กายในกายและบัญชีกาย ๑๘

Table of Contents

กายในกายและบัญชีกาย ๑๘

จากกายมนุษย์ละเอียดถึงธรรมกายตามหลักวิชชาธรรมกาย

ภาพหน้าปกเชิงแนวคิดแสดงกายในกายซ้อนอยู่บนแกนศูนย์กลางเดียวกัน โดยกายที่ละเอียดขึ้นขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับ ภาพมิได้แสดงมาตราส่วนจริงทั้งหมด เป็นเพียงภาพตัวอย่าง

บทนำ ↑ สารบัญ

เมื่อผู้ปฏิบัติดำเนินผ่านดวงธรรมทั้ง ๖ ของกายมนุษย์หยาบจนเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดแล้ว ทางดำเนินภายในยังไม่สิ้นสุด กายมนุษย์ละเอียดเป็นกายภายในลำดับแรก ซึ่งต้องรวมความรู้สึกเข้าเป็นกายนั้น แล้วหยุดผ่านดวงธรรมประจำกายตามหลักกลางของกลาง จึงเข้าถึงกายที่ละเอียดขึ้นต่อไป

หมายเหตุเกี่ยวกับภาพ: ภาพประกอบในบทความเป็นแผนภาพช่วยทำความเข้าใจลำดับและรูปลักษณะ มิใช่ภาพถ่ายสภาวธรรม มิได้แสดงมาตราส่วนจริงทั้งหมด ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย สภาวะจริงดวงธรรมต้องปรากฏเกิดขึ้นตั้งอยู่ ณ ภายในศูนย์กลางกาย มิใช่ตั้งอยู่ภายนอกตัวดังภาพตัวอย่าง และไม่ใช้แทนเกณฑ์ตรวจภูมิธรรมของผู้ปฏิบัติ

คำว่า “กายในกาย” ในบทความนี้ใช้ตามคำอธิบายภาคปฏิบัติวิชชาธรรมกาย หมายถึงกายที่ละเอียดซ้อนอยู่ภายในกายที่หยาบกว่า และเข้าถึงเป็นลำดับเมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ส่วนพระพุทธพจน์ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานกล่าวถึงการพิจารณาเห็นกายในกาย แต่ไม่ได้แจกแจงบัญชีกาย ๑๘ ตามระบบนี้โดยตรง จึงต้องแยกฐานพระสูตรออกจากแผนที่ภาคปฏิบัติอย่างโปร่งใส1

บทความนี้มุ่งอธิบายลำดับตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม จนถึงธรรมกายโคตรภู พร้อมจัดบัญชีกาย ๑๘ ให้เห็นภาพรวม โดยรักษาข้อสำคัญว่า การเห็นกายละเอียดหรือเข้าถึงธรรมกายโคตรภูยังไม่ใช่หลักรับรองความเป็นพระอริยบุคคลโดยอัตโนมัติ

๑. ความหมายของ “กายในกาย” ↑ สารบัญ

ในระดับพระสูตร “กายในกาย” อยู่ในกรอบกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกับความเพียร สัมปชัญญะ สติ และการละความยินดียินร้ายในโลก มิควรดึงถ้อยคำออกจากบริบทแล้วกำหนดให้มีความหมายเฉพาะเพียงแบบเดียว

ในแนววิชชาธรรมกาย ถ้อยคำเดียวกันได้รับการอธิบายเชื่อมกับการนำใจเข้าสู่ศูนย์กลางกาย การผ่านดวงธรรม และการเข้าถึงกายภายในที่ละเอียดซ้อนอยู่เป็นลำดับ การเห็นกายในกายตามนัยนี้จึงมิใช่การพิจารณาร่างกายภายนอกเท่านั้น แต่เป็นการเข้าถึงและรู้เห็นกายซึ่งอยู่ภายในตามเหตุแห่งสัมมาปฏิบัติ

กายแต่ละระดับมีศูนย์กลาง มีเห็น จำ คิด รู้ และมีดวงธรรมประจำกาย การดำเนินต่อจึงมิใช่การมองกายจากภายนอก แต่ต้องรวมความรู้สึกเข้าเป็นกายนั้น แล้วหยุดตรงศูนย์กลางของดวงธรรมประจำกาย เพื่อให้กายที่ละเอียดกว่าปรากฏตามลำดับ

๒. ลำดับจากกายมนุษย์ละเอียดสู่ธรรมกาย ↑ สารบัญ

ลำดับพื้นฐานช่วงนี้เริ่มจากกายมนุษย์ละเอียด แล้วดำเนินผ่านกายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม และกายอรูปพรหมละเอียด ก่อนเข้าถึงธรรมกายโคตรภูและธรรมกายโคตรภูละเอียด

กายมนุษย์ละเอียด → กายทิพย์ → กายทิพย์ละเอียด → กายรูปพรหม → กายรูปพรหมละเอียด → กายอรูปพรหม → กายอรูปพรหมละเอียด → ธรรมกายโคตรภู → ธรรมกายโคตรภูละเอียด

คำนำของ วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๒ อธิบายกายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม และกายอรูปพรหมละเอียด รวมเป็น “สุดกายหยาบ–กายละเอียด” ของกายโลกิยะ แล้วจึงกล่าวถึงการปฏิบัติเข้าถึงกายธรรมซึ่งเป็นรอยต่อสู่ขั้นวิปัสสนา2

๓. กายโลกิยะ ๘ กาย ↑ สารบัญ

หลักร่วมในการดำเนินผ่านกายในกายกายในกายมิได้ตั้งอยู่แยกกันคนละแห่งอย่างรูปบุคคลหลายรูปเรียงต่อกัน แต่ซ้อนอยู่ภายในโดยมีศูนย์กลางกายตรงกัน ณ แกนกลางเดียว กายที่ละเอียดกว่าปรากฏขึ้นจากศูนย์กลางของกายที่หยาบกว่า และเมื่อปรากฏแล้ว ผู้ปฏิบัติต้องรวมความเห็น ความจำ ความคิด และความรู้เข้าเป็นกายนั้น มิใช่ยังคงยืนดูอยู่ภายนอก

กายภายในตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียดขึ้นไปประทับนั่งขัดสมาธิ หันหน้าไปในทิศเดียวกับกายมนุษย์หยาบ และมีองค์ฌานใสรองรับอยู่ใต้หน้าตัก ส่วนกายมนุษย์หยาบภายนอกใช้อาสนะตามปกติ ไม่แสดงองค์ฌานในภาพบัญชีกาย

การผ่านจากกายหนึ่งไปสู่อีกกายหนึ่งใช้หลักเดียวกัน คือ

  1. หยุดนิ่งอยู่ตรงศูนย์กลางกายที่กำลังเข้าถึง
  2. รวมเห็น จำ คิด รู้ เข้าเป็นกายนั้นอย่างสนิท
  3. หยุดผ่านดวงธรรมประจำกายตามลำดับ
  4. ดำเนินเข้าสู่กลางของกลางโดยไม่เพ่ง ไม่บังคับ และไม่สร้างภาพกายถัดไปจากความจำ
  5. เมื่อเหตุแห่งความหยุดนิ่งถูกส่วน กายที่ละเอียดกว่าย่อมปรากฏขึ้นเองตามลำดับ
ศูนย์กลางกายต้องตรงกัน ภาพประกอบแต่ละคู่ควรอ่านโดยเข้าใจว่า ศูนย์กลางกายของส่วนหยาบและส่วนละเอียดตรงกัน กายที่ละเอียดกว่ามิได้เลื่อนขึ้นไปอยู่เหนือศีรษะของกายเดิม แต่ปรากฏซ้อนอยู่ภายในจากศูนย์กลางเดียวกัน การวางภาพคู่แยกซ้าย–ขวาเป็นเพียงวิธีช่วยเปรียบเทียบรูปลักษณะ มิใช่ตำแหน่งสภาวธรรมตามจริง
กายมนุษย์หยาบ (กายเนื้อภายนอก) นั่งขัดสมาธิเจริญภาวนาอยู่บนพื้นหรืออาสนะผ้าตามปกติ จึงไม่มีแผ่นกระจกองค์ฌานรองรับ แต่ตั้งแต่ กายมนุษย์ละเอียดเป็นต้นไป จนถึงธรรมกายพระอรหัตละเอียด จะมี “องค์ฌาน” (แผ่นกระจกกลมใส หนาประมาณ ๑ ฝ่ามือ หรือในระดับกายธรรมหนา ๑ คืบ เส้นผ่าศูนย์กลางรับเต็มหน้าตักพอดี) รองรับอยู่ใต้ฐานที่นั่งของกายละเอียดนั้น ๆ เสมอ

๓.๑ กายมนุษย์ละเอียด

กายมนุษย์ละเอียดเป็นกายภายในลำดับแรกที่ปรากฏภายหลังใจหยุดผ่านดวงธรรมทั้ง ๖ ของกายมนุษย์หยาบ ในบางบริบทเรียกว่า “กายฝัน” เพราะสัมพันธ์กับกายที่ทำหน้าที่เมื่อฝัน แต่คำนี้มิได้ลดกายมนุษย์ละเอียดให้เป็นเพียงจินตนาการหรือภาพเพ้อฝัน

เมื่อกายมนุษย์ละเอียดปรากฏ ผู้ปฏิบัติต้องรวมความเห็น ความจำ ความคิด และความรู้เข้าเป็นกายมนุษย์ละเอียด มิใช่ยืนดูอยู่ภายนอก แล้วหยุดผ่านดวงธรรมประจำกายต่อไป

ลักษณะที่ควรทำความเข้าใจ

กายมนุษย์ละเอียดมีเค้าโครง รูปพรรณ การนุ่งห่ม และอากัปกิริยาสัมพันธ์กับกายมนุษย์หยาบของผู้ปฏิบัติ แต่มีความละเอียด โปร่งใส ผ่องใส และประณีตกว่า ในการอธิบายเชิงภาพไม่ควรทำให้เป็นองค์พระพุทธปฏิมา เพราะยังเป็นกายฝ่ายโลกิยะ และไม่ควรนำไปนั่งไว้ภายในดวงแก้วกลมใสขนาดใหญ่แบบธรรมกาย

ในขณะกายมนุษย์หยาบภายนอกอาจอยู่ในอิริยาบถยืน เดิน นั่ง หรือนอน กายมนุษย์ละเอียดที่ใช้ดำเนินภายในปรากฏในท่านั่งขัดสมาธิ หันหน้าไปในทิศเดียวกับกายภายนอก และประทับอยู่บนองค์ฌานใส การวางภาพกายมนุษย์หยาบกับกายมนุษย์ละเอียดเคียงกันจึงมีไว้เพื่อเปรียบเทียบ มิได้หมายความว่ากายทั้งสองแยกออกจากกันคนละตำแหน่ง เพราะสภาวะจริงที่เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดหรือกายที่ละเอียดขึ้นไปเป็นลำดับ ศูนย์กลางกายต้องตรงกันแนบสนิทไม่คลาดเคลื่อนออกจากกัน

ขั้นตอนดำเนินจากกายมนุษย์ละเอียดไปสู่กายทิพย์

  1. เมื่อกายมนุษย์ละเอียดปรากฏชัด ให้รวมเห็น จำ คิด รู้ เข้าเป็นกายมนุษย์ละเอียด
  2. ไม่ยืนดูรูปกายจากภายนอก และไม่ส่งใจไปพิจารณาใบหน้า เครื่องนุ่งห่ม หรือขนาดของกาย
  3. วางใจให้หยุดนิ่งตรงศูนย์กลางดวงธรรมประจำกาย
  4. ดำเนินผ่านดวงธรรมตามลำดับด้วยหลักหยุดในหยุดและกลางของกลาง
  5. เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน กายมนุษย์ละเอียดที่ทำหน้าที่เด่นอยู่ย่อมคลายจากหน้าที่ และกายทิพย์ปรากฏขึ้นแทนตามเหตุแห่งความละเอียด ขั้นตอนในจุดนี้คือ เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ณ กึ่งกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ศูนย์กลางจะขยายว่างออก (เกิดสภาวะจิตเดิมตกศูนย์ ปรุงเป็นจิตดวงใหม่) แล้ว กายมนุษย์ละเอียด สถิตอยู่บนองค์ฌาน ก็จะผุดลอยปรากฏขึ้นมาทำหน้าที่แทนที่ตามกฎแห่งความละเอียด
กายที่ ๑ และกายที่ ๒ คือ กายมนุษย์หยาบและกายมนุษย์ละเอียด: ภาพจัดวางเป็นคู่เพื่อเปรียบเทียบรูปลักษณะ ส่วนในการดำเนินภายใน กายทั้งสองมีศูนย์กลางกายตรงกัน กายมนุษย์หยาบภายนอกใช้อาสนะตามปกติ ส่วนกายมนุษย์ละเอียดประทับนั่งบนองค์ฌานใส และมีดวงธรรมประจำกายอยู่ภายในศูนย์กลางกาย ภาพตัวอย่างที่แสดงเป็นพระภิกษุ ถ้าเป็นอุบาสก อุบาสิกา กายมนุษย์ละเอียดมีหน้าตา รูปพรรณสัณฐาน การนุ่งห่ม และอากัปกิริยาเหมือนกับตัวผู้ปฏิบัติ (กายมนุษย์หยาบ) ทุกประการ แม้หน้าตาจะเหมือนกับกายเนื้อ แต่มีความ โปร่งใส สวยงาม ประณีตกว่ากายเนื้อ และมีลักษณะพิเศษคือ อยู่ในวัยที่หนุ่ม/สาวกำลังพอดีพองาม ไม่แก่ชรา และไม่อ่อนเยาว์เป็นเด็ก แม้ผู้ปฏิบัติทางกายหยาบจะเป็นคนชราภาพหรือเป็นเด็ก กายมนุษย์ละเอียดภายในก็จะไม่แก่หรือเป็นเด็กตามเบญจขันธ์ภายนอก กายมนุษย์ละเอียดเป็นที่ตั้งของ สุขเวทนา (ขณะที่กายมนุษย์หยาบเสวยทุกขเวทนา)  มีจิตผ่องใสปราศจากกิเลสนิวรณ์ในระดับมนุษยธรรม ภาพตัวอย่างที่แสดงมิได้แสดงมาตราส่วนจริงทั้งหมด

๓.๒ กายทิพย์และกายทิพย์ละเอียด

เมื่อใจของกายมนุษย์ละเอียดหยุดผ่านดวงธรรมประจำกายจนถูกส่วน กายทิพย์ย่อมปรากฏ จากนั้นต้องรวมเข้าเป็นกายทิพย์และดำเนินด้วยหลักเดิม จึงเข้าถึงกายทิพย์ละเอียด

คำว่า “ทิพย์” ในบริบทนี้แสดงระดับความละเอียดของกายและอายตนะ มิได้หมายความว่าผู้เข้าถึงกายทิพย์ได้พ้นจากกิเลสหรือบรรลุภูมิพระอริยบุคคลแล้ว

รูปลักษณะและความแตกต่างระหว่างส่วนหยาบกับส่วนละเอียด

กายทิพย์เป็นกายที่ละเอียดกว่ากายมนุษย์ละเอียด มีความผ่องใสและความประณีตของรูปกาย อายตนะ และเครื่องนุ่งห่มเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นกายฝ่ายโลกิยะในกามภพ ยังประกอบด้วยเบญจขันธ์ และยังอยู่ภายใต้เหตุปัจจัยแห่งกรรม มิใช่ธรรมกายหรือกายของพระอริยบุคคลโดยอัตโนมัติ

สำหรับภาพบัญชีกายทั่วไปของอุบาสกอุบาสิกา กายทิพย์และกายทิพย์ละเอียดต้องแสดงรูปลักษณะตามเพศภาวะของผู้ปฏิบัติอย่างชัดเจน กล่าวคือ กายทิพย์ของผู้ชายปรากฏเป็นรูปทรง เทพบุตร ส่วนกายทิพย์ของผู้หญิงปรากฏเป็นรูปทรง เทพธิดา โดยทรวดทรง สัณฐาน กิริยา เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับย่อมสัมพันธ์กับเพศภาวะและเหตุปัจจัยแห่งบุญกุศลของบุคคลนั้น กายทิพย์ละเอียดคงรูปลักษณะและเพศภาวะเช่นเดียวกับกายทิพย์ส่วนหยาบ แต่มีความโปร่งใส ผ่องใส และประณีตกว่า ทั้งสองกายประทับนั่งขัดสมาธิบนองค์ฌานกลมใส และมีดวงธรรมประจำกายปรากฏอยู่ภายใน ณ ศูนย์กลางกาย โดยกายทิพย์ส่วนหยาบมีดวงธรรมขนาดประมาณ ๓ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ส่วนกายทิพย์ละเอียดมีดวงธรรมขนาดประมาณ ๔ เท่าฟองไข่แดงของไก่

ข้อยกเว้นในบริบทของพระภิกษุ กายทิพย์ของพระภิกษุบางรูปอาจปรากฏครองจีวรเหมือนกายมนุษย์ละเอียด ไม่มีเครื่องประดับ และมีรูปลักษณะโตใหญ่ โปร่งใส และสว่างกว่ากายมนุษย์ตามอำนาจสมณสัญญาและศีลสิกขาบท ขณะเดียวกัน หากมีเหตุปัจจัยฝ่ายทานกุศลปรุงแต่งมาก ก็อาจปรากฏทรงเครื่องอย่างเทวบุตรได้ จึงไม่ควรวางหลักตายตัวจากภาพตัวอย่างบัญชีกายทั่วไปไปใช้กับพระภิกษุทุกกรณี

ขั้นตอนดำเนินผ่านคู่กายทิพย์

  1. เมื่อกายทิพย์ปรากฏ ให้รวมเห็น จำ คิด รู้ เข้าเป็นกายทิพย์อย่างสนิท
  2. หยุดนิ่งตรงศูนย์กลางดวงธรรมประจำกายทิพย์ ไม่ติดอยู่กับความงาม ความสว่าง หรือเครื่องประดับที่ปรากฏ
  3. ดำเนินกลางของกลางต่อเนื่องจนกายทิพย์ละเอียดปรากฏ
  4. รวมเข้าเป็นกายทิพย์ละเอียด แล้วหยุดผ่านดวงธรรมประจำกายด้วยหลักเดิม
  5. เมื่อใจละเอียดและถูกส่วน กายรูปพรหมย่อมปรากฏเป็นลำดับถัดไป
กายที่ ๓ และกายที่ ๔ คือ กายทิพย์และกายทิพย์ละเอียด: ภาพตัวอย่างนี้แสดงรูปลักษณะตามเพศภาวะของบุคคล โดยกายทิพย์ชายปรากฏเป็นรูปทรงเทพบุตร ส่วนกายทิพย์หญิงปรากฏเป็นรูปทรงเทพธิดา โดยกายทิพย์ละเอียดโปร่งใสและประณีตกว่า รูปลักษณะในภาพไม่ควรใช้เป็นกฎตายตัวสำหรับกายทิพย์ของพระภิกษุทุกกรณี พระภิกษุเมื่อนั่งสมาธิเข้าถึงกายทิพย์ สามารถเห็นกายทิพย์ครองจีวรเหมือนกายมนุษย์ละเอียดได้ โดยจะมีลักษณะโตใหญ่เป็น ๒ เท่า โปร่งใส และมีรัศมีสว่างกว่ากายมนุษย์ ทั้งนี้เป็นไปตามอำนาจแห่งสมณสัญญาและศีลสิกขาบทที่รักษามา แต่หากมีบุญบารมีฝ่ายทานกุศลปรุงแต่งมาก ก็อาจเห็นเป็นกายทิพย์ทรงเครื่องประดับประดาแบบเทวบุตรได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของพระภิกษุแต่ละรูป

๓.๓ กายรูปพรหมและกายรูปพรหมละเอียด

จากกายทิพย์ละเอียด เมื่อผู้ปฏิบัติรวมเห็น จำ คิด รู้ เข้าเป็นกายทิพย์ละเอียด แล้วหยุดนิ่งผ่านดวงธรรมประจำกายด้วยหลักกลางของกลางจนถูกส่วน กายรูปพรหมย่อมปรากฏขึ้นตามลำดับ จากนั้น เมื่อรวมเข้าเป็นกายรูปพรหมและดำเนินผ่านดวงธรรมประจำกายต่อไป กายรูปพรหมละเอียดจึงปรากฏ กายทั้งสองยังอยู่ในฝ่ายโลกิยะและสัมพันธ์กับความละเอียดของสมถะ มิใช่ฐานะมรรคหรือผลโดยอัตโนมัติ

ระดับความละเอียดในฝ่ายรูปภพ

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญจากกายทิพย์มาสู่กายรูปพรหม คือ ความแตกต่างทางเพศสิ้นสุดลง กายทิพย์ยังปรากฏเพศภาวะได้ แต่กายรูปพรหมตั้งแต่ส่วนหยาบขึ้นไปมีลักษณะไม่ใช่ผู้หญิงและไม่ใช่ผู้ชาย จึงไม่ควรอธิบายหรือออกแบบภาพกายรูปพรหมให้มีทรวดทรง เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับที่เน้นเพศภาวะแบบกายทิพย์3

อย่างไรก็ตาม กายรูปพรหมยังปรากฏเป็นรูปลักษณะกายบุคคลตามแม่บทภาคปฏิบัติ มีความผ่องใส สว่าง และประณีตกว่ากายทิพย์ แต่ยังมิใช่องค์พระพุทธปฏิมา และมิได้ประทับอยู่ภายในดวงธรรมกลมใสขนาดใหญ่เช่นเดียวกับธรรมกาย

กายรูปพรหมละเอียดเป็นกายคู่ละเอียดที่มีรูปลักษณะหลักเป็นประเภทเดียวกับกายรูปพรหม โดยมีความโปร่งใส ผ่องใส และประณีตยิ่งขึ้น ทั้งสองกายประทับนั่งขัดสมาธิบนองค์ฌานกลมใสและมีดวงธรรมประจำกายอยู่ภายใน ณ ศูนย์กลางกาย ดวงธรรมของกายรูปพรหมมีขนาดประมาณ ๕ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ส่วนดวงธรรมของกายรูปพรหมละเอียดมีขนาดประมาณ ๖ เท่าฟองไข่แดงของไก่4

ผู้ปฏิบัติจึงมิใช่เพียงพิจารณารูปลักษณะ ความสว่าง หรือความประณีตจากภายนอก แต่ต้องรวมเห็น จำ คิด รู้ เข้าเป็นกายรูปพรหม หยุดนิ่งตรงศูนย์กลางดวงธรรมประจำกาย แล้วดำเนินกลางของกลางต่อไป มิใช่เพียงสังเกตว่ารูปลักษณะภายนอกเปลี่ยนไปอย่างไร

ขั้นตอนดำเนินผ่านคู่กายรูปพรหม

  1. เมื่อกายรูปพรหมปรากฏ ให้รวมเห็น จำ คิด รู้ เข้าเป็นกายรูปพรหม
  2. หยุดใจตรงศูนย์กลางดวงธรรมประจำกาย ไม่ติดอยู่กับความสว่างหรือความประณีตของรูปกาย
  3. ดำเนินกลางของกลางจนกายรูปพรหมละเอียดปรากฏ
  4. รวมเข้าเป็นกายรูปพรหมละเอียด และหยุดผ่านดวงธรรมของกายนั้นตามลำดับ
  5. เมื่อใจละเอียดถูกส่วน จึงเข้าถึงกายอรูปพรหมซึ่งเป็นลำดับต่อไปของกายโลกิยะ
กายที่ ๕ และกายที่ ๖ คือ กายรูปพรหมและกายรูปพรหมละเอียด: กายทั้งสองยังเป็นกายโลกิยะในรูปภพ มีรูปลักษณะไม่ใช่ผู้หญิงและไม่ใช่ผู้ชาย จึงไม่มีเพศภาวะแบบเทพบุตรหรือเทพธิดา กายรูปพรหมละเอียดมีรูปลักษณะหลักสัมพันธ์กับกายรูปพรหมส่วนหยาบ แต่โปร่งใส ผ่องใส และประณีตกว่า ทั้งสองกายประทับนั่งบนองค์ฌานกลมใสและมีดวงธรรมประจำกายอยู่ภายใน ณ ศูนย์กลางกาย ภาพนี้ใช้แสดงลำดับและลักษณะโดยสังเขป มิได้แสดงมาตราส่วนจริงทั้งหมด

๓.๔ กายอรูปพรหมและกายอรูปพรหมละเอียด

จากกายรูปพรหมละเอียด ผู้ปฏิบัติดำเนินเข้าสู่กายอรูปพรหมและกายอรูปพรหมละเอียดตามลำดับ กายอรูปพรหมละเอียดเป็นกายฝ่ายโลกิยะที่ละเอียดที่สุดในบัญชีกายแปดกาย แต่ยังอยู่ในขอบเขตของภพสาม ยังมิใช่ธรรมกายและยังมิใช่กายของพระอริยบุคคล

สุดลำดับกายโลกิยะก่อนเข้าถึงธรรมกาย

แม้ใช้คำว่า “กายอรูปพรหม” แต่ในระบบบัญชีกายภาคปฏิบัติ กายอรูปพรหมและกายอรูปพรหมละเอียดยังได้รับการอธิบายเป็นกายในกายที่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงและใช้ดำเนินต่อ จึงไม่ควรตีความชื่อ “อรูป” ในภาพบัญชีกายให้กลายเป็นเพียงหมอก อากาศว่าง หรือแสงที่ไม่มีรูปลักษณะกาย

เหตุใดจึงเห็นกายอรูปพรหมได้ ตามกฎปฏิจจสมุปบาทธรรม ‘วิญญาณปจฺจยา นามรูปํ’ (เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี) หมายถึง เมื่อมีวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์) เกิดขึ้น ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้ “นาม” และ “รูป” เกิดขึ้นตามมาพร้อมกันเสมอ วิญญาณกับนามรูปมีความสัมพันธ์แบบอาศัยกันและกัน (อัญญมัญญปัจจัย) กล่าวคือ วิญญาณเป็นปัจจัยให้นามรูปเกิดขึ้นได้ และในขณะเดียวกัน นามรูปก็เป็นที่ตั้งอาศัยให้วิญญาณเกิดขึ้นได้เช่นกันเมื่อมีการเกิดย่อมต้องมีทั้งรูปธรรมและนามธรรม ถ้านามธรรมไม่มีรูปธรรมเป็นที่ตั้ง นามธรรมจะไปตั้งอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ไม่ได้… แท้จริงแล้วอรูปพรหมมีรูปกายปรากฎ ไม่ใช่ไม่มีรูปปรากฎ หรือว่างเปล่าตามที่หลาย ๆ ท่านเข้าใจผิดกันในเรื่องนี้ ในการปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย กายอรูปพรหมนี้สามารถมองเห็นได้

ต้องแยกบริบทนี้ออกจากการเจริญอรูปฌานสมาบัติของธรรมกาย ซึ่งมีคำอธิบายเรื่องการเพิกองค์ฌานรูปธรรมแล้วพิจารณาอากาศว่างเป็นอารมณ์ ภาพคู่กายอรูปพรหมในบทความนี้มีหน้าที่แสดงลำดับกายในกาย มิใช่แผนภาพแสดงอารมณ์อรูปฌานสมาบัติ

กายอรูปพรหมละเอียดเป็นสุดลำดับของกายโลกิยะ ๘ กาย แต่คำว่า “ละเอียดที่สุดในกายโลกิยะ” มิได้หมายความว่าพ้นจากภพสามหรือพ้นจากไตรลักษณ์แล้ว รอยต่อสำคัญจะเกิดขึ้นเมื่อใจของกายอรูปพรหมละเอียดหยุดผ่านดวงธรรมประจำกายจนถูกส่วน แล้วธรรมกายโคตรภูจึงปรากฏ

ขั้นตอนดำเนินจากกายอรูปพรหมละเอียดสู่ธรรมกายโคตรภู

  1. รวมเห็น จำ คิด รู้ เข้าเป็นกายอรูปพรหม ไม่ยืนดูอยู่ภายนอก
  2. หยุดผ่านดวงธรรมประจำกายจนกายอรูปพรหมละเอียดปรากฏ
  3. รวมเข้าเป็นกายอรูปพรหมละเอียด แล้วรักษาใจให้หยุดนิ่งตรงศูนย์กลางกายอย่างต่อเนื่อง
  4. ไม่คาดหมายล่วงหน้าว่าธรรมกายจะต้องมีขนาด สี หรือความสว่างอย่างใด และไม่สร้างองค์พระขึ้นจากความจำ
  5. เมื่อเหตุถูกส่วน ธรรมกายโคตรภูย่อมปรากฏ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากกายโลกิยะในภพสามเข้าสู่ธรรมกายขั้นต้น
กายที่ ๗ และกายที่ ๘ คือ กายอรูปพรหมและกายอรูปพรหมละเอียด: ภาพนี้ใช้รูปลักษณะกายตามแม่บทบัญชีกายในกาย มิใช่ภาพแสดงอากาศว่างในอรูปฌานสมาบัติ กายอรูปพรหมละเอียดยังอยู่ในฝ่ายโลกิยะ และเป็นลำดับสุดท้ายก่อนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ธรรมกายโคตรภู
ข้อควรเข้าใจ คำว่า “หยาบ” และ “ละเอียด” แสดงระดับความละเอียดของกายและอายตนะ มิใช่คำตัดสินคุณค่าทางศีลธรรม ผู้เข้าถึงสภาวะละเอียดแล้วยังต้องรักษาศีล เจริญปัญญา และชำระกิเลสต่อไป

๔. ดวงธรรมประจำกายและหลักกลางของกลาง ↑ สารบัญ

กายแต่ละกายมิใช่รูปลักษณ์ให้มองเห็นเพียงอย่างเดียว แต่มีดวงธรรมประจำกายเป็นฐานของการดำเนินต่อ เมื่อเข้าถึงกายใด ผู้ปฏิบัติต้องรวมความรู้สึกเข้าเป็นกายนั้น แล้วหยุดผ่านดวงปฐมมรรค ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะของกายนั้นตามลำดับ

หลัก “กลางของกลาง” จึงทำหน้าที่เชื่อมกายหนึ่งไปสู่อีกกายหนึ่ง ผู้ปฏิบัติไม่ดึงใจออกมาพิจารณาผิว พรรณ หรือขนาดของกายจากภายนอก และไม่เร่งสร้างกายลำดับถัดไปด้วยความจำ แต่รักษาใจให้สงบ สบาย และหยุดนิ่งตรงศูนย์กลาง เมื่อเหตุถูกส่วน กายที่ละเอียดกว่าย่อมปรากฏ

การรู้รายชื่อดวงธรรมและกายภายในมีประโยชน์ในฐานะแผนที่ แต่เมื่อปฏิบัติจริงต้องไม่วางความคาดหมายล่วงหน้าเหนือสภาวะปัจจุบัน เกณฑ์สำคัญคือใจมีสติ ตั้งมั่น ไม่เพ่ง และดำเนินเข้าสู่กลางของกลางได้ต่อเนื่อง

๕. หลักดับหยาบไปหาละเอียด ↑ สารบัญ

“ดับหยาบไปหาละเอียด” มิได้หมายถึงการทำลายกาย การหมดสติ หรือการปฏิเสธสภาวะเดิม แต่หมายถึงการไม่ติดอยู่กับกายหรือดวงธรรมระดับเดิม เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน สภาวะที่หยาบกว่าย่อมคลายจากหน้าที่เด่น และสภาวะที่ละเอียดกว่าปรากฏขึ้นแทน

หลักนี้ดำเนินอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กายมนุษย์หยาบสู่กายมนุษย์ละเอียด แล้วผ่านกายโลกิยะตามลำดับจนถึงธรรมกาย เอกสารภาคปฏิบัติอธิบายว่ากายแต่ละกายมีขันธ์ อายตนะ เห็น จำ คิด รู้ และดวงธรรมตามระดับของตน จึงต้องใช้กายที่ละเอียดให้สอดคล้องกับสภาวะที่กำลังพิจารณา

การดับหยาบไปหาละเอียดจึงมิใช่การข้ามลำดับ แต่เป็นกระบวนการแห่งเหตุและผล ผู้ปฏิบัติต้องประกอบเหตุด้วยการรวมใจและหยุดนิ่ง ส่วนการปรากฏของกายที่ละเอียดกว่าเป็นผลซึ่งเกิดตามความพร้อมของเหตุ

๕.๑ การผ่านกายคือการเปลี่ยนหน้าที่จากหยาบไปหาละเอียด

คำว่า “ผ่านกาย” มิได้หมายถึงการเดินทางออกจากกายหนึ่งไปยังกายหนึ่งในลักษณะเคลื่อนที่จากสถานที่หนึ่งไปสู่อีกสถานที่หนึ่ง และมิใช่การผลักกายเดิมทิ้งออกไป แต่เป็นการที่ใจหยุดนิ่งผ่านศูนย์กลางของกายที่กำลังทำหน้าที่อยู่ จนสภาวะที่หยาบกว่าคลายจากหน้าที่เด่น และกายที่ละเอียดกว่าปรากฏขึ้นทำหน้าที่แทน

ศูนย์กลางกายของทุกกายจึงตรงกัน เมื่อกายที่ละเอียดกว่าปรากฏ ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องเคลื่อนใจไปค้นหากายในตำแหน่งใหม่ หากยังคงหยุดนิ่งอยู่ ณ กลางของกลางจุดเดิม เพียงแต่รวมเข้าเป็นกายที่ละเอียดกว่าให้สนิท แล้วดำเนินต่อจากศูนย์กลางของกายนั้น

๕.๒ อาการ “รวมเข้าเป็นกาย”

การรวมเข้าเป็นกายหมายถึงการรวมเห็น จำ คิด รู้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของใจให้ทำหน้าที่จากศูนย์กลางของกายที่เข้าถึง ไม่ใช่การใช้ความคิดสมมติว่าตนเข้าไปอยู่ในรูปกายนั้น และไม่ใช่การเพ่งบังคับให้รูปลักษณะขยายใหญ่ขึ้น ผู้ปฏิบัติพึงรักษาใจให้เป็นกลาง หยุดนิ่ง และสบาย จนการรู้เห็นกับกายที่ปรากฏไม่แยกเป็นผู้ดูอยู่ข้างนอกกับวัตถุที่ถูกดูอยู่ข้างใน

๕.๓ เครื่องหมายว่าควรดำเนินต่อ

การดำเนินต่อมิได้ตัดสินจากความอยากเห็นกายถัดไป แต่พิจารณาจากความหยุดนิ่ง ความชัด ความใส และความมั่นคงของใจ เมื่อกายที่กำลังเข้าถึงยังไม่ชัดหรือใจยังส่าย ผู้ปฏิบัติไม่ควรรีบดำเนินข้ามลำดับ แต่ควรหยุดนิ่งตรงศูนย์กลางกายนั้นให้สนิทเสียก่อน เมื่อเหตุพร้อม ผลย่อมปรากฏเองตามลำดับ

๖. จากกายอรูปพรหมละเอียดสู่ธรรมกายโคตรภู ↑ สารบัญ

เมื่อใจของกายอรูปพรหมละเอียดหยุดผ่านดวงธรรมประจำกายจนถูกส่วน ย่อมเข้าถึงธรรมกายโคตรภู และเมื่อดำเนินต่อจึงเข้าถึงธรรมกายโคตรภูละเอียด การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นรอยต่อสำคัญ เพราะพ้นลำดับกายโลกิยะ ๘ กายเข้าสู่ธรรมกายขั้นต้น

๖.๑ ความเปลี่ยนแปลงจากกายโลกิยะสู่ธรรมกาย

ธรรมกายโคตรภูมีรูปลักษณะแตกต่างจากกายโลกิยะทั้ง ๘ อย่างชัดเจน กล่าวคือ ปรากฏเป็นองค์พระพุทธปฏิมาใส มีพระเกตุสัณฐานโดยรวมคล้ายดอกบัวตูม ครองจีวรใส ประทับนั่งขัดสมาธิบนองค์ฌาน และอยู่ภายในดวงธรรมกลมใสขนาดใหญ่ รูปลักษณะนี้มิใช่เครื่องทรงหรือเครื่องประดับของเทวดาและพรหม แต่เป็นลักษณะของกายธรรมตามคำอธิบายภาคปฏิบัติ

สำหรับกายโลกิยะ ดวงธรรมประจำกายมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบกับรูปกาย จึงปรากฏอยู่ภายในศูนย์กลางกาย ส่วนเมื่อถึงธรรมกาย ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายเบิกบานเต็มธาตุเต็มธรรม มีสัณฐานกลมใสโอบล้อมองค์พระและองค์ฌาน ผู้ปฏิบัติจึงแลเห็นองค์พระแก้วประทับอยู่ภายในดวงแก้วกลมใส มิใช่มีลูกแก้วเล็กอีกดวงหนึ่งติดอยู่บนพระวรกาย

ศูนย์กลางของธรรมกายยังตรงกับศูนย์กลางของกายที่ดำเนินผ่านมา กายที่ละเอียดขึ้นมิได้ย้ายไปอยู่คนละแห่ง แต่ขยายและปรากฏจากศูนย์กลางเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ภาพหน้าปกจึงจัดองค์พระขนาดใหญ่ซ้อนร่วมศูนย์กลางกับกายภายนอก แทนการเรียงกายขึ้นไปเหนือกันเป็นชั้น ๆ

เมื่อธรรมกายโคตรภูปรากฏ

  1. รวมความรู้สึกเข้าเป็นธรรมกาย มิใช่ยืนดูองค์พระจากภายนอก
  2. หยุดนิ่งตรงศูนย์กลางธรรมกาย โดยรักษาความสงบ สบาย และความเป็นกลาง
  3. ให้ใสสว่างพร้อมกันทั้งดวงธรรม องค์ธรรมกาย และองค์ฌาน
  4. ไม่ยึดติดเพียงรูปลักษณะ ความสว่าง หรือความอัศจรรย์ของสภาวะที่ปรากฏ
  5. ใช้ญาณธรรมกายเป็นฐานเจริญวิปัสสนา พิจารณาสภาวธรรมและอริยสัจต่อไป
กายที่ ๙ และกายที่ ๑๐ คือ ธรรมกายโคตรภูและธรรมกายโคตรภูละเอียด: ตั้งแต่ธรรมกายขึ้นไป รูปลักษณะหลักเป็นองค์พระพุทธปฏิมาใส ประทับบนองค์ฌานภายในดวงธรรมกลมใส ส่วนละเอียดมีความใส สว่าง และประณีตกว่า แต่การเข้าถึงธรรมกายโคตรภูยังไม่ใช่หลักรับรองพระโสดาปัตติมรรคโดยอัตโนมัติ

วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๒ แยกกายมนุษย์ กายทิพย์ และกายที่ใช้ศัพท์เดิมว่า “กายปฐมวิญญาณหยาบ” กับ “กายปฐมวิญญาณละเอียด” ไว้ในชั้นโลกิยะและชั้นสมถะ ส่วนกายธรรมได้รับการอธิบายว่าเป็นกายชั้นวิปัสสนาภูมิและโลกุตตรภูมิ ซึ่งมีอายตนะและเห็น จำ คิด รู้ละเอียด เหมาะแก่การพิจารณาสภาวธรรมละเอียด5

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงธรรมกายโคตรภูยังไม่เท่ากับการบรรลุพระโสดาปัตติมรรค ผู้ปฏิบัติยังต้องเจริญวิปัสสนา พิจารณาอริยสัจ และดำเนินจนมรรคจิตกับมรรคปัญญาประชุมเป็นมรรคญาณที่สามารถประหารสังโยชน์ตามระดับได้ จึงเข้าสู่ภูมิพระอริยบุคคล6

๗. ตารางบัญชีกาย ๑๘ ↑ สารบัญ

บัญชีกาย ๑๘ ทำหน้าที่เป็นแผนที่รวมตั้งแต่กายโลกิยะ ธรรมกายโคตรภู จนถึงธรรมกายตามชื่อภูมิพระอริยบุคคล ดังนี้7

ลำดับ ชื่อกาย ฐานะในคำอธิบาย
๑ กายมนุษย์หยาบ กายโลกิยะ
๒ กายมนุษย์ละเอียด กายโลกิยะ
๓ กายทิพย์หยาบ กายโลกิยะ
๔ กายทิพย์ละเอียด กายโลกิยะ
๕ กายรูปพรหมหยาบ กายโลกิยะ
๖ กายรูปพรหมละเอียด กายโลกิยะ
๗ กายอรูปพรหมหยาบ กายโลกิยะ
๘ กายอรูปพรหมละเอียด กายโลกิยะ
๙ ธรรมกายโคตรภูหยาบ ธรรมกายขั้นต้นและหัวต่อสู่อริยมรรค
๑๐ ธรรมกายโคตรภูละเอียด ธรรมกายขั้นต้นและหัวต่อสู่อริยมรรค
๑๑ ธรรมกายพระโสดาหยาบ กายโลกุตตระ บัญชีกายพระอริยบุคคล
๑๒ ธรรมกายพระโสดาละเอียด กายโลกุตตระ บัญชีกายพระอริยบุคคล
๑๓ ธรรมกายพระสกทาคามีหยาบ กายโลกุตตระ บัญชีกายพระอริยบุคคล
๑๔ ธรรมกายพระสกทาคามีละเอียด กายโลกุตตระ บัญชีกายพระอริยบุคคล
๑๕ ธรรมกายพระอนาคามีหยาบ กายโลกุตตระ บัญชีกายพระอริยบุคคล
๑๖ ธรรมกายพระอนาคามีละเอียด กายโลกุตตระ บัญชีกายพระอริยบุคคล
๑๗ ธรรมกายพระอรหัตหยาบ กายโลกุตตระ บัญชีกายพระอริยบุคคล
๑๘ ธรรมกายพระอรหัตละเอียด กายโลกุตตระ บัญชีกายพระอริยบุคคล

การแบ่งเป็น ๘ + ๒ + ๘ ช่วยให้เห็นโครงสร้างชัดเจน คือ กายโลกิยะ ๘ กาย ธรรมกายโคตรภู ๒ กาย และธรรมกายตามชื่อภูมิพระอริยบุคคลอีก ๘ กาย แต่ตารางนี้เป็นบัญชีศัพท์ของระบบการปฏิบัติ มิใช่เกณฑ์ตัดสินความบรรลุจากรูปลักษณะหรือชื่อกายเพียงอย่างเดียว

๗.๑ แผนภาพรวมบัญชีกาย ๑๘

ภาพรวมต่อไปนี้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยให้เห็นโครงสร้างของบัญชีกายทั้งหมดในคราวเดียว ตั้งแต่กายมนุษย์หยาบ กายโลกิยะส่วนละเอียด ธรรมกายโคตรภู จนถึงธรรมกายตามชื่อภูมิพระอริยบุคคล การจัดเป็นคู่ซ้าย–ขวามีไว้สำหรับเปรียบเทียบส่วนหยาบกับส่วนละเอียด มิได้หมายความว่ากายทั้งสองตั้งอยู่แยกกันคนละตำแหน่ง เพราะในการดำเนินภายใน ศูนย์กลางกายของทุกกายตรงกัน

๑. กายมนุษย์หยาบ     ๒. กายมนุษย์ละเอียด
๓. กายทิพย์หยาบ     ๔. กายทิพย์ละเอียด
๕. กายรูปพรหมหยาบ     ๖. กายรูปพรหมละเอียด
๗. กายอรูปพรหมหยาบ     ๘. กายอรูปพรหมละเอียด
๙. ธรรมกายโคตรภูหยาบ     ๑๐. ธรรมกายโคตรภูละเอียด
ภาพรวมบัญชีกาย ๑๘: ชุดภาพนี้สรุปแม่บทของกายโลกิยะและธรรมกาย ส่วนธรรมกายตามชื่อภูมิพระอริยบุคคลใช้รูปลักษณะหลักเดียวกัน คือ กายโลกุตตระ ตั้งแต่กายที่ ๑๑ – ๑๘

๑๑. ธรรมกายพระโสดาหยาบ
๑๒. ธรรมกายพระโสดาละเอียด
๑๓. ธรรมกายพระสกทาคามีหยาบ
๑๔. ธรรมกายพระสกทาคามีละเอียด
๑๕. ธรรมกายพระอนาคามีหยาบ
๑๖. ธรรมกายพระอนาคามีละเอียด
๑๗. ธรรมกายพระอรหัตหยาบ
๑๘. ธรรมกายพระอรหัตละเอียด

โดยขนาด ความใส และความละเอียดเพิ่มขึ้นตามลำดับภูมิธรรม ภาพใช้เพื่อแสดงลำดับและความสัมพันธ์ มิได้แสดงมาตราส่วนจริงทั้งหมด

วิธีอ่านภาพรวม ให้อ่านจากกายมนุษย์หยาบไปสู่กายมนุษย์ละเอียด แล้วดำเนินผ่านคู่กายโลกิยะตามลำดับจนถึงธรรมกายโคตรภู จากนั้นจึงเป็นบัญชีธรรมกายตามชื่อภูมิพระอริยบุคคล ทั้งนี้รูปลักษณะหรือชื่อกายในภาพมิใช่เกณฑ์ตัดสินการบรรลุ ต้องพิจารณามรรคญาณ ผลญาณ การปหานสังโยชน์ และปัจจเวกขณญาณประกอบตามระดับ
ลักษณะที่ปรากฏจริงอาจข้ามขั้นได้ สำหรับบางท่านที่เห็นดวงปฐมมรรคปรากฏแล้ว หรือกายโลกิยะกายใดกายหนึ่งปรากฏ อาจเห็นข้ามขั้นเป็นพระธรรมกายเลยก็มี ขึ้นอยู่กับการหยุดนิ่งถูกส่วน ความละเอียดของจิต และบุญบารมีที่ได้สั่งสมมา

๘. ศัพท์ต่างยุคและข้อควรระวัง ↑ สารบัญ

เอกสารระยะแรกบางแห่งใช้ศัพท์ “กายปฐมวิญญาณหยาบ” และ “กายปฐมวิญญาณละเอียด” ในลำดับก่อนเข้าถึงกายธรรม ขณะที่ระบบการสอนและบัญชีกายปัจจุบันนิยมใช้ชื่อกายรูปพรหมและกายอรูปพรหมเป็นคู่หยาบและละเอียด เมื่ออ้างเอกสารระยะแรกต้องรักษาศัพท์เดิม ไม่แก้ย้อนหลังให้เป็นศัพท์ระบบหลังโดยไม่แจ้ง

อีกประการหนึ่ง คู่ศัพท์ “หยาบ–ละเอียด” ไม่ควรถูกเทียบโดยอัตโนมัติกับคู่ “มรรค–ผล” เพราะคำชุดแรกแสดงความละเอียดของกาย ส่วนคำชุดหลังแสดงหน้าที่ของกระบวนการบรรลุ กล่าวคือ มรรคทำกิจประหารกิเลสตามระดับ และผลเกิดสืบต่อเมื่อกิจแห่งมรรคสำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อต้องกล่าวถึงบัญชีกาย อาจใช้ชื่อธรรมกายพระโสดา พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหัตตามแบบบัญชีได้ แต่เมื่ออธิบายการบรรลุ ต้องใช้ศัพท์มรรคจิต มรรคปัญญา มรรคญาณ ผลจิต และผลญาณตามหน้าที่ โดยไม่กำหนดจากคู่หยาบและละเอียดเพียงอย่างเดียว

๙. การเข้าถึงกายภายในกับอริยมรรคและอริยผล ↑ สารบัญ

การเข้าถึงกายภายในเป็นผลปฏิบัติที่สำคัญ แต่การบรรลุพระอริยบุคคลต้องสัมพันธ์กับการรู้แจ้งอริยสัจและการละสังโยชน์ มิใช่อาศัยเพียงความใส ความสว่าง ขนาด รูปลักษณะ หรือชื่อของกายที่ปรากฏ

ธรรมกายโคตรภูเป็นธรรมกายขั้นต้น เป็นฐานแห่งญาณและหัวต่อสู่อริยมรรค แต่ยังมิได้ประหารสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสอย่างเด็ดขาด จึงยังไม่ควรรับรองว่าเป็นพระโสดาบันโดยอัตโนมัติ

เมื่อเจริญอริยสัจจนมรรคจิตและมรรคปัญญาประชุมเป็นมรรคญาณ สามารถประหารสังโยชน์สามได้ จึงเข้าสู่พระโสดาปัตติมรรค แล้วผลจิตจึงปรากฏสืบต่อเป็นพระโสดาปัตติผล หลักเดียวกันดำเนินต่อไปตามลำดับของพระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์

ข้อควบคุมสำคัญ บัญชีกาย ๑๘ เป็นแผนที่แสดงลำดับกายภายใน แต่เกณฑ์ตรวจภูมิพระอริยบุคคลต้องอาศัยมรรคญาณ ผลญาณ การปหานสังโยชน์ และปัจจเวกขณญาณตามระดับร่วมกัน

๑๐. หลักปฏิบัติที่ควรรักษา ↑ สารบัญ

  1. รวมเข้าเป็นกายที่กำลังเข้าถึง ไม่ยืนดูจากภายนอก และไม่สร้างระยะห่างระหว่างผู้เห็นกับกายภายใน
  2. หยุดตรงศูนย์กลางดวงธรรมประจำกาย รักษาความสบาย ไม่เพ่ง ไม่บังคับ และไม่เร่งให้กายลำดับถัดไปปรากฏ
  3. ดำเนินกลางของกลางอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ติดอยู่กับความสว่าง รูปลักษณะ หรือความอัศจรรย์ของสภาวะที่พบ
  4. ไม่สร้างกายตามรายชื่อที่จำไว้ รายชื่อมีไว้เป็นแผนที่ ส่วนสภาวธรรมต้องปรากฏตามเหตุของการหยุดนิ่งถูกส่วน
  5. ไม่ใช้ประสบการณ์ภายในยกตนเหนือผู้อื่น ความละเอียดของกายมิใช่คุณค่าทางศีลธรรม และผลปฏิบัติต้องพิจารณาจากการลดละกิเลสด้วย
  6. เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้วต้องเจริญปัญญาต่อ จุดหมายมิใช่เพียงเห็นกาย แต่ใช้ญาณธรรมกายพิจารณาสภาวธรรม อริยสัจ และเหตุแห่งความพ้นทุกข์

บทสรุป ↑ สารบัญ

กายในกายตามหลักวิชชาธรรมกายเป็นลำดับของกายที่ละเอียดซ้อนอยู่ภายใน เริ่มจากกายมนุษย์ละเอียด ผ่านกายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหมทั้งหยาบและละเอียด รวมเป็นกายโลกิยะ ๘ กาย เมื่อพ้นกายอรูปพรหมละเอียดจึงเข้าถึงธรรมกายโคตรภูและธรรมกายโคตรภูละเอียด ซึ่งเป็นธรรมกายขั้นต้นและหัวต่อสู่การเจริญอริยมรรค

การผ่านจากกายหนึ่งไปสู่อีกกายหนึ่งอาศัยหลักเดียวกัน คือรวมเห็น จำ คิด รู้เข้าเป็นกายนั้น หยุดผ่านดวงธรรมประจำกาย และดำเนินกลางของกลางตามหลักดับหยาบไปหาละเอียด มิใช่สร้างกายตามความจำหรือข้ามลำดับด้วยความอยากเห็น

บัญชีกาย ๑๘ ทำให้เห็นภาพรวมตั้งแต่กายมนุษย์ถึงธรรมกายตามชื่อภูมิพระอริยบุคคล แต่ต้องใช้ด้วยความเข้าใจ คำว่า “หยาบ–ละเอียด” ไม่เท่ากับ “มรรค–ผล” โดยอัตโนมัติ และการเข้าถึงธรรมกายโคตรภูยังมิใช่เครื่องรับรองความเป็นพระอริยบุคคล การบรรลุต้องสัมพันธ์กับมรรคญาณ การปหานสังโยชน์ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณตามระดับ

ดังนั้น จุดหมายของการศึกษากายในกายมิใช่เพียงจดจำรายชื่อกาย หากเพื่อเข้าใจเหตุ วิธี และลำดับของการปฏิบัติ แล้วดำเนินจากสมถะสู่การรู้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริงด้วยญาณธรรมกายต่อไป

เชิงอรรถ

  1. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม ๑๐, ทีฆนิกาย มหาวรรค, “มหาสติปัฏฐานสูตร,” ข้อ ๒๗๓ และ ๓๐๐. ↩
  2. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๒, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), ๒๕๓๖), คำนำ, (๕)–(๗). ↩
  3. พระมงคลเทพมุนี, วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๒, ๒๑–๒๒. ↩
  4. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม,” ใน รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), ตอนอธิบายดวงธรรมประจำกายรูปพรหมและกายรูปพรหมละเอียด. ↩
  5. พระมงคลเทพมุนี, วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๒, ๙. ↩
  6. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐), ๒๓๕–๒๓๗. ↩
  7. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๑, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), ๒๕๓๐), หน้าเอกสารสแกน ๔; และพระมงคลเทพมุนี, วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๒, คำนำ, (๕)–(๗). ↩

บรรณานุกรม ↑ สารบัญ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม ๑๐. ทีฆนิกาย มหาวรรค.

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), ๒๕๓๐.

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), ๒๕๓๖.

พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐.