ฐานทั้ง ๗: ทางเดินของใจ การตกศูนย์ จุติ และปฏิสนธิ

ทางเดินของใจในกระบวนการจุติและปฏิสนธิ: ฐานทั้ง ๗ การตกศูนย์ กายไปเกิด และกายมาเกิด ตามหลักวิชชาธรรมกาย

บทความนี้มุ่งอธิบายทางดำเนินของใจและกายละเอียดในกระบวนการจุติและปฏิสนธิตามหลักวิชชาธรรมกาย ตั้งแต่การตกศูนย์ ณ ฐานที่ ๖ การปรากฏของจิตดวงใหม่หรือกายละเอียด ทางไปเกิดเมื่อสิ้นชีวิต ตลอดจนทางมาเกิดซึ่งเข้าสู่บิดาก่อน แล้วจึงออกจากบิดาเข้าสู่มารดาและตั้งปฏิสนธิเป็นกลลรูป

บทนำ: ขอบเขตเรื่องจุติและปฏิสนธิ

ตามคำอธิบายในแนววิชชาธรรมกาย ฐานที่ตั้งของใจทั้ง ๗ มิได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับวิธีนำใจเข้าสู่ภายในในการเจริญภาวนา แต่ยังสัมพันธ์กับทางดำเนินของใจและกายละเอียดในกระบวนการจุติและปฏิสนธิ บทความนี้มุ่งอธิบายลำดับตั้งแต่เห็น จำ คิด รู้กลับเข้าข้างใน การตกศูนย์ ณ ฐานที่ ๖ การปรากฏของจิตดวงใหม่หรือกายละเอียด ทางไปเกิดเมื่อสิ้นชีวิต ตลอดจนทางมาเกิดซึ่งเข้าสู่บิดาก่อน แล้วจึงออกจากบิดาเข้าสู่มารดาและตั้งปฏิสนธิเป็นกลลรูป

เนื้อหาจำแนกคำว่า “กายไปเกิด” “กายสัมภเวสี” “กายมาเกิด” และ “กายทิพย์” ตามบริบทของต้นฉบับ พร้อมแยกหน้าที่ของฐานที่ ๖ ออกจากฐานที่ ๗ อย่างชัดเจน เพื่อมิให้ลำดับการจุติ การเปลี่ยนวาระ และการปฏิสนธิสับสน

ขอบเขตของบทความ: บทความนี้มิได้มุ่งวินิจฉัยความแตกต่างระหว่างอารมณ์กัมมัฏฐานหรือวิธีเริ่มต้นของแต่ละแนวปฏิบัติ แต่จำกัดขอบเขตอยู่ที่คำอธิบายเรื่องทางดำเนินของใจในกระบวนการจุติและปฏิสนธิตามหลักวิชชาธรรมกาย

๑. ใจ กายละเอียด และศัพท์ที่ต้องจำแนก

คำว่า “ใจ” ในคำอธิบายของวิชชาธรรมกาย หมายถึงธรรมชาติสี่ประการที่ทำหน้าที่สัมพันธ์กัน คือ เห็น จำ คิด และรู้ กล่าวโดยขันธ์ ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ธรรมชาติทั้งสี่ประการนี้ทำหน้าที่ต่างกัน แต่ประชุมสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด จึงรวมเรียกว่า “ใจ”1

ในภาวะปกติ ใจรับอารมณ์ผ่านอายตนะต่าง ๆ จึงกระจายไปตามรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และเรื่องราวที่นึกคิด การรวบเห็น จำ คิด และรู้ให้กลับมาประชุมเป็นจุดเดียว จึงเป็นพื้นฐานสำหรับทำความเข้าใจว่า เหตุใดเมื่อจะเปลี่ยนวาระ ใจจึงกลับเข้าข้างในและตกศูนย์ตามลำดับที่ต้นฉบับอธิบายไว้

สำหรับกระบวนการจุติและปฏิสนธิ ต้นฉบับใช้ศัพท์ที่ควรรักษาให้ต่างกันดังนี้

  • กายไปเกิด หรือ “กายสัมภเวสี” หมายถึงกายละเอียดที่ออกจากกายเดิมและกำลังดำเนินไปตามกรรมเพื่อเข้าถึงที่เกิดใหม่
  • กายมาเกิด ใช้คำว่า “กายทิพย์” ในบริบทข้อความต้นฉบับเรื่องกายไปเกิดและกายมาเกิด

คำว่า “กายทิพย์” ในบริบทนี้มิได้หมายความว่าผู้ตายทุกคนต้องไปเกิดเป็นเทวดา หากเป็นชื่อกายละเอียดในกระบวนการสืบต่อ ส่วนภพภูมิที่จะเข้าถึงย่อมเป็นไปตามกรรม

๒. ฐานทั้ง ๗ ในฐานะทางดำเนินของใจ

ลำดับฐานที่ใช้ในบทความนี้มิได้มีไว้เพียงบอกชื่อเรียงกัน แต่ช่วยให้เห็นทางที่ใจดำเนินจากภายนอกเข้าสู่ภายใน ดังนี้2

  1. ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก เป็นจุดเริ่มต้นของทางเดินของใจ โดยหญิงกำหนดทางซ้ายและชายกำหนดทางขวา
  2. ฐานที่ ๒ เพลาตา อยู่ที่หัวตาด้านใน เป็นจุดที่น้อมใจจากปากช่องจมูกเข้าสู่ส่วนลึกของกาย
  3. ฐานที่ ๓ จอมประสาท อยู่ภายในกึ่งกลางศีรษะ เป็นทางผ่านที่ใจน้อมลึกเข้าสู่ภายใน
  4. ฐานที่ ๔ ปากช่องเพดาน อยู่บริเวณเพดานปาก เป็นทางผ่านจากส่วนศีรษะลงสู่ภายใน
  5. ฐานที่ ๕ ปากช่องลำคอ อยู่เหนือบริเวณลูกกระเดือก เป็นทางผ่านลงสู่แนวกึ่งกลางลำตัว
  6. ฐานที่ ๖ ศูนย์กลางกายระดับสะดือ เป็นตำแหน่งของการตกศูนย์หรือการเปลี่ยนวาระของจิตดวงเดิม
  7. ฐานที่ ๗ ศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือประมาณสองนิ้วมือ เป็นศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ซึ่งจิตดวงใหม่หรือกายละเอียดลอยเด่นขึ้นก่อนทำหน้าที่ต่อไป3

สำหรับบทความนี้ ฐานที่ ๑–๕ แสดงทางผ่าน ส่วนฐานที่ ๖ และฐานที่ ๗ เป็นตำแหน่งสำคัญของการเปลี่ยนวาระและการปรากฏขึ้นทำหน้าที่ของจิตดวงใหม่หรือกายละเอียด ทั้งยังช่วยให้เข้าใจข้อความเรื่องการย้อนออกตามฐานเดิมเมื่อกายมาเกิดออกจากบิดาเข้าสู่มารดา

ข้อควรระวัง: ฐานทั้ง ๗ เป็นตำแหน่งกำหนดทางใจในระบบการสอนวิชชาธรรมกาย มิใช่โครงสร้างทางกายวิภาคโดยตรง และผังบางฉบับใช้ลำดับเลขกำกับตำแหน่งช่วงศีรษะแตกต่างจากระบบฐานที่ใช้ในบทความนี้ การอ้างผังดังกล่าวจึงมุ่งยืนยันฐานที่ ๖ ฐานที่ ๗ และหลักการตกศูนย์ มิได้นำเลขทุกตำแหน่งมาสลับแทนระบบหลัก

๓. การน้อมดวงแก้วผ่านฐานทั้ง ๗: อุบายให้ใจรู้จักทางกลับเข้าสู่ภายใน

ในการเจริญภาวนาตามแนววิชชาธรรมกาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) สอนให้ผู้ปฏิบัติกำหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วกลมใส แล้วน้อมดวงแก้วพร้อมกับใจให้ดำเนินผ่านฐานที่ตั้งของใจตามลำดับ ตั้งแต่ปากช่องจมูก เพลาตา จอมประสาท ปากช่องเพดาน ปากช่องลำคอ ลงสู่ศูนย์กลางกายระดับสะดือ แล้วเลื่อนขึ้นมาหยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือระดับสะดือประมาณสองนิ้วมือ4

การน้อมดวงแก้วผ่านฐานต่าง ๆ มิใช่การเคลื่อนวัตถุจริงภายในร่างกาย และมิใช่การบังคับให้เห็นภาพอย่างชัดเจนทุกตำแหน่ง หากเป็นอุบายรวบเห็น จำ คิด และรู้ ซึ่งประกอบกันเป็นใจ ให้ถอนจากอารมณ์ภายนอกแล้วดำเนินกลับเข้าสู่ภายในตามลำดับ กระทั่งรวมและหยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ บริกรรมนิมิตดวงแก้วและบริกรรมภาวนา “สัมมา อะระหัง” จึงทำหน้าที่ช่วยประคองใจให้ตั้งมั่นตรงศูนย์กลาง มิใช่สิ่งที่ต้องบังคับให้ปรากฏด้วยความเพ่งเกร็ง5

วิธีภาวนาดังกล่าวช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างทางที่ผู้ปฏิบัติน้อมใจกลับเข้าสู่ภายใน กับทางดำเนินของใจและกายละเอียดในกระบวนการเปลี่ยนวาระ กล่าวคือ ฐานทั้ง ๗ มิได้เป็นเพียงรายชื่อตำแหน่งสำหรับจดจำ แต่เป็นลำดับทางของใจซึ่งใช้ประกอบคำอธิบายได้ทั้งในภาคปฏิบัติ การตกศูนย์ จุติ และปฏิสนธิ

อย่างไรก็ดี ต้องแยกให้ชัดว่า การเลื่อนดวงแก้วเป็นอุบายฝึกใจโดยอาศัยบริกรรมนิมิต ส่วนจุติและปฏิสนธิเป็นคำอธิบายกระบวนการเปลี่ยนวาระของชีวิต ทั้งสองเรื่องสัมพันธ์กันด้วยลำดับทางของใจ แต่ไม่ใช่เหตุการณ์ชนิดเดียวกัน รายละเอียดเต็มของการกำหนดดวงแก้ว บริกรรมภาวนา และการวางใจจึงควรศึกษาในบทเฉพาะเรื่องฐานของใจหรือบทความวิธีปฏิบัติ ส่วนบทความนี้นำมาแสดงเท่าที่จำเป็นต่อการเข้าใจทางเดินของใจในกระบวนการจุติและปฏิสนธิ

๔. ฐานที่ ๖ ฐานที่ ๗ และการตกศูนย์

ฐานที่ ๖ เป็นจุดที่จิตดวงเดิมตกลงเมื่อจะเปลี่ยนวาระ ส่วน ฐานที่ ๗ อยู่เหนือฐานที่ ๖ ขึ้นมาประมาณสองนิ้วมือ เป็นศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ซึ่งจิตดวงใหม่หรือกายละเอียดลอยเด่นขึ้นก่อนทำหน้าที่ต่อไป6

ฐานที่ ๖ → จิตดวงเดิมตกศูนย์หรือสิ้นวาระ → จิตดวงใหม่หรือกายละเอียดลอยขึ้น ณ ฐานที่ ๗ → เริ่มทำหน้าที่ต่อไป

ความแตกต่างนี้เป็นแกนสำคัญสำหรับทำความเข้าใจกระบวนการเกิด ดับ หลับ ตื่น ตลอดจนทางไปเกิดและทางมาเกิด เพราะหากถือว่าฐานที่ ๖ และฐานที่ ๗ เป็นตำแหน่งเดียวกัน ลำดับการเปลี่ยนวาระย่อมสับสน

ในภาคปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติมิได้หยุดใจค้างอยู่ที่ฐานที่ ๖ แต่ให้น้อมใจขึ้นมาหยุดนิ่ง ณ ฐานที่ ๗ เพื่อให้เห็น จำ คิด และรู้รวมเป็นจุดเดียวกัน แล้วจึงดำเนินเข้าสู่ภายใน หลักนี้ช่วยเชื่อมความหมายของฐานที่ ๖ และฐานที่ ๗ ในกระบวนการชีวิตเข้ากับการวางใจในการเจริญภาวนา โดยไม่ทำให้บทความนี้กลับไปอธิบายวิธีปฏิบัติซ้ำกับบทก่อนทั้งหมด

๕. เกิด ดับ หลับ ตื่น: แบบแผนการเปลี่ยนวาระ

คำอธิบายใน ตอบปัญหาธรรมปฏิบัติ ระบุว่า เมื่อสัตว์จะเกิด ดับ หลับ หรือตื่น จิตดวงเดิมจะตกศูนย์ไปยังศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ จากนั้นจิตดวงใหม่ ซึ่งอยู่ท่ามกลางดวงธรรมของกายละเอียด จะลอยเด่นขึ้น ณ ศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม คือฐานที่ ๗ ก่อนทำหน้าที่ต่อไป7

“ตกศูนย์” จึงมิได้หมายถึงความขาดสูญ แต่เป็นจุดเปลี่ยนวาระจากจิตดวงเดิมไปสู่จิตดวงใหม่ แบบแผนนี้ใช้ประกอบคำอธิบายเหตุการณ์ทั้งสี่ประการ แต่ผลต่างกันตามเหตุปัจจัย กล่าวคือ การเกิดเป็นการเริ่มทำหน้าที่ในกายใหม่ การดับหรือการตายเป็นการสิ้นวาระของกายเดิม การหลับเป็นการเปลี่ยนวาระชั่วคราว และการตื่นเป็นการกลับมาทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ในกายเดิม

๖. ทางไปเกิดและทางมาเกิด

๖.๑ ทางไปเกิดเมื่อสิ้นชีวิต

เมื่อมนุษย์จะสิ้นชีวิต เห็น จำ คิด และรู้ย่อมกลับเข้าข้างใน แล้วตกศูนย์ลงสู่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ เมื่อจิตดวงเดิมสิ้นวาระ กายละเอียดจึงปรากฏขึ้นเพื่อทำหน้าที่สืบต่อ จากนั้นกายไปเกิดดำเนินออกจากกายมนุษย์ทางช่องจมูก โดยหญิงออกทางช่องจมูกซ้ายและชายออกทางช่องจมูกขวา แล้วดำเนินไปตามกรรม8

กระบวนการนี้แสดงตามคำอธิบายในแนววิชชาธรรมกายว่า การตายมิใช่การสิ้นสุดโดยไม่มีสิ่งสืบต่อ แต่เป็นการสิ้นวาระการทำหน้าที่ของกายมนุษย์เดิม พร้อมกับการปรากฏของกายละเอียดที่จะดำเนินไปตามกรรม ทั้งนี้ คำว่า “กายทิพย์” ต้องอ่านตามบริบทของกายละเอียด มิใช่ข้อสรุปว่าผู้ตายทุกคนไปเกิดเป็นเทวดา

เห็น จำ คิด รู้กลับเข้าข้างใน → ตกศูนย์ ณ ฐานที่ ๖ → กายละเอียดปรากฏขึ้น → ดำเนินออกตามทางของใจ → ออกทางช่องจมูก → ไปตามกรรม

๖.๒ ทางมาเกิดช่วงที่หนึ่ง: เข้าสู่บิดา

เมื่อกายละเอียดจะมาเกิดเป็นมนุษย์ มิได้เข้าสู่ครรภ์มารดาในทันที แต่เข้าทางช่องจมูกของผู้เป็นบิดาก่อน กายที่จะมาเกิดเป็นชายเข้าทางช่องจมูกขวาของบิดา ส่วนกายที่จะมาเกิดเป็นหญิงเข้าทางช่องจมูกซ้าย จากนั้นดำเนินผ่านฐานที่ตั้งของใจเข้าสู่ฐานที่ ๖ เมื่อเหตุประกอบถูกส่วนจึงเกิดกระบวนการ “เข้าสิบเข้าศูนย์” แล้วลอยขึ้นมาตั้งอยู่ ณ ฐานที่ ๗ ของบิดา9

กายมาเกิด → ช่องจมูกบิดา → ผ่านฐานที่ตั้งของใจ → ฐานที่ ๖ → เข้าสิบเข้าศูนย์ → ลอยขึ้นสู่ฐานที่ ๗ ของบิดา

๖.๓ ทางมาเกิดช่วงที่สอง: จากบิดาเข้าสู่มารดา

เมื่อบิดามารดาประกอบธาตุธรรมถูกส่วน อายตนะภพมนุษย์ย่อมดึงดูดธาตุธรรมของผู้จะมาเกิดให้ออกจากศูนย์กลางกายของบิดา ย้อนออกไปตามฐานที่ตั้งของใจที่เคยผ่านมา แล้วเข้าสู่ช่องจมูกของมารดา จากนั้นกายมาเกิดดำเนินผ่านฐานต่าง ๆ ไปถึงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ และเข้าสู่ขั้วมดลูก10

ฐานที่ ๗ ของบิดา → ออกจากบิดาย้อนตามฐานเดิม → เข้าช่องจมูกมารดา → ผ่านฐานที่ตั้งของใจ → ฐานที่ ๗ ของมารดา → ขั้วมดลูก

๗. การตั้งปฏิสนธิเป็นกลลรูป

เมื่อกายมาเกิดดำเนินถึงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของมารดาแล้ว จึงเข้าสู่บริเวณขั้วมดลูก เมื่ออสุจิผสมกับไข่และเหตุปัจจัยพร้อม จึงตั้งปฏิสนธิเป็น “กลลรูป” อันเป็นระยะแรกแห่งการก่อรูปของชีวิตมนุษย์10

ฐานที่ ๗ ของมารดา → ขั้วมดลูก → อสุจิผสมกับไข่ → เหตุปัจจัยพร้อม → ตั้งปฏิสนธิเป็นกลลรูป

ลำดับนี้ทำให้เห็นว่า ทางมาเกิดมิใช่เส้นทางตรงจากภายนอกเข้าสู่ครรภ์มารดา แต่ประกอบด้วยสองช่วงสัมพันธ์กัน คือ เข้าสู่ศูนย์กลางกายของบิดาก่อน แล้วจึงออกจากบิดาเข้าสู่มารดาและตั้งปฏิสนธิ

การแบ่งทางมาเกิดเป็นสองช่วงมีความสำคัญต่อความถูกต้องของลำดับเหตุ เพราะหากกล่าวเพียงว่า กายมาเกิดเข้าสู่มารดาแล้วตรงไปยังฐานที่ ๗ ย่อมละขั้นที่กายมาเกิดเข้าสู่บิดา ตั้งอยู่ ณ ฐานที่ ๗ ของบิดา และออกจากบิดาย้อนตามฐานเดิมก่อนเข้าสู่มารดา

๘. ความสัมพันธ์กับการวางใจในการปฏิบัติ

แม้บทความนี้มุ่งอธิบายจุติและปฏิสนธิ แต่ความหมายของฐานที่ ๗ ยังสัมพันธ์กับภาคปฏิบัติ เมื่อผู้ปฏิบัติรวบเห็น จำ คิด และรู้มาหยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ใจย่อมตั้งมั่นและพร้อมดำเนินเข้าสู่ภายใน เมื่อมีดวงธรรมหรือสภาวธรรมภายในปรากฏ หลักปฏิบัติคือไม่ส่งใจออกไปเพ่งภายนอก แต่ให้หยุดอยู่ตรงกลางของสิ่งที่ปรากฏและดำเนินกลางของกลางต่อไป

ข้อความส่วนนี้มีไว้แสดงความต่อเนื่องว่า ฐานที่ ๗ มิได้มีความหมายเฉพาะในกระบวนการเกิดและตายเท่านั้น แต่เป็นที่ตั้งสำคัญของการวางใจตามแนววิชชาธรรมกายด้วย อย่างไรก็ดี รายละเอียดวิธีนำใจผ่านฐานทั้ง ๗ และวิธีปฏิบัติเบื้องต้นควรศึกษาในบทเฉพาะเรื่องฐานของใจ เพื่อไม่ให้เนื้อหาซ้ำกัน

๙. ข้อควรระวังในการอ่านคำอธิบาย

  1. ฐานทั้ง ๗ เป็นตำแหน่งกำหนดทางใจ มิใช่โครงสร้างทางกายวิภาคโดยตรง
  2. ผังบางฉบับเรียงเลขฐานช่วงศีรษะแตกต่างจากระบบฐานที่ใช้ในบทความ จึงต้องแยกเลขกำกับในผังออกจากสาระเรื่องฐานที่ ๖ ฐานที่ ๗ และการตกศูนย์
  3. คำว่า “กายทิพย์” ในบริบทกายมาเกิดมิได้หมายความว่าผู้ตายทุกคนไปเกิดเป็นเทวดา
  4. คำว่า “เกิด ดับ หลับ ตื่น” ใช้แบบแผนการตกศูนย์ร่วมกัน แต่ผลของแต่ละกรณีต่างกันตามเหตุปัจจัยและหน้าที่ของจิต
  5. ศัพท์ “กายไปเกิด” “กายสัมภเวสี” และ “กายมาเกิด” ควรรักษาตามบริบทของต้นฉบับ ไม่ใช้สลับกันจนลำดับจุติและปฏิสนธิสับสน

บทสรุป

คำอธิบายเรื่องจุติและปฏิสนธิตามหลักวิชชาธรรมกายเชื่อมทางดำเนินของใจเข้ากับฐานทั้ง ๗ อย่างเป็นลำดับ ฐานที่ ๖ เป็นตำแหน่งที่จิตดวงเดิมตกศูนย์เมื่อเปลี่ยนวาระ ส่วนฐานที่ ๗ เป็นศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ซึ่งจิตดวงใหม่หรือกายละเอียดลอยเด่นขึ้นก่อนทำหน้าที่ต่อไป

เมื่อสิ้นชีวิต เห็น จำ คิด และรู้กลับเข้าข้างใน ตกศูนย์ ณ ฐานที่ ๖ แล้วกายละเอียดปรากฏขึ้นและออกทางช่องจมูกไปตามกรรม ส่วนทางมาเกิดเป็นมนุษย์ประกอบด้วยสองช่วง คือ เข้าสู่บิดาก่อน ผ่านฐานต่าง ๆ และตั้งอยู่ ณ ฐานที่ ๗ ของบิดา แล้วจึงออกจากบิดาย้อนตามทางเดิม เข้าสู่มารดา ผ่านศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ไปยังขั้วมดลูก และตั้งปฏิสนธิเป็นกลลรูปเมื่อเหตุปัจจัยพร้อม

บทความนี้จึงแสดงวงจรทางเดินของใจตั้งแต่ออกจากกายเดิม เข้าสู่บิดา ออกจากบิดาเข้าสู่มารดา จนถึงการตั้งปฏิสนธิ โดยแยกฐานะของจิตดวงเดิม จิตดวงใหม่ กายไปเกิด และกายมาเกิดออกจากกันอย่างชัดเจน


เชิงอรรถ

  1. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540), 452. ↩
  2. พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), สมถวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน 4 ถึงธรรมกายและพระนิพพานของพระพุทธเจ้า, พิมพ์ครั้งที่ 4 (นครปฐม: วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม, 2554), 15–17, 20–21. ↩
  3. พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), สมถวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน 4, 15–17, 20–21. ↩
  4. พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), สมถวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน 4, 15–17, 20–21; พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน, 234–235. ↩
  5. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน, 234–235. ↩
  6. พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), ตอบปัญหาธรรมปฏิบัติ (ราชบุรี: วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม, 2542), 264–265. ↩
  7. พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), ตอบปัญหาธรรมปฏิบัติ, 265. ↩
  8. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 2, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), 2536), 26–27. ↩
  9. พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), สมถวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน 4, 15–17, 20–21; เทียบ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 2, 26–27. ↩
  10. พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), สมถวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน 4, 15–17, 20–21. ↩ ↩

บรรณานุกรม

  • พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 2. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), 2536.
  • พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย ชยมงฺคโล). ตอบปัญหาธรรมปฏิบัติ. ราชบุรี: วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม, 2542.
  • พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540.
  • พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล). สมถวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน 4 ถึงธรรมกายและพระนิพพานของพระพุทธเจ้า. พิมพ์ครั้งที่ 4. นครปฐม: วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม, 2554.