลับ สูดลมหายใจเข้า-ออกลึก ๆ 5-6 ครั้ง นึกทบทวนถึงบุญกุศลที่เราเคยทำมา สภาพของบุญจะทำให้ใจใส เมื่อใจมีความสุขและสบาย ความสงบจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น การน้อมใจลงสู่ศูนย์กลางกายต้องใช้ความนุ่มนวล ท่านเปรียบเทียบว่า “เหมือนกดลูกปิงปองลงน้ำ ต้องได้ศูนย์ได้ส่วน กดเบา ๆ ปิงปองก็จะลงไปตรง ๆ”
๒. ปิดตานอก เปิดตาใน (เหลือกตากลับนิด ๆ)
เคล็ดลับสำคัญคือ “อย่าใช้สายตาเนื้อ” เมื่อหลับตาลงเบา ๆ แล้ว ให้ใช้กลวิธี “เหลือกตากลับไปข้างหลังนิด ๆ” คล้าย ๆ กับอาการของคนที่กำลังจะเคลิ้มหลับ (คนเราเมื่อนอนหลับสนิท จิตตกศูนย์ดวงตาจะเหลือกกลับไปข้างหลังอัตโนมัติ) เพื่อเป็นการม้วนเอาธรรมชาติของใจทั้ง ๔ อย่าง คือ “ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้” กลับเข้าสู่ภายใน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการมองด้วยตาละเอียดต่อไป
๓. ผูกใจไม่ให้หนีด้วยนิมิตและภาวนา
ธรรมชาติของใจมักจะซัดส่าย จึงต้องใช้สมอเรือมาผูกไว้ นั่นคือการใช้ “บริกรรมนิมิต” คู่กับ “บริกรรมภาวนา”
-
บริกรรมนิมิต: ให้นึกเบา ๆ ถึงดวงแก้วกลมใส สะอาดบริสุทธิ์เหมือนเพชรที่เจียระไนแล้ว โตเท่าแก้วตา หรือขนาดที่เรานึกเห็นได้ง่ายที่สุด นำมาตั้งไว้ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ (เหนือระดับสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ)
-
บริกรรมภาวนา: ให้ท่องในใจคู่กันไปว่า “สัมมา อะระหัง” เพื่อประคองดวงแก้วนั้นไว้ ท่องไปเรื่อย ๆ จนกว่าใจจะรวมเป็นจุดเดียว
๔. รักษาความเพียรไม่ให้ขาดสาย (อาตาปี สมฺปชาโน สติมา)
หากจิตวอกแวก สภาวธรรมก็จะไม่ปรากฏ หลวงปู่สอนว่า “วอกแวกไม่เห็น นิ่งหยุดจึงเห็น หยาบไม่เห็น ละเอียดจึงเห็น” ต้องมีความเพียรมั่น รู้อยู่เสมอ ไม่เผลอ มีสติประคองใจไว้ วิธีการเอาชนะกิเลสนิวรณ์เพื่อเข้าถึงดวงธรรม ต้องอาศัยอุบายวิธีระงับใจให้สงบ ที่เรียกว่า “สมถภาวนา” หรือ “สมถกรรมฐาน” โดยมีหลักปฏิบัติที่ผู้เจริญภาวนาต้องดำเนินตามอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง ดังนี้:
- ใช้สัมปโยคธรรม (ข้อปฏิบัติประกอบความเพียร ๓ ประการ):
- อาตาปี: ประกอบด้วยความเพียรเพ่งเผากิเลส ด้วยใจจดจ่อต่อเนื่องกันไปเรื่อย ไม่ทอดทิ้งธุระกลางคัน
- สติมา: มีสติระลึกพระกรรมฐานได้ตลอดเวลา คือการตรึกนึกถึงดวงแก้วกลมใส (บริกรรมนิมิต) และท่องในใจว่า “สัมมา อะระหัง ๆ ๆ” (บริกรรมภาวนา) ควบคู่กันไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
- สัมปชาโน: มีสัมปชัญญะ ความรู้สึกตัวรู้เท่าทันกิเลสนิวรณ์ หากเผลอสติไปด้วยอำนาจของความง่วง (ถีนมิทธะ) หรือความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะกุกกุจจะ) ต้องรีบรู้ตัว แล้วน้อมใจกลับเข้ามาสู่พระกรรมฐานตามเดิมโดยพลัน
- เทคนิคการรวมใจ (หยุดในหยุด): ต้องทุ่มธรรมชาติ ๔ อย่างของใจ คือ “ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้” ให้เข้าไปรวมหยุดเป็นจุดเดียวกันที่กึ่งกลางของบริกรรมนิมิต (จุดเล็กใสกลางดวงใส) ณ ศูนย์กลางกาย โดยกำหนดใจให้สว่างเหมือนกลางวัน (อาโลกสิณ)
๕. ใช้กลเม็ดขั้นเด็ดขาด “หยุดในหยุด”
การหยุดในทางธรรม ไม่ใช่นั่งทื่อ ๆ ไม่ทำอะไร แต่เป็นพลวัตแห่งความนิ่ง เมื่อใจเริ่มหยุดนิ่ง ใจจะทิ้งคำบริกรรมไปเองโดยอัตโนมัติ จะเริ่มเห็นดวงธรรมปรากฎ นึกให้เห็นจุดเล็กใสกลางดวงธรรมนั้น ให้รวมใจหยุดนิ่งเจาะดิ่งเข้าไปใน “กลางของกลาง” ของจุดเล็กใสตรงศูนย์กลางดวงนั้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ถอยหลังกลับ ทำหยุดในหยุดให้หนักแน่นขึ้น จึงจะเจริญถึงที่สุดได้อย่างรวดเร็ว
ข้อควรระวัง: ดับความ “อยากเห็น”
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ใจไม่หยุดคือ “ความอยากเห็นนิมิตมากเกินไป” หรือ “การเพ่งนิมิตแรงเกินไป” ซึ่งจัดเป็นอุปกิเลสของสมาธิ ทำให้จิตฟุ้งซ่าน วิธีแก้คือ ต้องห้ามใจร้อน ให้พยายามตรึกนึกถึงดวงแก้วด้วยใจเพียงเบา ๆ แตะใจลงที่กลางของกลางเริ่มต้นใหม่ด้วยความผ่อนคลายเสมอ
สภาวะ “ตกศูนย์” และการปรากฏของดวงปฐมมรรค
เมื่อประคองใจด้วยสติสัมปชัญญะจนถูกส่วน กลไกของธรรมจะทำงาน หลวงปู่เปรียบเทียบว่า สัตว์โลกจะเกิดได้ต้องอาศัยการ “เข้าสิบแล้วตกศูนย์” ทางธรรมก็เช่นกัน เมื่อใจหยุดสนิท จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า “ตกศูนย์” (ใจหยุดนิ่งสมบูรณ์) พึงทราบว่านิมิตที่กำหนดเห็นทีแรกนั้นไม่ใช่ดวงปฐมมรรค เรานึกเห็นเพื่อเป็นอุบายรวมใจให้หยุดนิ่งเท่านั้น ยังไม่ใช่ของจริง ต่อเมื่อใจหยุดนิ่งถูกศูนย์ถูกส่วน จึงจะเห็นดวงปฐมมรรค(ของจริง)ปรากฏขึ้นมา โดยที่เราไม่ต้องนึก
ทันทีที่ตกศูนย์ จะมีดวงสว่างผุดขึ้นมา ณ ศูนย์กลางกาย ใสสว่างและมีขนาดเท่าดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ ขนาดดวงอย่างเล็กไม่เกินดวงตาดำข้างใน แต่ละคนขนาดไม่เท่ากัน อยู่ที่บุญบารมีของแต่ละคน ดวงนี้เองที่เรียกว่า “ดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” หรือ “ดวงปฐมมรรค” อันเป็นจุดเริ่มต้นของหนทางเบื้องต้นสู่มรรคผลนิพพาน หรือที่เรียกว่า “เอกายนมรรค” (หนทางเอก สายเดียว ไม่มีทางอื่น) เพื่อดำเนินสู่พระธรรมกายภายในต่อไป
เหตุปัจจัยที่ทำให้แต่ละคนปฏิบัติเห็นผล “ช้า-เร็ว” ต่างกัน
หลายคนปฏิบัติด้วยวิธีเดียวกัน แต่เห็นผลช้าเร็วต่างกัน ซึ่งถูกกำหนดด้วยปัจจัยเบื้องหลัง ได้แก่:
-
บุญบารมีเดิม (ปุพฺเพ กตปุญฺญตา): ผู้ที่สั่งสมบารมี ๑๐ ทัศ (เช่น ทาน ศีล ภาวนา ปัญญา ฯลฯ) จนกลั่นเป็น อุปบารมี และ ปรมัตถบารมี (รวม ๓๐ ทัศ) มามากในอดีตชาติ ย่อมเป็นแรงส่งให้เข้าถึงธรรมได้เร็วกว่า ผู้ที่บารมียังไม่เต็มส่วนก็จะเข้าถึงได้ตามสมควรแก่บุญบารมี จึงไม่ควรใจร้อน
-
แรงอธิษฐานในอดีต: ระยะเวลาการสร้างบารมียังขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ หากเคยอธิษฐานเป็น “ปกติสาวก” ย่อมใช้เวลาบำเพ็ญบารมีสั้นกว่าผู้ที่ปรารถนาเป็น อสีติมหาสาวก, พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งต้องใช้เวลาสั่งสมบารมียาวนานกว่า นี่จึงเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมความรวดเร็วในการเข้าถึงธรรมของแต่ละบุคคลจึงแตกต่างกัน
บทสรุป: แม้วาสนาและระยะเวลาการเข้าถึงของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน แต่ครูบาอาจารย์เรามักพูดอยู่เสมอว่า “คนที่เข้ามาสู่สายการปฏิบัตินี้ ต้องมีบุญบารมีมามากพอสมควรจึงจะได้เข้ามา” เพราะฉะนั้น เราไม่ได้มีบุญน้อย แต่เรามีความเพียรปฏิบัติน้อยเกินไป ขาดความสม่ำเสมอ ทำเหมือนกิ่งก่า เดิน ๆ หยุด ๆ เมื่อไหร่จะไปเห็น แต่ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติจริงย่อมเห็นดวงปฐมมรรคได้อย่างแน่นอน พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำได้กล่าวคำปลุกใจ ให้กำลังใจและให้คำรับรองไว้อย่างหนักแน่นว่า “เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งทำกับเขาไม่ได้เชียวหรือ ทำไมจะไม่ได้ ทำจริงเข้า ทำไม่จริงต่างหากล่ะมันไม่ได้ จริงละก็ได้ทุกคน จริงแค่ไหน จริงแค่ชีวิตสิ เนื้อ เลือด จะแห้งเหือดหมดไปไม่ว่า เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าไม่ได้ไม่ลุกจากที่ นี่จริง แค่นี้ได้ทุกคน ฉันเอง ๒ คราว ไม่ได้ตายเถอะ นิ่ง พอถึงกำหนดก็ได้ ไม่ตายสักที”