“ธรรมกาย” จากหลักฐานทางคัมภีร์สู่การปฏิบัติและการรู้เห็นสภาวธรรม

Table of Contents

“ธรรมกาย” จากหลักฐานทางคัมภีร์สู่การปฏิบัติและการรู้เห็นสภาวธรรม

จากรากฐานคัมภีร์ ประวัติศาสตร์ สู่สมาธิวิธีและหลักปฏิบัติธรรม

คำว่า “ธรรมกาย” มีรากฐานอยู่ในพระพุทธศาสนา มิใช่ศัพท์ที่เกิดขึ้นใหม่ในสมัยปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ธรรมกายในแนววิชชาธรรมกายมิได้เป็นเพียงถ้อยคำสำหรับศึกษา หากเป็นสภาวธรรมที่ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึง รู้เห็น และสัมผัสได้ตามเหตุแห่งสัมมาปฏิบัติ บทความนี้จึงเชื่อมปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธเข้าด้วยกัน โดยแยกฐานะของพระพุทธพจน์ คัมภีร์อธิบาย พระธรรมเทศนา และคำอธิบายภาคปฏิบัติอย่างโปร่งใส

หลักการของบทความ ใช้คัมภีร์แสดงความเชื่อมโยงของสภาวธรรมที่ผู้ปฏิบัติเข้าถึง โดยไม่ใช้ตัวอักษรในคัมภีร์เป็นไม้บรรทัดตัดสินผลปฏิบัติแบบตายตัว และไม่ยกผลขั้นใดให้สูงกว่าหลักฐานรองรับ

ส่วนที่ ๑ รากฐานทางคัมภีร์ของ “ธรรมกาย”

๑. ความหมายของคำว่า “ธรรมกาย”

คำบาลีว่า “ธมฺมกาย” ประกอบด้วย “ธมฺม” และ “กาย” คำว่า “ธมฺม” ใช้ได้หลายระดับตามบริบท ทั้งพระธรรมคำสอน คุณธรรม สภาวธรรม อริยธรรม และโลกุตตรธรรม ส่วนคำว่า “กาย” นอกจากหมายถึงร่างกาย ยังหมายถึงกอง หมู่ หรือที่ประชุมแห่งองค์ประกอบ เมื่อประกอบกันจึงมีความหมายโดยรูปศัพท์ว่า กายแห่งธรรม กายที่สำเร็จด้วยธรรม หรือที่ประชุมแห่งธรรม ในบริบทวิชชาธรรมกาย คำว่า “กาย” ยังใช้ถึงกายภายในที่ละเอียดเป็นลำดับ และธรรมกายซึ่งเป็นฐานแห่งการรู้เห็น

๒. อัคคัญญสูตร: ธรรมกายเป็นพระนามของพระตถาคต

อัคคัญญสูตรกล่าวว่า “ธมฺมกาโย” เป็นพระนามหนึ่งของพระตถาคต ร่วมกับ “พรหมกาย” “ธรรมภูต” และ “พรหมภูต” บริบทของพระสูตรชี้ว่า ความประเสริฐมิได้อยู่ที่ชาติกำเนิดหรือวรรณะ แต่อยู่ที่ธรรม ความประพฤติ และความหลุดพ้น1

ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิ

๓. วักกลิสูตรและโลกุตตรธรรม

วักกลิสูตรวางหลักว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระตถาคต แล้วนำเข้าสู่การพิจารณาขันธ์ห้าตามความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่ควรยึดถือ อรรถกถาสารัตถัปปกาสินีอธิบายว่า โลกุตตรธรรม ๙ คือมรรค ๔ ผล ๔ และพระนิพพาน ๑ ชื่อว่าเป็นกายของพระตถาคต หลักฐานนี้เชื่อมธรรมกายกับการบรรลุธรรม มิใช่เพียงรูปกายภายนอก2

๔. ธรรมกายในอปทาน

ปัจเจกพุทธาปทานพรรณนาพระปัจเจกพุทธเจ้าว่าเป็นผู้มีธรรมอันยิ่งใหญ่และมีธรรมกายมาก ส่วนมหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทานวางรูปกายและธรรมกายไว้เคียงกัน โดยกล่าวถึงการเลี้ยงพระรูปกายของพระพุทธองค์และการที่พระพุทธองค์ยังธรรมกายของพระเถรีให้เจริญ หลักฐานแต่ละแห่งมีบริบทเฉพาะ จึงต้องไม่รวบเป็นความหมายเดียวโดยละเลยบริบท3

๕. จากพระพุทธพจน์สู่การปฏิบัติ

หลักฐานทางคัมภีร์แสดงความสัมพันธ์ของธรรมกายกับพระตถาคต ธรรม การตรัสรู้ โลกุตตรธรรม และผลแห่งการบำเพ็ญ เมื่อพิจารณาร่วมกับภาคปฏิบัติ วิชชาธรรมกายจึงเป็นวิธีดำเนินใจเข้าไปถึงฐานแห่งการรู้เห็น แล้วใช้ญาณพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อริยสัจ และปฏิจจสมุปบาทตามความเป็นจริง

ส่วนที่ ๒ การปฏิบัติเข้าถึง การถ่ายทอด และการสืบทอด

๑. การเข้าถึงและการถ่ายทอด

พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ศึกษาทั้งพระปริยัติและการปฏิบัติจากครูอาจารย์หลายแห่ง แล้วลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังจนเข้าถึงธรรม การเข้าถึงนี้ได้รับการอธิบายในสายสืบทอดว่าเป็นการค้นพบแนวทางของพระพุทธเจ้ากลับคืนมา มิใช่การคิดค้นลัทธิหรือทฤษฎีใหม่4

ภายหลังการเข้าถึง พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ไปสอนที่วัดบางปลาเป็นเวลาราว ๔ เดือน จนมีผู้ปฏิบัติเข้าถึงตาม ได้แก่ พระภิกษุ ๓ รูป และคฤหัสถ์ ๔ คน5

๒. โรงงานทำวิชชา: หลักฐานของการจัดระบบ

“โรงงานทำวิชชา” เป็นชื่อเรียกสถานที่สำหรับศึกษา ปฏิบัติ และสืบทอดวิชชาธรรมกายภายใต้การกำกับของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ความสำคัญของสถานที่แห่งนี้มิได้อยู่ที่ตัวอาคารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การจัดการศึกษา การปฏิบัติ การตรวจผล และการถ่ายทอดความรู้ภายในชุมชนผู้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นหลักฐานหนึ่งของการสืบทอดวิชชาธรรมกายอย่างเป็นระบบ6

ส่วนที่ ๓ หลักปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาตามแนววิชชาธรรมกาย

๑. การนำใจกลับสู่ศูนย์กลางกาย

การปฏิบัติเริ่มจากการรวบเห็น จำ คิด และรู้ ให้กลับมารวมอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือระดับสะดือสองนิ้วมือ ผู้ปฏิบัติใช้บริกรรมนิมิต เช่น ดวงแก้วกลมใส และบริกรรมภาวนา “สัมมา อะระหัง” เป็นอุบายประคองใจ มิใช่บังคับให้เกิดภาพ คำว่า “หยุด” หมายถึงเห็น จำ คิด รู้ รวมหยุดเป็นจุดเดียวอย่างผ่อนคลายและมีสติ7

๒. จากดวงปฐมมรรคสู่กาย ๑๘

เมื่อเห็น จำ คิด และรู้ รวมหยุดเป็นจุดเดียว ณ ศูนย์กลางกายถูกส่วน พระธรรมเทศนาเรียกสภาวะนี้ว่า “ตกศูนย์ คือ ใจหยุด” ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายหรือดวงปฐมมรรคจึงปรากฏขึ้น ในคำอธิบายภาคปฏิบัติ ภายในดวงปฐมมรรคมีศูนย์ ๕ ตำแหน่งและธาตุละเอียด ๖ ประการประชุมพร้อม8

จากนั้นดำเนินผ่านดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะของแต่ละกาย เมื่อหยุดกลางดวงสุดท้ายถูกส่วน กายที่ละเอียดกว่าจึงปรากฏ กระบวนการนี้เรียกว่า “ดับหยาบไปหาละเอียด”9

ลำดับ ชื่อกาย ฐานะในคำอธิบาย
๑–๒ กายมนุษย์หยาบ / ละเอียด โลกิยะ
๓–๔ กายทิพย์หยาบ / ละเอียด โลกิยะ
๕–๖ กายรูปพรหมหยาบ / ละเอียด โลกิยะ
๗–๘ กายอรูปพรหมหยาบ / ละเอียด โลกิยะ
๙–๑๐ ธรรมกายโคตรภูหยาบ / ละเอียด หัวต่อก่อนอริยมรรค
๑๑–๑๒ ธรรมกายพระโสดาหยาบ / ละเอียด บัญชีกายพระอริยบุคคล
๑๓–๑๔ ธรรมกายพระสกทาคามีหยาบ / ละเอียด บัญชีกายพระอริยบุคคล
๑๕–๑๖ ธรรมกายพระอนาคามีหยาบ / ละเอียด บัญชีกายพระอริยบุคคล
๑๗–๑๘ ธรรมกายพระอรหัตหยาบ / ละเอียด บัญชีกายพระอริยบุคคล

ข้อควรเข้าใจ ชื่อกายในบัญชีกาย ๑๘ เป็นศัพท์สำหรับแสดงลำดับกายภายในตามระบบการปฏิบัติ มิใช่เครื่องรับรองโดยลำพังว่าผู้เข้าถึงกายนั้นได้บรรลุอริยมรรคหรืออริยผลแล้ว การบรรลุต้องสัมพันธ์กับมรรคญาณ การปหานสังโยชน์ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณตามระดับ

๓. ธรรมกายโคตรภู: หัวต่อระหว่างปุถุชนกับพระอริยบุคคล

เมื่อผู้ปฏิบัติดำเนินใจผ่านกายฝ่ายโลกิยะจนเข้าถึงธรรมกายขั้นต้น ตามถ้อยคำในพระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ เรียกว่าเข้าถึง “ธรรมกายโคตรภู” ผู้เข้าถึงในระดับนี้เรียกว่า “โคตรภูบุคคล” หรือ “สาวกชั้นโคตรภู”

“เป็นอริยสาวกก็ไม่ใช่ เป็นปุถุชนก็ไม่เชิง”

โคตรภูบุคคลอยู่ ณ หัวต่อที่จะข้ามจากโคตรปุถุชนเข้าสู่ภูมิพระอริยะ แต่ตราบใดที่ยังมิได้เจริญอริยสัจจนมรรคญาณประหารสังโยชน์ ย่อมยังมิใช่พระอริยบุคคลและยังกลับสู่ภูมิปุถุชนได้ ความหมายนี้มีแกนร่วมกับคำอธิบายทางคัมภีร์ที่ใช้ “โคตรภูญาณ” หมายถึงญาณครอบโคตร หรือญาณตรงหัวต่อก่อนถึงอริยมรรค

การเข้าถึงธรรมกายโคตรภูเป็นผลปฏิบัติที่สำคัญ มิใช่เพียงภาพที่ผู้ปฏิบัติกำหนดขึ้น แต่ก็ไม่ควรใช้รับรองความเป็นพระโสดาบันโดยลำพัง ขณะจิตหยุดอยู่ในความละเอียด กิเลสย่อมสงบตามกำลังสมาธิ ทว่าแตกต่างจากการประหารกิเลสเด็ดขาดด้วยมรรคญาณ โคตรภูบุคคลจึงยังมิได้ประหารสังโยชน์สาม ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสอย่างเด็ดขาด10

ข้อสรุปสำคัญ ธรรมกายโคตรภูเป็นธรรมกายขั้นต้น เป็นฐานแห่งญาณ และเป็นหัวต่อสู่อริยมรรค แต่ยังมิใช่พระอริยบุคคลโดยอัตโนมัติ

๔. ฐานะการใช้คำว่า “โคตรภู” ในบริบทต่าง ๆ

  • ฐานะของบุคคล: โคตรภูบุคคลหรือสาวกชั้นโคตรภู คือผู้เข้าถึงธรรมกายแต่ยังมิได้บรรลุมรรคผล
  • ฐานะของจิตและญาณ: โคตรภูจิตและโคตรภูญาณ ใช้อธิบายจิตและญาณตรงหัวต่อก่อนอริยมรรค
  • ฐานะของกายภายใน: ธรรมกายโคตรภูเป็นธรรมกายขั้นต้น ซึ่งเป็นฐานแห่งญาณและเครื่องดำเนินสมาบัติ
  • ฐานะทักขิไณยบุคคล: พระธรรมเทศนาบางกัณฑ์จัดโคตรภูบุคคลผู้มีธรรมกายเป็นทักขิไณยบุคคลจำพวกหนึ่ง แต่ไม่ทำให้เป็นพระอริยบุคคลก่อนเกิดมรรคญาณ
  • คำว่า “บวชข้างใน”: ใช้แสดงคุณค่าของการเข้าถึงธรรมกายโคตรภู มิได้แทนการบรรพชาหรืออุปสมบทตามพระวินัย

๕. จากธรรมกายโคตรภูสู่วิปัสสนาปัญญาและมรรคผล

เมื่อเข้าถึงธรรมกายโคตรภู ผู้ปฏิบัติอาศัยตาธรรมกายและญาณธรรมกายพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ให้เห็นสังขารธรรมตามอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา พร้อมพิจารณาอริยสัจ ๔ ด้วยสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ

เมื่อการพิจารณาถูกส่วน มรรคจิตและมรรคปัญญาประชุมเป็นมรรคญาณ สามารถประหารสังโยชน์ตามระดับ แล้วผลญาณจึงปรากฏสืบต่อ ในพระโสดาปัตติมรรค มรรคญาณประหารสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส เมื่อกิจแห่งมรรคสำเร็จ ผลญาณย่อมปรากฏเป็นพระโสดาปัตติผล กระบวนการนี้ดำเนินต่อไปตามลำดับภูมิธรรม11

เมื่อกล่าวถึงบัญชีกาย ๑๘ ใช้ชื่อธรรมกายพระโสดา พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหัตได้ตามระบบการสอน แต่เมื่อกล่าวถึงหน้าที่ในกระบวนการบรรลุ ต้องใช้ศัพท์มรรคจิต มรรคปัญญา มรรคญาณ และผลญาณตามหน้าที่ ไม่กำหนดเองว่าคู่หยาบ–ละเอียดเท่ากับคู่มรรค–ผลโดยอัตโนมัติ

อ่านต่อ: รายละเอียดของกระบวนการพิจารณาอริยสัจ มรรคญาณ ผลญาณ การเข้าถึงอายตนะนิพพาน และพระนิพพานธาตุ อธิบายไว้โดยพิสดารในบทความ “วิชชาธรรมกาย: จากรากฐานทางคัมภีร์สู่การปฏิบัติและการรู้เห็นสภาวธรรม”

ส่วนที่ ๔ ข้อพิจารณาเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

๑. ธรรมกายไม่ใช่เพียงบริกรรมนิมิต

ต้องแยกระหว่างบริกรรมนิมิตที่ใช้ประคองใจ นิมิตที่ละเอียดขึ้นตามกำลังสมาธิ และสภาวธรรมที่ปรากฏเมื่อเหตุพร้อม การเข้าถึงธรรมกายได้รับการอธิบายในระบบปฏิบัติว่าเกิดจากการหยุดนิ่งและการกลั่นใจตามลำดับ จึงไม่ควรเหมารวมทุกระดับว่าเป็นภาพที่คิดสร้างขึ้น

๒. การเข้าถึงกายภายในกับการบรรลุพระอริยบุคคล

การเข้าถึงกายภายในหรือธรรมกายโคตรภูเป็นขั้นสำคัญ แต่ยังมิใช่การรับรองภูมิพระอริยบุคคล การบรรลุต้องสัมพันธ์กับมรรคญาณ ผลญาณ การประหารสังโยชน์ และความเปลี่ยนแปลงด้านกิเลสตามระดับ การวินิจฉัยจึงไม่อาศัยรูปลักษณะภายใน ชื่อกาย ความสว่าง หรือประสบการณ์พิเศษเพียงอย่างเดียว

๓. สมถะและวิปัสสนาเกื้อหนุนกัน

วิชชาธรรมกายใช้สมถะเป็นฐานให้จิตสงบ ตั้งมั่น และละเอียด แล้วดำเนินต่อสู่การพิจารณาสติปัฏฐาน พระไตรลักษณ์ อริยสัจ และปฏิจจสมุปบาทด้วยญาณธรรมกาย จุดหมายจึงมิใช่ติดอยู่ที่ความสงบหรือการรู้เห็นภายใน แต่คือการเจริญปัญญา ละกิเลส และทำพระนิพพานให้แจ้ง

บทสรุป

ธรรมกายมีรากฐานทางคำและทางความหมายในพระไตรปิฎก อรรถกถา และคัมภีร์ ขณะเดียวกัน แนววิชชาธรรมกายอธิบายธรรมกายในฐานะสภาวธรรมที่เข้าถึงได้ด้วยการปฏิบัติ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ปฏิบัติเข้าถึงและค้นพบแนวทางกลับมา แล้วถ่ายทอดและจัดระบบการศึกษาให้สืบต่อ

สาระสำคัญของลำดับการปฏิบัติคือ ใจหยุดนิ่งถูกส่วน เข้าถึงดวงธรรมและกายภายใน เข้าถึงธรรมกายโคตรภู ใช้ญาณธรรมกายพิจารณาสภาวธรรมและอริยสัจ เมื่อมรรคจิตและมรรคปัญญาประชุมเป็นมรรคญาณและประหารสังโยชน์ ผลญาณจึงปรากฏตามลำดับ การอธิบายเช่นนี้รักษาทั้งคุณค่าของธรรมกายโคตรภูและความแตกต่างระหว่างโคตรภูกับพระอริยบุคคลอย่างชัดเจน

ศึกษาต่อ: รายละเอียดเรื่องมรรคผล อายตนะนิพพาน และพระนิพพานธาตุ โปรดอ่านบทความ “วิชชาธรรมกาย: จากรากฐานทางคัมภีร์สู่การปฏิบัติและการรู้เห็นสภาวธรรม”


เชิงอรรถ

  1. พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ, เล่ม 11, ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, “อัคคัญญสูตร,” ข้อ 55, หน้า 91–92. ↩
  2. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม 17, สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค, “วักกลิสูตร,” ข้อ 216, หน้า 116–117; พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เล่ม 17, สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค, “วักกลิสูตร,” ข้อ 87, หน้า 159; สังยุตตนิกายอรรถกถา สารัตถัปปกาสินี, ขันธวารวรรค, วักกลิสูตรวรรณนา, ตอนอธิบายข้อความ “นววิโธ หิ โลกุตฺตโร ธมฺโม ตถาคตสฺส กาโย นาม.” ↩
  3. พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ, เล่ม 32, ขุททกนิกาย อปทาน, “ปัจเจกพุทธาปทาน,” ข้อ 2, หน้า 20; พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม 33, ขุททกนิกาย อปทาน, “มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน,” ข้อ 157, หน้า 209–210. ↩
  4. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), ส่วน “อัตชีวประวัติพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร),” ใน รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, 2555), ตอนว่าด้วยการตั้งสัจจาธิษฐานและการเข้าถึงธรรม ณ วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง. ↩
  5. พระมงคลเทพมุนี, “อัตชีวประวัติพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร),” ใน รวมพระธรรมเทศนา, ตอนการไปสอนที่วัดบางปลา: “มีพระทำเป็น 3 รูป คฤหัสถ์ 4 คน.” ↩
  6. ตรีธา เนียมขำ, ผู้เล่า, และทัศนีย์ ไตรยคุณ, ผู้เขียน, ตรีธาเล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ, พิมพ์ครั้งที่ 7 (กรุงเทพฯ: หลาก อรุณการพิมพ์, 2555), 121–122, 127. ↩
  7. พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540), 234–235; พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), 2530), คติ “ไม่หยุด ไม่ถึงพระ ตัวหยุดนี่แหละ เป็นตัวสำเร็จ,” ก่อนคำนำในการพิมพ์ครั้งที่ 3. ↩
  8. พระมงคลเทพมุนี, วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1, ตอนว่าด้วยดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายและธาตุละเอียด; พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, 430–432. ↩
  9. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), ทางมรรคผล พร้อมด้วยวิธีบูชาพระก่อนนั่งภาวนา (กรุงเทพฯ: วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ, 2499), 11–12; พระมงคลเทพมุนี, วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1, ตอนบัญชีกายภายใน. ↩
  10. พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), กัณฑ์ที่ 19 และกัณฑ์ที่ 48, ใน รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), คำอธิบายธรรมกายโคตรภูในฐานะหัวต่อก่อนอริยมรรค. ↩
  11. พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, 235–237. ↩

บรรณานุกรม

พระไตรปิฎกและคัมภีร์

  • พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ. เล่ม 11. ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค.
  • พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ. เล่ม 32. ขุททกนิกาย อปทาน.
  • พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม 17. สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค.
  • พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม 33. ขุททกนิกาย อปทาน.
  • พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. เล่ม 17. สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค.
  • สารัตถัปปกาสินี สังยุตตนิกายอรรถกถา. ขันธวารวรรค วักกลิสูตรวรรณนา.

หนังสือ

  • ตรีธา เนียมขำ, ผู้เล่า, และทัศนีย์ ไตรยคุณ, ผู้เขียน. ตรีธาเล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: หลาก อรุณการพิมพ์, 2555.
  • พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, 2540.
  • พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). ทางมรรคผล พร้อมด้วยวิธีบูชาพระก่อนนั่งภาวนา. กรุงเทพฯ: วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ, 2499.
  • พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค 1. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), 2530.
  • พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, 2555.

บทความออนไลน์ประกอบ

  • โครงการพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์. “อัคคัญญสูตร: พระไตรปิฎกเล่มที่ 11.” สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2569. อ่านอัคคัญญสูตรออนไลน์.
  • โครงการพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์. “วักกลิสูตร: พระไตรปิฎกเล่มที่ 17.” สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2569. อ่านวักกลิสูตรออนไลน์.
  • ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี และธณิกานต์ วรธรรมานนท์. “การวิเคราะห์อัคคัญญสูตร.” ดำรงวิชาการ 16, ฉบับที่ 2 (2560). อ่านบทความออนไลน์.
  • พระธนวัฒน์ นิลประกอบกุล และวิโรจน์ คุ้มครอง. “การบรรลุธรรมของพระวักกลิในวักกลิสูตร.” วารสารสหวิทยาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 5, ฉบับที่ 2 (2565): 566–574. อ่านข้อมูลบทความออนไลน์.

หมวดนี้เป็นบทความและฉบับออนไลน์สำหรับอ่านประกอบ มิได้ใช้แทนพิกัดพระไตรปิฎกและหนังสือฉบับพิมพ์ที่ลงไว้ในเชิงอรรถหลัก