เหตุใดสายปฏิบัติอื่นจึงไม่เห็น “กายในกาย” และก้าวไม่ถึงสภาวะ “ธรรมกาย”

เหตุใดสายปฏิบัติอื่นจึงไม่เห็น “กายในกาย” และก้าวไม่ถึงสภาวะ “ธรรมกาย”

กฎธรรมชาติของใจ ศูนย์กลางกาย การตกศูนย์ และทางมรรคผลนิพพาน ตามคำสอนของบูรพาจารย์วิชชาธรรมกาย

จุดยืนของบทความ: ทุกสายที่เป็นสัมมาปฏิบัติดีด้วยกันและมีสิทธิ์บรรลุมรรคผล แต่เมื่อถึงขณะแห่งการบรรลุ ใจย่อมรวมเข้าสู่ศูนย์กลางกายและตกศูนย์ตามกฎธรรมชาติ แม้ผู้ปฏิบัติจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

บทนำ

ข้อสงสัยว่าเหตุใดผู้ปฏิบัติในแนวทางอื่นจึงไม่เห็น “กายในกาย” ที่ละเอียดซ้อนกันเป็นลำดับ และไม่เห็น “ธรรมกาย” ควรตอบให้ตรงทั้งต่อความจริงของการปฏิบัติและต่อคำสอนของบูรพาจารย์วิชชาธรรมกาย ความแตกต่างมิได้อยู่ที่ว่าผู้ปฏิบัติสายอื่นไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา หรือไม่มีสิทธิ์บรรลุมรรคผล หากอยู่ที่วิธีเริ่มต้น ตำแหน่งวางใจ และความรู้ชัดต่อกระบวนการภายในที่กำลังเกิดขึ้น1

ตามคำสอนวิชชาธรรมกาย แม้อารมณ์กัมมัฏฐานในเบื้องต้นจะแตกต่างกัน แต่ธรรมชาติแห่งการบรรลุธรรมมิได้เปลี่ยนไปตามชื่อสำนัก เมื่อถึงขณะแห่งการบรรลุ เห็น จำ คิด รู้ ซึ่งประกอบกันเป็น “ใจ” ย่อมรวมเข้าสู่ศูนย์กลางกายและตกศูนย์ตรงนั้น แม้ผู้ปฏิบัติจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม นี่มิใช่ข้อสันนิษฐานหรือทางเลือกหนึ่งในหลายทาง แต่เป็นกฎธรรมชาติของใจตามที่บูรพาจารย์ผู้ปฏิบัติเข้าถึงได้แสดงไว้

๑. “กายในกาย” มิใช่เพียงถ้อยคำ แต่เป็นสภาวธรรมที่เข้าถึงได้

ในพระพุทธพจน์ว่าด้วยสติปัฏฐาน ๔ มีคำว่า “พิจารณาเห็นกายในกาย” ควบคู่กับเวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ส่วนวิชชาธรรมกายอธิบายถ้อยคำนี้จากภาคปฏิบัติว่า เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ผู้ปฏิบัติย่อมเข้าถึงกายภายในที่ละเอียดกว่ากายมนุษย์ไปตามลำดับ

เพราะฉะนั้น “กายในกาย” ตามแนววิชชาธรรมกายมิใช่เพียงภาษาเปรียบเทียบ และมิใช่เพียงการพิจารณาร่างกายโดยความเป็นไตรลักษณ์ หากรวมถึงกายภายในที่ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึง รู้เห็น และสัมผัสได้ด้วยตนเอง เมื่อเหตุแห่งการปฏิบัติครบถ้วน ผลย่อมปรากฏตามเหตุ มิได้ขึ้นอยู่กับการเชื่อหรือไม่เชื่อ

๒. ศูนย์กลางกายเป็นจุดเกิด จุดดับ และทางดำเนินของใจ

ตามแนววิชชาธรรมกาย ผู้ปฏิบัติรวบเห็น จำ คิด และรู้ ซึ่งประกอบกันเป็นใจ ให้กลับมารวม ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือระดับสะดือสองนิ้วมือ ตำแหน่งนี้มิใช่จุดที่กำหนดขึ้นตามความนิยมของสำนัก แต่เป็นศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม เป็นที่ตั้งของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย และเป็นทางดำเนินเข้าสู่ภายใน2

พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) แสดงหลักไว้อย่างชัดเจนว่า

ศูนย์นั้นเป็นสำคัญนัก จะเกิดมาในมนุษย์โลกก็ต้องเกิดที่ศูนย์นั้น จะไปนิพพานก็ต้องเข้าศูนย์นั้นไปเหมือนกัน จะไปสู่มรรคผลนิพพานก็ต้องเข้าศูนย์นั้นเหมือนกัน แบบเดียวกัน จะตายจะเกิดตรงกันข้าม ถ้าว่าจะเกิดก็ต้องเดินนอกออกไป ถ้าว่าจะไม่ต้องเกิดก็ต้องเดินในเข้าไป กลางเข้าไว้ หยุดเข้าไว้ ไม่คลาดเคลื่อน

คำสอนนี้ชี้กฎธรรมชาติสองกระแส กระแสเกิดดำเนินออกนอก ส่วนกระแสแห่งความไม่เกิดดำเนินกลับเข้าสู่ภายใน เมื่อจะพ้นจากความเกิด ใจจึงต้องเข้ากลาง หยุด และตกศูนย์ตรงนั้น เช่นเดียวกับกฎธรรมชาติที่มีทิศทางแน่นอน มิใช่บางครั้งเป็นอย่างหนึ่งและบางครั้งกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง

๓. เหตุใดสายอื่นจึงอาจไม่เห็นลำดับกายในกาย

ผู้ปฏิบัติสายอื่นอาจเริ่มจากลมหายใจ คำบริกรรม อาการพองยุบ กสิณ หรืออารมณ์กัมมัฏฐานอื่น จึงมิได้รู้ตำแหน่งศูนย์กลางกายและมิได้ตั้งใจดำเนินผ่านฐานทั้ง ๗ ตั้งแต่ต้น แม้จิตจะสงบ มีสมาธิ หรือเจริญปัญญาตามแนวทางของตน ผู้ปฏิบัติอาจไม่จำแนกประสบการณ์ภายในเป็นดวงธรรมและกายภายในตามลำดับศัพท์ของวิชชาธรรมกาย

แต่การไม่รู้ชื่อ ไม่เห็นลำดับชัด หรือไม่ได้รับคำแนะนำให้สังเกต มิได้ทำให้กฎธรรมชาติเปลี่ยนไป หากการปฏิบัติดำเนินถึงขณะแห่งการบรรลุ ใจย่อมรวมเข้าสู่ศูนย์กลางกายและตกศูนย์ แม้เจ้าตัวจะไม่รู้ว่าอาการนั้นเรียกว่าอะไร ด้วยเหตุนี้จึงต้องแยกระหว่าง “ไม่เห็นหรือไม่จำแนกตามแผนที่วิชชาธรรมกาย” กับ “กระบวนการภายในมิได้เกิดขึ้น” สองประการนี้มิใช่เรื่องเดียวกัน

๔. ทุกสายดีด้วยกัน แต่ธรรมชาติแห่งการบรรลุเป็นกฎเดียวกัน

พระเดชพระคุณพระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล) อธิบายหลักนี้ไว้ว่า3

เพราะฉะนั้นไม่ว่าปฏิบัติสายไหน เป็นเรื่องเดียวกัน จึงไม่ต้องมาว่ากัน ดีด้วยกันทุกสาย เพราะไปสะอาดที่ธาตุธรรมเห็น จำ คิด รู้ คือ “ใจ” เหมือนกัน จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม จึงมีสิทธิ์บรรลุมรรคผลได้เช่นกัน …

ถ้อยคำว่า “ดีด้วยกันทุกสาย” แสดงความเคารพต่อสัมมาปฏิบัติของผู้เจริญกัมมัฏฐานในแนวทางต่าง ๆ ส่วนถ้อยคำว่า “จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม” แสดงว่า ผู้ปฏิบัติอาจมิได้เรียกตำแหน่งนั้นว่าศูนย์กลางกาย และอาจมิได้เห็นลำดับภายในตามศัพท์วิชชาธรรมกาย แต่เมื่อถึงขณะแห่งการบรรลุ ใจย่อมสะอาดและรวมลง ณ จุดเดียวกัน

ดังนั้น จุดยืนของวิชชาธรรมกายมิใช่การกล่าวว่าสายอื่นไม่มีทางบรรลุ และมิใช่การกล่าวว่ามีเส้นทางสุดท้ายหลายแบบซึ่งไม่เกี่ยวกับศูนย์กลางกาย หากเป็นการยืนยันพร้อมกันสองประการ คือ ทุกสายที่เป็นสัมมาปฏิบัติมีสิทธิ์บรรลุมรรคผล และเมื่อบรรลุจริง ใจย่อมดำเนินตามกฎธรรมชาติเดียวกัน

๕. “หยุด” คือเหตุสำคัญ มิใช่การกดข่มใจ

การรู้ตำแหน่งศูนย์กลางกายยังไม่เพียงพอ ใจต้องหยุดนิ่งถูกส่วนด้วย คำว่า “หยุด” มิได้หมายถึงการบังคับไม่ให้คิดหรือเพ่งกดจนตึงเครียด แต่หมายถึงเห็น จำ คิด รู้ รวมเป็นจุดเดียว ตั้งมั่น เป็นกลาง และไม่แล่นไปตามอารมณ์ภายนอก4

พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำสรุปหลักนี้ว่า “ไม่หยุด ไม่ถึงพระ ตัวหยุดนี่แหละเป็นตัวสำเร็จ” เมื่อใจหยุดถูกส่วน ศูนย์กลางย่อมขยายออก ดวงธรรมย่อมปรากฏ และกระบวนการดับหยาบไปหาละเอียดย่อมดำเนินต่อไปตามเหตุ หากใจยังไม่หยุด แม้จะกำหนดตำแหน่งถูก ก็ยังไม่เกิดผลเต็มตามหลักวิชชา

๖. จากดวงปฐมมรรคไปสู่กายที่ละเอียดขึ้น

เมื่อใจหยุดถูกส่วน ดวงปฐมมรรคหรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานย่อมปรากฏเป็นเบื้องต้น แล้วดำเนินผ่านดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก่อนเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม และธรรมกายตามลำดับแห่งการดับหยาบไปหาละเอียด5

ลำดับนี้มิใช่สิ่งที่ผู้ปฏิบัติสร้างขึ้นด้วยจินตนาการ แต่เป็นผลที่ปรากฏเมื่อใจตั้งมั่น ณ ศูนย์กลางกายและหยุดถูกส่วน บริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนาเป็นเพียงอุบายประคองใจ เมื่อใจหยุดจริง อุบายย่อมหมดหน้าที่ และสภาวธรรมภายในย่อมปรากฏตามที่เป็นจริง

๗. การเห็นด้วยใจและการรู้เห็นด้วยญาณธรรมกาย

ผู้ปฏิบัติแนวอื่นอาจมีสมาธิ มีสติ และเห็นความเกิดดับของสภาวธรรมได้จริง จึงไม่ควรกล่าวว่าสายอื่น “ไม่เห็นอะไรเลย” แต่ตามระบบวิชชาธรรมกาย เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว ผู้ปฏิบัติย่อมใช้ญาณธรรมกายพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ตลอดจนพิจารณาอริยสัจ ๔ ด้วยสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ6

คำว่า “เห็นด้วยญาณธรรมกาย” จึงเป็นการระบุเครื่องรู้และฐานแห่งการพิจารณาตามแนววิชชาธรรมกาย มิใช่ถ้อยคำสำหรับดูหมิ่นประสบการณ์ของผู้อื่น ขณะเดียวกันก็ไม่ควรลดคำอธิบายของบูรพาจารย์ให้เหลือเพียงภาษาเฉพาะสำนัก เพราะบูรพาจารย์แสดงจากสภาวธรรมที่ปฏิบัติเข้าถึง มิใช่จากการคาดคะเน

๘. ถึงธรรมกายเบื้องต้นแล้ว ยังต้องดำเนินต่อถึงมรรคและผล

การเข้าถึงธรรมกายเบื้องต้นมิได้หมายความว่าเป็นพระอริยบุคคลแล้วในทุกกรณี ต้องจำแนกธรรมกายโคตรภูออกจากธรรมกายในระดับมรรคและผล เกณฑ์สำคัญมิใช่เพียงการเห็นดวงสว่างหรือกายภายใน แต่คือมรรคจิตและมรรคปัญญา ซึ่งรวมเรียกว่ามรรคญาณ สามารถปหานสังโยชน์ได้ตามระดับ แล้วผลจิตจึงปรากฏสืบต่อ7

คำสอนของพระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) เตือนว่า แม้เข้าถึงธรรมกายแล้ว หากยังละสังโยชน์อย่างน้อยคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสไม่ได้ ก็ยังไม่ควรประมาท ต้องเจริญสมถวิปัสสนาต่อไปจนบรรลุมรรค ผล และพระนิพพานจริง

หลักนี้ทำให้จุดยืนวิชชาธรรมกายครบถ้วน คือ ยืนยันความจริงของดวงธรรม กายในกาย และธรรมกาย โดยไม่ใช้ประสบการณ์เบื้องต้นรับรองมรรคผลอย่างง่าย ๆ การวินิจฉัยต้องพิจารณามรรคญาณ การละสังโยชน์ ผลจิต และปัจจเวกขณ์ประกอบกัน

๙. จากกายในกายสู่มรรค ผล และพระนิพพาน

จุดหมายของวิชชาธรรมกายมิได้หยุดเพียงการเห็นกายภายใน แต่ใช้กายธรรมและญาณธรรมกายเป็นฐานเจริญสมถะและวิปัสสนา ให้รู้เห็นสังขารธรรมและวิสังขารธรรมตามที่เป็นจริง พิจารณาอริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท และธรรมเครื่องละกิเลส จนมรรคญาณเกิดขึ้นและปหานสังโยชน์ได้ตามระดับ

การตกศูนย์ การหน่วงพระนิพพานเป็นอารมณ์ และการเข้าอายตนะนิพพาน จึงต้องอธิบายควบคู่กับมรรคญาณและการละกิเลส มิใช่แยกเป็นเพียงประสบการณ์พิเศษ จุดหมายสูงสุดคือความหลุดพ้นจากกิเลส อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน เข้าถึงมรรค ผล และพระนิพพานตามภูมิธรรม

บทสรุป

เหตุที่ผู้ปฏิบัติในแนวทางอื่นอาจไม่เห็น “กายในกาย” และ “ธรรมกาย” เป็นลำดับชัดเจน มิใช่เพราะผู้ปฏิบัติเหล่านั้นไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา หรือไม่มีสิทธิ์บรรลุธรรม หากเพราะมิได้เริ่มจากตำแหน่งวางใจและแผนที่ภายในแบบวิชชาธรรมกาย จึงอาจไม่รู้ ไม่เห็น หรือไม่จำแนกกระบวนการภายในด้วยศัพท์ชุดเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ธรรมชาติแห่งการบรรลุธรรมมิได้แปรตามชื่อสำนัก เมื่อถึงขณะแห่งการบรรลุ เห็น จำ คิด รู้ ซึ่งประกอบกันเป็นใจ ย่อมรวมเข้าสู่ศูนย์กลางกายและตกศูนย์ตรงนั้น แม้ผู้ปฏิบัติจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ดังคำสอนของบูรพาจารย์ว่า การเกิดเดินนอกออกไป ส่วนความไม่เกิดต้องเดินในเข้าไป “กลางเข้าไว้ หยุดเข้าไว้ ไม่คลาดเคลื่อน”

วิชชาธรรมกายจึงมิได้ตั้งอยู่บนการปฏิเสธแนวทางอื่น แต่ตั้งอยู่บนการชี้กฎธรรมชาติให้ชัดเจน ทุกสายที่เป็นสัมมาปฏิบัติดีด้วยกันและมีสิทธิ์บรรลุมรรคผล ทว่าเมื่อบรรลุจริง ใจย่อมดำเนินตามกฎเดียวกัน คือเข้ากลาง หยุด ตกศูนย์ ดับหยาบไปหาละเอียด เข้าถึงธรรมกาย และเจริญมรรคญาณจนปหานสังโยชน์ได้ตามระดับ นี่คือจุดยืนและเจตนารมณ์ของคำสอนบูรพาจารย์ที่บทความนี้มุ่งรักษาไว้


เชิงอรรถ

  1. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสยามรัฐ, เล่ม 10, ทีฆนิกาย มหาวรรค, “มหาสติปัฏฐานสูตร,” ข้อ 273; พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540), บทที่ 8 “สติปัฏฐาน 4.” ↩
  2. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), “วิธีเจริญภาวนา สมถวิปัสสนากรรมฐาน,” ใน รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, 2555), ตอนว่าด้วยศูนย์กลางกายฐานที่ 7 จุดเกิด จุดดับ และมรรคผลนิพพาน. ↩
  3. พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), ตอบปัญหาธรรมปฏิบัติ, บทที่ 5 “หลักวิชชาธรรมกาย,” 174. ↩
  4. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), 2530), คติว่า “ไม่หยุด ไม่ถึงพระ ตัวหยุดนี่แหละเป็นตัวสำเร็จ.” ↩
  5. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), “ทางมรรคผล,” พระธรรมเทศนา 29 กุมภาพันธ์ 2499, ใน รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, 2555), 11–12. ↩
  6. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540), 235–237. ↩
  7. คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมเถร, หลวงพ่อพระราชพรหมเถร (ราชบุรี: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมเถร, 2559), ตอนว่าด้วยการละสังโยชน์ 3 และการปฏิบัติต่อจนบรรลุมรรค ผล และพระนิพพาน. ↩

บรรณานุกรมคัดสรร

  • คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมเถร. หลวงพ่อพระราชพรหมเถร. ราชบุรี: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมเถร, 2559.
  • พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย ชยมงฺคโล). ตอบปัญหาธรรมปฏิบัติ. บทที่ 5 “หลักวิชชาธรรมกาย.”
  • พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสยามรัฐ. เล่ม 10, ทีฆนิกาย มหาวรรค, “มหาสติปัฏฐานสูตร.”
  • พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540.
  • พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, 2555.
  • พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), 2530.