ธาตุ ๖: จากหลักพระไตรปิฎกสู่คำอธิบายภาคปฏิบัติวิชชาธรรมกาย
บทนำ↑ สารบัญ
ธาตุ ๖ เป็นหมวดธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ และวิญญาณธาตุ การศึกษาเรื่องนี้มิได้มีจุดหมายเพียงให้จดจำรายชื่อธาตุ แต่เพื่อพิจารณากายและการรับรู้ตามความเป็นจริง เห็นความเป็นธรรมชาติที่อาศัยเหตุปัจจัย และคลายความยึดถือว่าเป็นของเรา เป็นเรา หรือเป็นอัตตาของเรา
บทความนี้แยกหลักฐานออกเป็นสองระดับอย่างโปร่งใส ระดับแรกคือหลักพระไตรปิฎกซึ่งอธิบายรายชื่อ ลักษณะ และการพิจารณาธาตุ ๖ ระดับที่สองคือคำอธิบายภาคปฏิบัติวิชชาธรรมกายซึ่งเชื่อมธาตุทั้งหกกับโครงสร้างภายใน ศูนย์ ๕ ศูนย์ และการทำงานของเห็น จำ คิด รู้ การเชื่อมโยงดังกล่าวมิได้หมายความว่าพระไตรปิฎกกล่าวถึงรายละเอียดเฉพาะของวิชชาธรรมกายโดยตรง
๑. ธาตุ ๖ ในพระไตรปิฎก↑ สารบัญ
ในธาตุวิภังคสูตร พระพุทธองค์ทรงจำแนกธาตุ ๖ ได้แก่ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ และวิญญาณธาตุ โดยทรงแสดงธาตุฝ่ายรูปทั้งภายในและภายนอก แล้วให้พิจารณาตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา และไม่ใช่อัตตาของเรา เพื่อความเบื่อหน่ายและคลายกำหนัด1
วิภังคปกรณ์จำแนกธาตุ ๖ ตามลำดับเดียวกัน พร้อมแจกแจงลักษณะของธาตุแต่ละประการ และอธิบายวิญญาณธาตุเป็นวิญญาณที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ2
หลักฐานดังกล่าวยืนยันได้ว่า ธาตุ ๖ เป็นหมวดธรรมในพระพุทธศาสนา แต่พระไตรปิฎกส่วนนี้มิได้กล่าวถึงตำแหน่งศูนย์หน้า ขวา หลัง ซ้าย และศูนย์กลางภายในดวงปฐมมรรค การเชื่อมธาตุ ๖ กับศูนย์ ๕ ศูนย์จึงต้องนำเสนอในฐานะคำอธิบายภาคปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย
๒. ความหมายของคำว่า “ธาตุ”↑ สารบัญ
คำว่า “ธาตุ” ในที่นี้หมายถึงธรรมชาติซึ่งมีลักษณะและหน้าที่เฉพาะ มิได้หมายถึงธาตุเคมี หรือวัตถุพื้นฐานตามความหมายของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และมิได้หมายความว่ามีบุคคลหรือเจ้าของผู้ควบคุมธาตุนั้นอยู่ภายใน
เมื่อเหตุปัจจัยประชุมกัน ธาตุย่อมแสดงลักษณะของตน เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลง ลักษณะที่ปรากฏก็เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ การพิจารณากายโดยความเป็นธาตุจึงช่วยถอนความสำคัญมั่นหมายว่า กายทั้งหมดเป็นเรา หรืออยู่ใต้อำนาจของเราอย่างแท้จริง
๓. ปฐวีธาตุ: ธรรมชาติฝ่ายแข็งและรองรับ↑ สารบัญ
ปฐวีธาตุหรือธาตุดิน หมายถึงธรรมชาติฝ่ายแข็ง กระด้าง หรือมีลักษณะรองรับ มิได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นดิน ก้อนดิน หรือแผ่นดินที่เห็นภายนอกเท่านั้น
ธาตุวิภังคสูตรยกส่วนประกอบภายในที่มีลักษณะแข็ง เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และอวัยวะภายในอีกหลายประการเป็นตัวอย่างของปฐวีธาตุภายใน ส่วนธรรมชาติฝ่ายแข็งภายนอกก็จัดเป็นปฐวีธาตุเช่นเดียวกัน
ในโครงสร้างศูนย์ ๕ ศูนย์ตามคำอธิบายวิชชาธรรมกาย ปฐวีธาตุสัมพันธ์กับศูนย์ขวา โดยศูนย์ขวาเป็นตำแหน่ง ส่วนปฐวีธาตุเป็นธรรมชาติที่สัมพันธ์กับตำแหน่งนั้น
๔. อาโปธาตุ: ธรรมชาติฝ่ายเอิบอาบและเกาะกุม↑ สารบัญ
อาโปธาตุหรือธาตุน้ำ หมายถึงธรรมชาติฝ่ายเอิบอาบ ซึมซาบ เหนียว หรือเกาะกุมส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน มิได้หมายถึงน้ำเหลวที่มองเห็นได้เท่านั้น
ธาตุวิภังคสูตรยกของเหลวภายในกาย เช่น ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ และมูตร เป็นตัวอย่างของอาโปธาตุภายใน ส่วนวิภังคปกรณ์ขยายลักษณะของอาโปธาตุว่าเป็นความเอิบอาบ ความเหนียว และธรรมชาติที่เกาะกุมรูป
ในศูนย์ ๕ ศูนย์ อาโปธาตุสัมพันธ์กับศูนย์หน้า ตำแหน่งนี้เป็นคำอธิบายเฉพาะในแนววิชชาธรรมกาย มิใช่ตำแหน่งที่ธาตุวิภังคสูตรกำหนดไว้โดยตรง
๕. เตโชธาตุ: ธรรมชาติฝ่ายร้อน เย็น และทำให้เปลี่ยนแปลง↑ สารบัญ
เตโชธาตุหรือธาตุไฟ หมายถึงธรรมชาติฝ่ายอุณหภูมิ ได้แก่ ความร้อน ความอุ่น ตลอดจนสภาพที่สัมพันธ์กับการทำให้ร่างกายอบอุ่น ทรุดโทรม เร่าร้อน และย่อยสิ่งที่บริโภคเข้าไป
คำว่า “ธาตุไฟ” จึงไม่จำเป็นต้องมีเปลวไฟปรากฏ ธรรมชาติฝ่ายอุณหภูมิและการเปลี่ยนแปลงที่อาศัยความร้อนก็จัดเข้าในเตโชธาตุได้
ในคำอธิบายศูนย์ ๕ ศูนย์ เตโชธาตุสัมพันธ์กับศูนย์หลัง ศูนย์หลังเป็นตำแหน่งภายในโครงสร้าง ส่วนเตโชธาตุเป็นธรรมชาติฝ่ายอุณหภูมิที่สัมพันธ์กับศูนย์นั้น
๖. วาโยธาตุ: ธรรมชาติฝ่ายเคลื่อนไหวและค้ำจุน↑ สารบัญ
วาโยธาตุหรือธาตุลม หมายถึงธรรมชาติฝ่ายเคลื่อนไหว พัดไปมา เคร่งตึง หรือค้ำจุนรูป พระไตรปิฎกยกตัวอย่างลมที่เคลื่อนขึ้นเบื้องบน ลมที่เคลื่อนลงเบื้องล่าง ลมในท้อง ลมในไส้ ลมที่แล่นไปตามอวัยวะ ตลอดจนลมหายใจเข้าและลมหายใจออก
วาโยธาตุจึงไม่ใช่เพียงอากาศภายนอกที่พัดผ่านร่างกาย แต่หมายรวมถึงลักษณะความเคลื่อนไหวและความเคร่งตึงที่ปรากฏภายในกายด้วย
ในคำอธิบายศูนย์ ๕ ศูนย์ วาโยธาตุสัมพันธ์กับศูนย์ซ้าย การกล่าวเช่นนี้เป็นการระบุตำแหน่งของธาตุลมในโครงสร้างละเอียดตามคำอธิบายภาคปฏิบัติ
๗. อากาสธาตุ: ช่องว่างและส่วนที่ไม่ถูกธาตุฝ่ายรูปอื่นกีดขวาง↑ สารบัญ
อากาสธาตุหมายถึงอากาศ ความว่าง หรือช่องว่าง วิภังคปกรณ์ยกช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก และช่องทางภายในกายเป็นตัวอย่างของอากาสธาตุภายใน ส่วนอากาสธาตุภายนอกหมายถึงช่องว่างที่มหาภูตรูป ๔ ไม่ถูกต้อง
ความว่างในความหมายนี้มิใช่คำประกาศว่าไม่มีสภาวธรรมใดเลย แต่เป็นลักษณะของช่องหรือส่วนที่เปิดให้สิ่งต่าง ๆ ตั้งอยู่ แยกออก หรือดำเนินผ่านได้
ตามคำอธิบายศูนย์ ๕ ศูนย์ อากาสธาตุสัมพันธ์กับศูนย์กลาง และภายในกลางของอากาสธาตุมีวิญญาณธาตุ อย่างไรก็ดี ไม่ควรสรุปว่าอากาสธาตุในพระไตรปิฎกกับศูนย์กลางในดวงปฐมมรรคเป็นสิ่งเดียวกันโดยสมบูรณ์
๘. วิญญาณธาตุ: ธรรมชาติฝ่ายรับรู้อารมณ์↑ สารบัญ
วิญญาณธาตุเป็นธาตุฝ่ายรู้ ในวิภังคปกรณ์ วิญญาณธาตุจำแนกเป็นจักขุวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายวิญญาณธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ คือการรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
การเรียกวิญญาณว่าเป็น “ธาตุฝ่ายรู้” มิได้หมายถึงมีตัวตนถาวรผู้รู้อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ พระสูตรยังให้พิจารณาธาตุทั้งหลายตามความเป็นจริง มิให้ยึดถือว่าเป็นของเรา เป็นเรา หรือเป็นอัตตาของเรา
ในคำอธิบายศูนย์ ๕ ศูนย์ วิญญาณธาตุอยู่ภายในกลางของอากาสธาตุ มิได้แยกออกเป็นศูนย์รอบนอกที่หก ด้วยเหตุนี้ โครงสร้างจึงมีศูนย์ห้าแห่ง แต่สัมพันธ์กับธาตุหกประการ
๙. ธาตุฝ่ายรูป ๕ และธาตุฝ่ายรู้ ๑↑ สารบัญ
เมื่อมองในภาพรวม ธาตุ ๖ ชุดนี้ประกอบด้วยธาตุฝ่ายรูปห้าประการ ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศ กับวิญญาณธาตุซึ่งเป็นธาตุฝ่ายรับรู้
การจำแนกเช่นนี้ช่วยให้เห็นว่า ชีวิตมิได้มีเฉพาะรูปกาย และก็มิได้มีเฉพาะการรับรู้ รูปกับนามอาศัยกันทำงานตามเหตุปัจจัย แต่ไม่ควรสรุปว่าธาตุฝ่ายรู้เป็นผู้ครอบครองธาตุฝ่ายรูป หรือเป็นตัวตนถาวรซึ่งควบคุมกาย
๑๐. ธาตุ ๖ มิใช่ขันธ์ ๕↑ สารบัญ
ธาตุ ๖ และขันธ์ ๕ เป็นคนละหมวดธรรม แม้จะใช้พิจารณากายและใจร่วมกันได้ ธาตุ ๖ ใช้จำแนกธรรมชาติฝ่ายรูปและฝ่ายรับรู้ ส่วนขันธ์ ๕ ใช้จำแนกกระบวนการที่ถูกยึดถือเป็นกายและใจ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
จึงไม่ควรจัดความสัมพันธ์แบบตรงตัวว่าธาตุดินเท่ากับรูปขันธ์ ธาตุน้ำเท่ากับเวทนาขันธ์ ธาตุไฟเท่ากับสัญญาขันธ์ ธาตุลมเท่ากับสังขารขันธ์ และวิญญาณธาตุเท่ากับวิญญาณขันธ์ในทุกบริบท
๑๑. จากวิญญาณธาตุสู่คำอธิบายเรื่อง “ใจ”↑ สารบัญ
รอยต่อจากธาตุ ๖ ไปสู่เห็น จำ คิด รู้ อยู่ที่การศึกษาธรรมชาติฝ่ายนาม โดยเฉพาะวิญญาณธาตุ แต่ไม่ควรสรุปว่าเห็น จำ คิด รู้ทั้งหมดเป็นเพียงรูปย่อยของวิญญาณธาตุ เพราะคำอธิบายวิชชาธรรมกายจำแนกหน้าที่ทั้งสี่ไว้ต่างกัน
ทางมรรคผลนิพพาน บทที่ ๑๐ อธิบายว่า “ใจ” ประกอบด้วยธรรมชาติสี่อย่างซึ่งทำหน้าที่ต่างกัน ได้แก่ ธรรมชาติที่เสวยอารมณ์ ธรรมชาติที่จดจำหรือรวบรวมอารมณ์ ธรรมชาติที่คิด และธรรมชาติที่รู้หรือรับรู้อารมณ์ พร้อมเชื่อมหน้าที่เหล่านี้กับเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณตามลำดับ
หลักฐานในพระอภิธรรมช่วยแสดงฐานอธิบายของความจำ ความคิด จิต และวิญญาณ แต่ยังไม่พอให้สรุปว่า พระไตรปิฎกใช้บัญชีคำว่า “เห็น จำ คิด รู้” ในความหมายและโครงสร้างเดียวกับวิชชาธรรมกาย รูปคำชุดนี้จึงต้องวางไว้ในฐานะภาษาภาคปฏิบัติ
๑๒. เห็น จำ คิด รู้กับนามขันธ์ ๔↑ สารบัญ
ตามกรอบคำอธิบายในทางมรรคผลนิพพาน บทที่ ๑๐ เห็นสัมพันธ์กับการเสวยหรือประสบอารมณ์ซึ่งเชื่อมกับเวทนา จำสัมพันธ์กับการกำหนดหมายและจดจำซึ่งเชื่อมกับสัญญา คิดสัมพันธ์กับการปรุงแต่งหรือดำริซึ่งเชื่อมกับสังขาร และรู้สัมพันธ์กับการรับรู้อารมณ์ซึ่งเชื่อมกับวิญญาณ
ความสัมพันธ์นี้ควรเรียบเรียงด้วยคำว่า “สัมพันธ์กับ” หรือ “อธิบายเทียบกับ” ไม่ควรใช้คำว่า “เท่ากับ” อย่างสิ้นเชิง เพราะบัญชีเห็น จำ คิด รู้เป็นคำอธิบายเชิงหน้าที่ของใจตามแนววิชชาธรรมกาย ส่วนนามขันธ์ ๔ เป็นหมวดจำแนกธรรมตามหลักขันธ์
๑๓. การทำงานร่วมกันของเห็น จำ คิด รู้↑ สารบัญ
เห็น จำ คิด และรู้มิได้ทำงานเป็นกระบวนการสี่ส่วนที่แยกขาดจากกัน เมื่อมีอารมณ์เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ ย่อมมีทั้งการรับรู้ การเสวยอารมณ์ การกำหนดจำ และการปรุงแต่งสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
คำอธิบายวิชชาธรรมกายเรียกธรรมชาติทั้งสี่ซึ่งทำงานร่วมกันนี้ว่า “ใจ” การอบรมใจจึงไม่ใช่การเลือกหยุดเพียงความคิด แต่เป็นการรวบธรรมชาติทั้งสี่ให้กลับมาประชุมอยู่ในอารมณ์เดียวกัน
๑๔. จากการรับอารมณ์สู่ความฟุ้งซ่าน↑ สารบัญ
เมื่ออารมณ์เข้ามาทางอายตนะ ใจย่อมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยการรับรู้ จำหมาย เสวยอารมณ์ และปรุงแต่ง หากขาดสติ ความจำและความคิดย่อมสืบต่ออารมณ์นั้นออกไป เกิดความชอบ ความชัง ความกังวล หรือความยึดมั่นตามเหตุปัจจัย
ธาตุวิภังคสูตรกล่าวถึงการหน่วงนึกอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส โทมนัส และอุเบกขา ภายหลังเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสิ่งสัมผัส และรู้ธรรมารมณ์ การอบรมใจจึงมิใช่ตัดการรับรู้ทั้งหมด แต่เป็นการมีสติรู้เท่าทัน ไม่ปล่อยให้ใจถูกอารมณ์ดึงออกไปจนกระจัดกระจาย
๑๕. จากความฟุ้งซ่านสู่การรวบใจ↑ สารบัญ
การปฏิบัติวิชชาธรรมกายใช้บริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนาเป็นเครื่องช่วยให้เห็น จำ คิด รู้กลับมารวมอยู่ในอารมณ์เดียว แล้วตั้งมั่น ณ ศูนย์กลางกาย เป้าหมายมิใช่การทำลายหน้าที่ของใจ แต่ทำให้หน้าที่เหล่านั้นสงบ ประสานกัน และหยุดนิ่งถูกส่วน
เมื่อใจยังฟุ้ง เห็น จำ คิด รู้ยังแยกไปตามอารมณ์ต่าง ๆ การรู้เห็นสภาวธรรมย่อมไม่ชัดเจน แต่เมื่อใจสงบจากนิวรณ์และรวมเป็นหนึ่ง ย่อมพร้อมเป็นฐานของการรู้เห็นตามความเป็นจริง
๑๖. ข้อควรระวังในการเชื่อมหลักฐาน↑ สารบัญ
พระไตรปิฎกยืนยันรายชื่อและลักษณะของธาตุ ๖ แต่ไม่ได้ยืนยันตำแหน่งศูนย์ทั้งห้าภายในดวงปฐมมรรคในพระไตรปิฎก
คำว่า “เห็น จำ คิด รู้” เป็นภาษาภาคปฏิบัติที่ใช้อธิบายองค์ประกอบและการทำงานของใจ ไม่ควรทำให้เป็นรูปศัพท์จากพระไตรปิฎกหากยังไม่พบข้อความตรง
การเทียบเห็น จำ คิด รู้กับเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเป็นกรอบคำอธิบายที่ปรากฏในทางมรรคผลนิพพาน บทที่ ๑๐ แต่ไม่ควรประกาศเป็นสมการตายตัวสำหรับทุกคัมภีร์และทุกบริบท
จุดหมายของการพิจารณาธาตุตามพระสูตรคือการรู้เห็นตามความเป็นจริงและคลายความยึดถือ ส่วนรายละเอียดวิชชาธรรมกายช่วยอธิบายวิธีรวมใจและเข้าถึงสภาวะภายใน ทั้งสองส่วนควรเสริมกันโดยไม่กลบจุดหมายของกันและกัน
บทสรุป↑ สารบัญ
ธาตุ ๖ ประกอบด้วยธาตุฝ่ายรูปห้าประการ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศ กับธาตุฝ่ายรับรู้ คือวิญญาณธาตุ พระไตรปิฎกให้พิจารณาธาตุเหล่านี้ตามความเป็นจริง เพื่อคลายความยึดถือว่าเป็นของเรา เป็นเรา หรือเป็นอัตตาของเรา
ในคำอธิบายวิชชาธรรมกาย ธาตุทั้งหกประชุมอยู่ในโครงสร้างของศูนย์ ๕ ศูนย์ โดยมหาภูตรูป ๔ สัมพันธ์กับศูนย์รอบนอก อากาสธาตุสัมพันธ์กับศูนย์กลาง และวิญญาณธาตุอยู่ภายในกลางของอากาสธาตุ ส่วนเห็น จำ คิด รู้แสดงการทำงานของใจในอีกระดับหนึ่ง
ธาตุ ๖ และเห็น จำ คิด รู้จึงมิใช่สองบัญชีที่แข่งขันกันอธิบายสิ่งเดียวกัน แต่เป็นคำอธิบายคนละระดับ การศึกษาที่รอบคอบต้องรักษาขอบเขตหลักฐานของพระไตรปิฎกและคำอธิบายภาคปฏิบัติให้ชัดเจน พร้อมทั้งมุ่งให้ความรู้ดังกล่าวนำไปสู่การพิจารณาตามความเป็นจริงและการอบรมใจ
บทความแนะนำให้อ่านต่อ
- ศูนย์ ๕ ศูนย์ภายในดวงปฐมมรรค: โครงสร้าง ตำแหน่ง และความสัมพันธ์กับธาตุ ๖
ศึกษาว่าศูนย์ทั้งห้าเป็นโครงสร้างเชิงตำแหน่ง และสัมพันธ์กับธาตุทั้งหกอย่างไร โดยเฉพาะอากาสธาตุและวิญญาณธาตุภายในศูนย์กลาง
- “ใจ” คืออะไร? เจาะลึกองค์ประกอบ ที่ตั้ง และการทำงานตามหลักวิชชาธรรมกาย
ขยายความสัมพันธ์ระหว่างวิญญาณธาตุ ธาตุฝ่ายรู้ และการทำงานร่วมกันของเห็น จำ คิด รู้ - ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มีความสำคัญอย่างไรในทางวิชชาธรรมกาย?
ศึกษาฐานที่ตั้งของใจ ความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางกาย การรวมใจ การหยุดนิ่ง และจุดเริ่มต้นของปฐมมรรค - วิธีเข้าถึง “ดวงปฐมมรรค”: เคล็ดลับและหลักปฏิบัติวิชชาธรรมกาย
ศึกษาการวางใจ เห็น จำ คิด รู้ การหยุดถูกส่วน และเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรากฏของดวงธรรมเบื้องต้น - สภาวะจิต “ตกศูนย์”: หัวใจแห่งการดับหยาบไปหาละเอียด
ทำความเข้าใจการเปลี่ยนจากสภาวะเดิมไปสู่สภาวะที่ละเอียดกว่า ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างใจหยุด ดวงธรรมเดิม ดวงธรรมใหม่ และธาตุทั้ง ๖ - “สัมมา อะระหัง”: ความหมาย ที่มา และการใช้เป็นบริกรรมภาวนา
ศึกษาบทบาทของคำบริกรรมในการประคองใจให้กลับมารวมอยู่ในอารมณ์เดียว ณ ศูนย์กลางกาย
เชิงอรรถ
บรรณานุกรม
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์. ธาตุวิภังคสูตร ข้อ ๖๗๓–๖๙๖.
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์. ธาตุวิภังค์.
พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๑ และภาค ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), ๒๕๓๐.
พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐.