วิชชาธรรมกาย: จากรากฐานคัมภีร์สู่การปฏิบัติ มรรคผล และพระนิพพาน
บทนำ
คำว่า “ธรรมกาย” มีรากฐานอยู่ในพระพุทธศาสนา มิใช่ศัพท์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ธรรมกายในแนววิชชาธรรมกายมิได้มีความหมายเพียงถ้อยคำหรือแนวคิดสำหรับการศึกษาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสภาวธรรมที่ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึง รู้เห็น และสัมผัสได้ตามเหตุแห่งสัมมาปฏิบัติ บทความนี้จึงมุ่งเชื่อมโยงปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งแยกฐานะของพระพุทธพจน์ คัมภีร์อธิบาย พระธรรมเทศนา และคำอธิบายภาคปฏิบัติไว้อย่างโปร่งใส
เมื่อพิจารณาตามหลักการดังกล่าว คำว่า “วิชชาธรรมกาย” จึงมิใช่เพียงชื่อของวิธีทำสมาธิ หากเป็นกระบวนการสัมมาปฏิบัติที่เชื่อมโยงปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธเข้าด้วยกันอย่างเป็นลำดับ ผู้ศึกษาวางพื้นฐานความเข้าใจจากพระพุทธพจน์และคัมภีร์ จากนั้นจึงอบรมศีล สมาธิ และปัญญา ทำใจให้สงบหยุดนิ่ง เข้าถึงธรรมกาย และใช้ญาณธรรมกายพิจารณาสภาวธรรม อริยสัจ ตลอดจนเหตุแห่งความพ้นทุกข์ตามลำดับ
ในขณะเดียวกัน วิชชาธรรมกายเป็นวิชชาของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ปฏิบัติเข้าถึงและค้นพบแนวทางกลับคืนมา มิใช่สิ่งที่คิดค้นขึ้นใหม่ แนวทางนี้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติตามเหตุ โดยมีการลดละกิเลสและการปหานสังโยชน์เป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับพิจารณาผลแห่งการปฏิบัติ
ภาคที่ ๑ ความหมายและรากฐานของวิชชาธรรมกาย
๑. ความหมายของ “วิชชา” และ “ธรรมกาย”
“วิชชา” หมายถึงความรู้แจ้งซึ่งตรงข้ามกับอวิชชา มิใช่เพียงความรู้จากการอ่านหรือการคิด แต่รวมถึงความรู้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง ส่วน “ธรรมกาย” มีหลักฐานในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อธิบายสัมพันธ์กับพระตถาคต พระธรรม โลกุตตรธรรม และผลแห่งการปฏิบัติ ตามแนววิชชาธรรมกาย ธรรมกายยังหมายถึงสภาวธรรมภายในและฐานแห่งญาณซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึง รู้เห็น และเป็นได้ตามระดับภูมิธรรม
คำบาลีว่า “ธมฺมกาย” ประกอบด้วย “ธมฺม” และ “กาย” คำว่า “ธมฺม” ใช้ได้หลายระดับตามบริบท ทั้งพระธรรมคำสอน คุณธรรม สภาวธรรม อริยธรรม และโลกุตตรธรรม ส่วนคำว่า “กาย” นอกจากหมายถึงร่างกาย ยังหมายถึงกอง หมู่ หรือที่ประชุมแห่งองค์ประกอบ เมื่อประกอบเข้าด้วยกัน จึงมีความหมายโดยรูปศัพท์ว่า กายแห่งธรรม กายที่สำเร็จด้วยธรรม หรือที่ประชุมแห่งธรรม ในบริบทวิชชาธรรมกาย คำว่า “กาย” ยังใช้ถึงกายภายในที่ละเอียดเป็นลำดับ และธรรมกายซึ่งเป็นฐานแห่งการรู้เห็น
๒. อัคคัญญสูตร: ธรรมกายเป็นพระนามของพระตถาคต
อัคคัญญสูตรกล่าวว่า “ธมฺมกาโย” เป็นพระนามหนึ่งของพระตถาคต ร่วมกับ “พรหมกาย” “ธรรมภูต” และ “พรหมภูต” ในบริบทของพระสูตร ข้อความนี้ชี้ให้เห็นว่า ความประเสริฐมิได้อยู่ที่ชาติกำเนิดหรือวรรณะ แต่อยู่ที่ธรรม ความประพฤติ และความหลุดพ้น1
ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิ
คัมภีร์สุมังคลวิลาสินี อรรถกถาอัคคัญญสูตร อธิบายความเป็น “ธรรมกาย” ของพระตถาคตโดยเชื่อมพระพุทธพจน์ พระธรรม และพระวรกายซึ่งสำเร็จด้วยธรรม2
๓. วักกลิสูตรและโลกุตตรธรรม
วักกลิสูตรวางหลักว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระตถาคต แล้วนำเข้าสู่การพิจารณาขันธ์ห้าตามความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่ควรยึดถือ อรรถกถาสารัตถัปปกาสินีอธิบายว่า โลกุตตรธรรม ๙ คือมรรค ๔ ผล ๔ และพระนิพพาน ๑ ชื่อว่าเป็นกายของพระตถาคต3 ด้วยเหตุนี้ หลักฐานดังกล่าวจึงเชื่อมธรรมกายเข้ากับการบรรลุธรรม มิใช่เพียงรูปกายภายนอก4
๔. ธรรมกายในอปทาน
ปัจเจกพุทธาปทานพรรณนาพระปัจเจกพุทธเจ้าว่าเป็นผู้มีธรรมอันยิ่งใหญ่และมีธรรมกายมาก ส่วนมหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทานวางรูปกายและธรรมกายไว้เคียงกัน โดยกล่าวถึงการเลี้ยงพระรูปกายของพระพุทธองค์และการที่พระพุทธองค์ยังธรรมกายของพระเถรีให้เจริญ อย่างไรก็ดี หลักฐานแต่ละแห่งมีบริบทเฉพาะ จึงไม่ควรรวบเข้าเป็นความหมายเดียวโดยละเลยบริบท5
คัมภีร์วิสุทธิชนวิลาสินี อรรถกถาปัจเจกพุทธาปทาน อธิบายคำว่า “พหุธมฺมกายา” โดยเชื่อมกับความเป็นผู้มีธรรมอันยิ่งใหญ่ การบำเพ็ญมหาสมภารให้เต็มเปี่ยม และธรรมสภาวะอันเป็นอเนก6
๕. จากพระพุทธพจน์สู่การปฏิบัติ
หลักฐานทางคัมภีร์แสดงความสัมพันธ์ของธรรมกายกับพระตถาคต ธรรม การตรัสรู้ โลกุตตรธรรม และผลแห่งการบำเพ็ญ เมื่อพิจารณาหลักฐานเหล่านี้ร่วมกับภาคปฏิบัติ วิชชาธรรมกายจึงเป็นวิธีดำเนินใจเข้าไปถึงฐานแห่งการรู้เห็น แล้วใช้ญาณพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อริยสัจ และปฏิจจสมุปบาทตามความเป็นจริง
๖. “ค้นพบ” มิใช่ “คิดค้น”
ในที่นี้ คำว่า “ค้นพบ” แสดงว่าสภาวธรรมและหนทางมีอยู่ก่อนผู้ค้นพบ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมิได้บัญญัติธรรมกายหรือพระนิพพานขึ้นใหม่ แต่แสดงเหตุ วิธีดำเนินใจ ลำดับการเข้าถึง และหลักตรวจผล เพื่อให้ผู้อื่นศึกษาและทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง7
ภาคที่ ๒ การถ่ายทอดและการสืบทอด
๓. การถ่ายทอดที่วัดบางปลา
ภายหลังจากปฏิบัติเข้าถึงแล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ไปสอนที่วัดบางปลาเป็นเวลาราว ๔ เดือน จนมีผู้ปฏิบัติเข้าถึงตาม ได้แก่ พระภิกษุ ๓ รูป และคฤหัสถ์ ๔ คน8
๒. ภูมิหลังการเข้าถึงและการถ่ายทอด
พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ศึกษาทั้งพระปริยัติและการปฏิบัติจากครูอาจารย์หลายแห่ง แล้วลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังจนเข้าถึงธรรม ทั้งนี้ การเข้าถึงดังกล่าวได้รับการอธิบายในสายสืบทอดว่าเป็นการค้นพบแนวทางของพระพุทธเจ้ากลับคืนมา มิใช่การคิดค้นลัทธิหรือทฤษฎีใหม่9
๔. โรงงานทำวิชชาและการจัดระบบศึกษา
“โรงงานทำวิชชา” เป็นชื่อเรียกสถานที่สำหรับศึกษา ปฏิบัติ และสืบทอดวิชชาธรรมกายภายใต้การกำกับของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ความสำคัญของสถานที่แห่งนี้มิได้อยู่ที่ตัวอาคารเพียงอย่างเดียว หากยังอยู่ที่การจัดการศึกษา การปฏิบัติ การตรวจผล และการถ่ายทอดความรู้ภายในชุมชนผู้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นหลักฐานหนึ่งของการสืบทอดวิชชาธรรมกายอย่างเป็นระบบ10
ภาคที่ ๓ หลักปฏิบัติจากการรวบใจถึงธรรมกาย
๕. ใจ ศีล และนิวรณ์
ศัพท์ภาคปฏิบัติอธิบาย “ใจ” ว่าประกอบด้วยเห็น จำ คิด และรู้ ดังนั้น การทำใจให้หยุดจึงมิใช่การทำลายความคิดหรือความรู้สึก แต่เป็นการรวบธรรมชาติทั้งสี่ซึ่งเคยกระจัดกระจายให้ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง ผู้ปฏิบัติต้องอาศัยศีลเป็นฐาน และอบรมสมาธิให้จิตสงัดจากกามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา เพื่อให้จิตผ่องใส อ่อนโยน และควรแก่การงาน11
๖. บริกรรมนิมิต บริกรรมภาวนา และศูนย์กลางกาย
การปฏิบัติเริ่มจากการรวบเห็น จำ คิด และรู้ ให้กลับมารวมอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือระดับสะดือสองนิ้วมือ ผู้ปฏิบัติใช้บริกรรมนิมิต เช่น ดวงแก้วกลมใส และบริกรรมภาวนา “สัมมา อะระหัง” เป็นอุบายประคองใจ มิใช่บังคับให้เกิดภาพ โดยวางใจอย่างสบาย ไม่เพ่ง ไม่เกร็ง ครั้นใจสงบ คำบริกรรมอาจละเอียดและเลือนไปเอง เหลือความหยุดนิ่งและความรู้ตัวอยู่ภายใน12
๗. เข้าสิบ ตกศูนย์ ดวงปฐมมรรค และธาตุทั้ง ๖
พระธรรมเทศนาอธิบายว่า เมื่อเห็น จำ คิด รู้ รวมหยุดเป็นจุดเดียวตรงกลาง ถูกสิบ ถูกศูนย์ และถูกส่วน เรียกว่า “เข้าสิบ” และว่า “ตกศูนย์ คือ ใจหยุด” เมื่อหยุดถูกส่วน ดวงใสย่อมปรากฏ ณ ที่ใจหยุด เรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานหรือดวงปฐมมรรค คำว่า “ปฐมมรรค” ในบริบทนี้หมายถึงทางเบื้องต้นภายใน มิใช่อริยมรรคจิตโดยอัตโนมัติ13
นอกจากนี้ คำอธิบายภาคปฏิบัติยังกล่าวว่า ใจดวงเดิมพร้อมดวงธรรมเดิมตกศูนย์และละปฏิภาคนิมิต แล้วดวงธรรมใหม่พร้อมใจใหม่ที่ผ่องใสจากนิวรณ์ปรากฏ ภายในดวงธรรมมีศูนย์ ๕ ตำแหน่ง แต่เป็นที่ประชุมของธาตุละเอียด ๖ ประการ ได้แก่ น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ โดยวิญญาณธาตุตั้งอยู่กลางอากาศธาตุ หากธาตุทั้ง ๖ ไม่ประชุมพร้อม ปฐมมรรคย่อมไม่เกิด14
๘. ดวงธรรม ดับหยาบไปหาละเอียด และกายในกาย
เมื่อใจหยุดอยู่กลางดวงปฐมมรรค ผู้ปฏิบัติดำเนินผ่านดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เมื่อหยุดถูกส่วน กายที่ละเอียดกว่าจึงปรากฏ กระบวนการนี้เรียกว่า “ดับหยาบไปหาละเอียด” มิใช่การทำลายกายหรือหมดสติ แต่เป็นการไม่ยึดติดสภาวะเดิมและดำเนินเข้าสู่ภายในต่อไป15
บัญชีกาย ๑๘ จำแนกกายโลกิยะ ๘ กาย ธรรมกายโคตรภู ๒ กาย และธรรมกายตามชื่อภูมิพระอริยบุคคลอีก ๘ กาย อย่างไรก็ดี พึงเข้าใจว่า คู่ศัพท์ “หยาบ–ละเอียด” ในบัญชีกายมิได้เท่ากับ “มรรค–ผล” โดยอัตโนมัติ การบรรลุพระอริยบุคคลต้องพิจารณามรรคญาณ ผลญาณ และการปหานสังโยชน์ประกอบ16
๙. ตารางบัญชีกาย ๑๘ และข้อควรเข้าใจ
| ลำดับ | ชื่อกาย | ฐานะในคำอธิบาย |
|---|---|---|
| ๑–๒ | กายมนุษย์หยาบ / ละเอียด | โลกิยะ |
| ๓–๔ | กายทิพย์หยาบ / ละเอียด | โลกิยะ |
| ๕–๖ | กายรูปพรหมหยาบ / ละเอียด | โลกิยะ |
| ๗–๘ | กายอรูปพรหมหยาบ / ละเอียด | โลกิยะ |
| ๙–๑๐ | ธรรมกายโคตรภูหยาบ / ละเอียด | หัวต่อก่อนอริยมรรค |
| ๑๑–๑๒ | ธรรมกายพระโสดาหยาบ / ละเอียด | โลกุตตระ |
| ๑๓–๑๔ | ธรรมกายพระสกทาคามีหยาบ / ละเอียด | โลกุตตระ |
| ๑๕–๑๖ | ธรรมกายพระอนาคามีหยาบ / ละเอียด | โลกุตตระ |
| ๑๗–๑๘ | ธรรมกายพระอรหัตหยาบ / ละเอียด | โลกุตตระ |
ข้อควรเข้าใจ ชื่อกายในบัญชีกาย ๑๘ เป็นศัพท์สำหรับแสดงลำดับกายภายในตามระบบการปฏิบัติ มิใช่เครื่องรับรองโดยลำพังว่าผู้เข้าถึงกายนั้นได้บรรลุอริยมรรคหรืออริยผลแล้ว การบรรลุต้องสัมพันธ์กับมรรคญาณ การปหานสังโยชน์ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณตามระดับ
๑๐. ธรรมกายโคตรภู: หัวต่อระหว่างปุถุชนกับพระอริยบุคคล
เมื่อผู้ปฏิบัติดำเนินใจผ่านกายฝ่ายโลกิยะตามลำดับจนเข้าถึงธรรมกายขั้นต้น ตามถ้อยคำในพระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ เรียกว่าเข้าถึง “ธรรมกายโคตรภู” ผู้เข้าถึงในระดับนี้เรียกว่า “โคตรภูบุคคล” หรือ “สาวกชั้นโคตรภู”
“เป็นอริยสาวกก็ไม่ใช่ เป็นปุถุชนก็ไม่เชิง”
โคตรภูบุคคลอยู่ ณ หัวต่อที่จะข้ามจากโคตรปุถุชนเข้าสู่ภูมิพระอริยะ แต่ตราบใดที่ยังมิได้เจริญอริยสัจจนมรรคญาณประหารสังโยชน์ ย่อมยังมิใช่พระอริยบุคคลและยังกลับสู่ภูมิปุถุชนได้ ความหมายดังกล่าวมีแกนร่วมกับคำอธิบายทางคัมภีร์ที่ใช้ “โคตรภูญาณ” หมายถึงญาณครอบโคตร หรือญาณตรงหัวต่อก่อนถึงอริยมรรค
แม้การเข้าถึงธรรมกายโคตรภูจะเป็นผลปฏิบัติที่สำคัญ มิใช่เพียงภาพที่ผู้ปฏิบัติกำหนดขึ้น แต่ก็ยังไม่ควรใช้เป็นเครื่องรับรองความเป็นพระโสดาบันโดยลำพัง ขณะจิตหยุดอยู่ในความละเอียด กิเลสย่อมสงบตามกำลังสมาธิ ทว่าแตกต่างจากการประหารกิเลสเด็ดขาดด้วยมรรคญาณ โคตรภูบุคคลจึงยังมิได้ประหารสังโยชน์สาม ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสอย่างเด็ดขาด17
ข้อสรุปสำคัญ ธรรมกายโคตรภูเป็นธรรมกายขั้นต้น เป็นฐานแห่งญาณ และเป็นหัวต่อสู่อริยมรรค แต่ยังมิใช่พระอริยบุคคลโดยอัตโนมัติ
๑๑. ฐานะการใช้คำว่า “โคตรภู” ในบริบทต่าง ๆ
-
- ฐานะของบุคคล: โคตรภูบุคคลหรือสาวกชั้นโคตรภู คือผู้เข้าถึงธรรมกายแต่ยังมิได้บรรลุมรรคผล
- ฐานะของจิตและญาณ: โคตรภูจิตและโคตรภูญาณ ใช้อธิบายจิตและญาณตรงหัวต่อก่อนอริยมรรค
- ฐานะของกายภายใน: ธรรมกายโคตรภูเป็นธรรมกายขั้นต้น ซึ่งเป็นฐานแห่งญาณและเครื่องดำเนินสมาบัติ
- ฐานะทักขิไณยบุคคล: พระธรรมเทศนาบางกัณฑ์จัดโคตรภูบุคคลผู้มีธรรมกายเป็นทักขิไณยบุคคลจำพวกหนึ่ง แต่ไม่ทำให้เป็นพระอริยบุคคลก่อนเกิดมรรคญาณ
- คำว่า “บวชข้างใน”: พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ มุ่งหมายถึง สภาวธรรมแห่งการปฏิบัติภาวนาจนกระทั่งใจหยุดนิ่งเข้าถึง “พระธรรมกาย” (โดยเริ่มต้นตั้งแต่ “ธรรมกายโคตรภู” ขึ้นไป) มิได้แทนการบรรพชาหรืออุปสมบทตามพระวินัย ท่านได้วางนิยามไว้อย่างชัดเจนว่า: “ชายหญิงผู้ปฏิบัติธรรมะ ถึง “ธรรมกายโคตรภู” เท่ากับได้ บวชข้างใน เป็นหญิงบวชใน เป็นชายบวชทั้งในทั้งนอกเป็น ๒ ชั้น”
- ด้านพระวินัย: ไม่อาจใช้แทนพิธีอุปสมบททางกายภาพ (บวชข้างนอก) ได้ แต่หากบวชทั้งกายภาพและเข้าถึงธรรมกายภายในด้วย ย่อมเรียกว่า “บวชสองชั้น”
- ด้านการทดแทนคุณบิดามารดา: การเข้าถึง “บวชข้างใน” แล้วชักนำบิดามารดาให้มีศีล มีศรัทธา และเข้าถึงธรรมกาย ถือเป็น การตอบแทนคุณบิดามารดาที่แท้จริงและสูงสุด ซึ่งทำได้ทั้งกุลบุตรและกุลธิดา
๑๒. จากธรรมกายโคตรภูสู่วิปัสสนาปัญญาและมรรคผล
เมื่อเข้าถึงธรรมกายโคตรภูแล้ว ผู้ปฏิบัติอาศัยตาธรรมกายและญาณธรรมกายพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ให้เห็นสังขารธรรมตามอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา พร้อมพิจารณาอริยสัจ ๔ ด้วยสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ
ครั้นการพิจารณาดำเนินไปอย่างถูกส่วน มรรคจิตและมรรคปัญญาประชุมเป็นมรรคญาณ สามารถประหารสังโยชน์ตามระดับ แล้วผลญาณจึงปรากฏสืบต่อ ในพระโสดาปัตติมรรค มรรคญาณประหารสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส เมื่อกิจแห่งมรรคสำเร็จ ผลญาณย่อมปรากฏเป็นพระโสดาปัตติผล กระบวนการนี้ดำเนินต่อไปตามลำดับภูมิธรรม18
ด้วยเหตุนี้ เมื่อกล่าวถึงบัญชีกาย ๑๘ ใช้ชื่อธรรมกายพระโสดา พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหัตได้ตามระบบการสอน
แต่เมื่อกล่าวถึงหน้าที่ในกระบวนการบรรลุ ต้องใช้ศัพท์มรรคจิต มรรคปัญญา มรรคญาณ และผลญาณตามหน้าที่ ไม่กำหนดเองว่าคู่หยาบ–ละเอียดเท่ากับคู่มรรค–ผลโดยอัตโนมัติ
๑๓. ข้อพิจารณาเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง
๑๓.๑ ธรรมกายไม่ใช่เพียงบริกรรมนิมิต
ในประเด็นนี้ ต้องแยกระหว่างบริกรรมนิมิตที่ใช้ประคองใจ นิมิตที่ละเอียดขึ้นตามกำลังสมาธิ และสภาวธรรมที่ปรากฏเมื่อเหตุพร้อม การเข้าถึงธรรมกายได้รับการอธิบายในระบบปฏิบัติว่าเกิดจากการหยุดนิ่งและการกลั่นใจตามลำดับ จึงไม่ควรเหมารวมทุกระดับว่าเป็นภาพที่คิดสร้างขึ้น
๑๓.๒ การเข้าถึงกายภายในกับการบรรลุพระอริยบุคคล
แม้การเข้าถึงกายภายในหรือธรรมกายโคตรภูจะเป็นขั้นสำคัญ แต่ยังมิใช่การรับรองภูมิพระอริยบุคคล การบรรลุต้องสัมพันธ์กับมรรคญาณ ผลญาณ การประหารสังโยชน์ และความเปลี่ยนแปลงด้านกิเลสตามระดับ การวินิจฉัยจึงไม่อาศัยรูปลักษณะภายใน ชื่อกาย ความสว่าง หรือประสบการณ์พิเศษเพียงอย่างเดียว
๑๓.๓ สมถะและวิปัสสนาเกื้อหนุนกัน
ในกระบวนการนี้ วิชชาธรรมกายใช้สมถะเป็นฐานให้จิตสงบ ตั้งมั่น และละเอียด แล้วดำเนินต่อสู่การพิจารณาสติปัฏฐาน พระไตรลักษณ์ อริยสัจ และปฏิจจสมุปบาทด้วยญาณธรรมกาย จุดหมายจึงมิใช่ติดอยู่ที่ความสงบหรือการรู้เห็นภายใน แต่คือการเจริญปัญญา ละกิเลส และทำพระนิพพานให้แจ้ง
ภาคที่ ๔ จากธรรมกายโคตรภูสู่อริยมรรค อริยผล และอายตนะนิพพาน
๑๐. อริยสัจ ๔ ญาณ ๓ และมรรคญาณ
ผู้ปฏิบัติใช้ญาณธรรมกายพิจารณาอริยสัจ ๔ ด้วยสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ รวมเป็นอาการ ๑๒ เมื่อมรรคจิตและมรรคปัญญาประชุมเป็นมรรคญาณ มรรคญาณจึงทำหน้าที่ปหานสังโยชน์ตามระดับ ผลญาณปรากฏสืบต่อ แล้วจึงเข้าผลสมาบัติและพิจารณาปัจจเวกขณ์1920
๑๑. จากธรรมกายโคตรภูสู่การเข้าถึงอายตนะนิพพาน
การเข้าถึงธรรมกายโคตรภูจึงเป็นฐานให้เจริญสมถะและวิปัสสนาต่อไป ผู้ปฏิบัติดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียด ซ้อนกาย สับกาย และพิสดารกายตามลำดับ ให้ใจของทุกกายรวมหยุด ณ ศูนย์กลางธรรมกายที่ละเอียดที่สุดเท่าที่เข้าถึงได้ แล้วเจริญฌานสมาบัติโดยอนุโลมและปฏิโลม เพื่อชำระใจให้ผ่องใสจากนิวรณ์ อ่อนโยน และควรแก่การงาน
สำหรับหลักสำคัญของการเข้าถึงและรู้เห็นอายตนะนิพพานนั้น คืออาศัยอายตนะหรือเครื่องเชื่อมต่อที่ละเอียดเสมอกัน กล่าวคือญาณของธรรมกายที่ละเอียด บริสุทธิ์ และผ่องใส ตั้งแต่ระดับโคตรภูญาณขึ้นไป ส่วนจักขุวิญญาณของกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหมยังเป็นอายตนะฝ่ายโลกิยะ จึงมิใช่อายตนะสำหรับรู้เห็นอายตนะนิพพาน21
เมื่อดำเนินตามกระบวนการเต็มแห่งลำดับกาย ๑๘ ผู้ปฏิบัติดำเนินถึงธรรมกายพระอรหัตตละเอียดซึ่งเป็นกายที่สุดละเอียดในบัญชีนั้น แล้วเจริญสมาบัติ ทำนิโรธดับสมุทัย ปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์ของกายในภพ ๓ และความยินดีในฌาน เมื่อปล่อยขาดพร้อมกัน ธรรมกายที่หยาบตกศูนย์ และธรรมกายที่บริสุทธิ์สุดละเอียดปรากฏในอายตนะนิพพาน22
อนึ่ง การที่ผู้ปฏิบัติเจริญฌานสมาบัติจนจิตสงัดจากกิเลสนิวรณ์ สามารถปล่อยวางอุปาทานในขันธ์ ๕ และความยินดีในฌานได้ชั่วคราว แล้วเข้าถึงอายตนะนิพพานนั้น ในชั้นนี้พึงอธิบายโดยภาพรวมว่าเป็นผลแห่งวิกขัมภนปหาน หรือการข่มกิเลสไว้ด้วยกำลังสมาธิ กิเลสจึงสงบระงับและไม่แสดงอำนาจรบกวนจิตในขณะนั้น แต่ยังมิได้ถูกประหารให้สิ้นเชื้อโดยเด็ดขาด การเข้าถึงอายตนะนิพพานในระหว่างเจริญภาวนาจึงไม่เป็นข้อยืนยันโดยลำพังว่า ผู้ปฏิบัติได้บรรลุมรรคผลหรือเป็นพระอริยบุคคลในระดับใด23
การวินิจฉัยว่าผู้ปฏิบัติได้บรรลุมรรคผลจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาในขั้นที่มรรคญาณเกิดขึ้นและทำหน้าที่ปหานสังโยชน์โดยเด็ดขาดตามระดับภูมิธรรม กล่าวคือ พระโสดาปัตติมรรคปหานสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส พระสกทาคามิมรรคทำราคะ โทสะ และโมหะให้เบาบางลง พระอนาคามิมรรคปหานกามราคะและปฏิฆะ และพระอรหัตตมรรคปหานสังโยชน์ที่เหลือโดยเด็ดขาด เมื่อธรรมกายมรรคตกศูนย์และธรรมกายผลปรากฏ จึงเข้าผลสมาบัติและพิจารณาปัจจเวกขณ์ต่อไปตามลำดับ24
เพราะฉะนั้น จึงต้องจำแนกให้ชัดระหว่าง “การเข้าถึงอายตนะนิพพานด้วยกำลังสมาบัติ” ซึ่งในชั้นต้นกิเลสยังสงบอยู่ด้วยวิกขัมภนปหาน กับ “การบรรลุมรรคผล” ซึ่งต้องมีมรรคญาณปหานสังโยชน์โดยเด็ดขาดตามระดับนั้น ๆ การปรากฏหรือเข้าถึงธรรมกายที่เรียกชื่อตามลำดับภูมิธรรม จึงยังไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินการบรรลุโดยลำพัง หากยังไม่ปรากฏผลแห่งการปหานสังโยชน์ที่สอดคล้องกับมรรคนั้นอย่างแท้จริง25
๑๒. ประโยชน์ของการเข้าถึงอายตนะนิพพานและความสัมพันธ์กับมรรคผล
แม้การเข้าถึงอายตนะนิพพานในระหว่างสมาบัติจะยังมิใช่สมุจเฉทปหาน แต่มีคุณค่าในฐานะพลวปัจจัยแห่งวิปัสสนาปัญญา เพราะทำให้จิตสงบจากนิวรณ์ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ และมีกำลังสำหรับพิจารณาสังขาร วิสังขาร และอริยสัจ ๔ อย่างลึกซึ้งขึ้น
- ทำให้กิเลสนิวรณ์ไม่ครอบงำจิตในขณะที่สมาธิมีกำลัง จิตจึงผ่องใส ตั้งมั่น และควรแก่การงาน
- ทำให้ผู้ปฏิบัติรู้เห็นทั้งสังขารธรรมและวิสังขารธรรมตามสภาพความเป็นจริง มิได้จำกัดอยู่เพียงความเข้าใจทางความคิด
- ทำให้พระนิพพานเป็นเป้าหมายที่ประจักษ์แก่ญาณในระหว่างปฏิบัติ แต่ยังต้องพัฒนาต่อด้วยการพิจารณาอริยสัจและการปหานสังโยชน์
- เป็นเหตุสนับสนุนให้เกิดนิพพิทา วิราคะ และความมุ่งออกจากทุกข์ เมื่อผู้ปฏิบัตินำสิ่งที่รู้เห็นมาพิจารณาอย่างถูกต้อง
- เป็นบาทฐานให้สมถะกับวิปัสสนาเกื้อกูลกัน จนญาณ ๓ มีอาการ ๑๒ เจริญเต็มส่วน และมรรคจิตกับมรรคปัญญาประชุมเป็นมรรคญาณ
จากที่กล่าวมา วิกขัมภนปหานจึงมิได้กลายเป็นสมุจเฉทปหานด้วยตัวของมันเอง แต่ทำหน้าที่เป็นปัจจัยสนับสนุนให้สมาธิ ปัญญา และญาณทัสสนะมีกำลัง จนมรรคญาณสามารถปหานสังโยชน์ตามระดับได้ เป้าหมายสูงสุดของวิชชาธรรมกายจึงมิใช่เพียงการเห็นกายภายใน ความสุขจากสมาธิ หรือการเข้าถึงอายตนะนิพพานเป็นครั้งคราว หากคือการแทงตลอดอริยสัจ การปหานสังโยชน์ และความหลุดพ้นอันไม่กำเริบ26
๑๓. วิธีเข้าอายตนะนิพพาน ๓ วิธี
- เข้านิพพานในกายมนุษย์ด้วยกายธรรม โดยให้กายธรรมเดินฌานสมาบัติ เมื่อกายธรรมตกศูนย์ ศูนย์นิพพานจึงดึงดูดศูนย์ธรรมกายเข้าไปซ้อน และธรรมกายปรากฏขึ้นในนิพพาน
- เข้านิพพานเป็นด้วยกายมนุษย์พิเศษ โดยพิสดารกายสุดหยาบสุดละเอียดแล้วย่อรวมเข้าในกายมนุษย์ ทำให้เป็นกายมนุษย์พิเศษ แล้วเดินสมาบัติให้กายมนุษย์พิเศษตกศูนย์เข้าไปในศูนย์นิพพาน
- เข้านิพพานธรรมกาย หรือนิพพานถอดกาย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “นิพพานตาย” หมายถึงธรรมกายของผู้ที่เบญจขันธ์แตกทำลายแล้วเข้าสู่อายตนะนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ควรใช้คำว่า “นิพพานถอดกาย” แทนการเข้าถึงอายตนะนิพพานระหว่างสมาบัติทุกกรณี และต้องแยกการเข้าถึงเพื่อรู้เห็นออกจากการประทับอยู่ในอายตนะนิพพานภายหลังดับขันธ์27
ภาคที่ ๕ พระนิพพานธาตุ อายตนะนิพพาน และอัตตลักษณะ
๑๔. พระนิพพานธรรม พระนิพพานธาตุ และอายตนะนิพพาน
เพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจน อาจจำแนกคำที่เกี่ยวข้องได้ ได้แก่ “สภาวะนิพพาน” ในความหมายความดับทุกข์และความสงบจากเครื่องปรุงแต่ง “พระนิพพานธาตุ” ในฐานะวิสังขารธรรมและอสังขตธรรม และ “อายตนะนิพพาน” ในฐานะอายตนะซึ่งเข้าถึงด้วยญาณธรรมกายส่วนตามคำอธิบายในแนววิชชาธรรมกาย การจำแนกนี้มิได้แยกพระนิพพานเป็นสิ่งไม่เกี่ยวข้องกัน แต่แสดงนัยของคำตามบริบท28
๑๕. อนัตตลักขณสูตรและขอบเขตของข้อความตรง
อนัตตลักขณสูตรแสดงโดยตรงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเป็นอนัตตา เพราะเป็นไปเพื่ออาพาธ ไม่อยู่ในอำนาจ และไม่อาจกำหนดให้เป็นไปตามปรารถนาได้ อย่างไรก็ดี พึงสังเกตว่า พระสูตรมิได้กล่าวโดยตรง ว่า “พระนิพพานเป็นอัตตา” การนำเงื่อนไขในพระสูตรมาพิจารณาลักษณะคู่ตรงข้าม แล้ววินิจฉัยพระนิพพานธาตุว่าเป็นอัตตลักษณะ เป็นคำอธิบายต่อจากพระสูตร มิใช่พระพุทธพจน์ตรงในพระสูตรนั้น29
๑๖. พระนิพพานธาตุมีอัตตลักษณะ
เอกสาร หลักการพิจารณาพระนิพพานธาตุ ใช้คำว่า “อัตตลักษณะ” และ “อนัตตลักษณะ” แยกจากกัน พร้อมเสนอหลักวิภาค ๖ ได้แก่ อนิจจตา อนิจจลักษณะ ทุกขตา ทุกขลักษณะ อนัตตตา และอนัตตลักษณะ เพื่อให้พิจารณาทั้งสภาวะและลักษณะที่แสดงสภาวะ มิใช่วินิจฉัยจากชื่อหรือถ้อยคำบัญญัติเพียงอย่างเดียว30
เมื่อพิจารณาตามแนววินิจฉัยของเอกสาร พระนิพพานธาตุเป็นอสังขตธรรม มิได้เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ดำเนินไปตามความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมดับอย่างขันธ์ ๕ จึงมีสภาวะเป็นอัตตลักษณะ เอกสารเรียกสภาวะนี้ว่า “อัตตาแท้” หรือ “อัตตาโลกุตตระ” โดยมิใช่อัตตาสมมติในขันธ์ ๕ บุคลิกภาพ ความคิด ความรู้สึก หรือความเห็นว่าขันธ์เป็นตน
พระธรรมเทศนากัณฑ์ที่ ๑ อธิบายว่า “อนิจจังบอกนิจจัง ทุกขังบอกสุขัง อนัตตาบอกอัตตา” และวางธรรมกายในฐานะนิจจัง สุขัง อัตตา ข้อความนี้เป็นพระธรรมเทศนาตามแนวปฏิบัติ มิใช่ถ้อยคำตรงจากอนัตตลักขณสูตร31
๑๗. ผู้ทรงสภาวะนิพพานและอายตนะนิพพาน
ส่วนตามคำอธิบายในแนววิชชาธรรมกาย อายตนะนิพพานมีอยู่จริง แต่ไม่ใช่สถานที่ทางกายภาพ และผู้ทรงสภาวะนิพพานมีอยู่จริง โดยมิได้ดำรงอยู่ด้วยขันธ์ ๕ อย่างสัตว์โลกในภพสาม เอกสารอธิบายอายตนะนิพพานว่าเป็นที่ประทับของธรรมกายพระอรหันต์ผู้ดับขันธ์ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุแล้ว ข้อความนี้เป็นคำอธิบายในสายปฏิบัติ มิใช่ถ้อยคำตรงจากอนัตตลักขณสูตร32
๑๘. ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ
การพิจารณาพระนิพพานธาตุจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเมื่อแสดงทั้งสามระดับ ปริยัติให้หลักและภาษา ปฏิบัติทำให้จิตสงบหยุดนิ่ง เข้าถึงธรรมกาย และใช้ญาณพิจารณาสภาวธรรม ส่วนปฏิเวธเกิดเมื่อมรรคญาณปหานสังโยชน์ ผลญาณปรากฏ และพระนิพพานเป็นนิโรธสัจที่ทำให้แจ้งตามภูมิธรรม การรู้เห็นระหว่างสมาบัติจึงเป็นบาทฐานสำคัญ แต่ยังต้องดำเนินต่อไปสู่ความหลุดพ้นอันไม่กำเริบ
บทสรุป
วิชชาธรรมกายเป็นกระบวนการสัมมาปฏิบัติที่เริ่มจากศีล การรวบรวมความเห็น จำ คิด รู้ มาหยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกาย การหยุดนิ่งถูกส่วน การตกศูนย์และการปรากฏของดวงปฐมมรรค การดับหยาบไปหาละเอียด ผ่านกายในกาย จนเข้าถึงธรรมกายโคตรภู แล้วใช้ญาณธรรมกายเจริญสมถะและวิปัสสนาต่อไป
การเข้าถึงอายตนะนิพพานด้วยกำลังสมาบัติมีประโยชน์ เพราะทำให้จิตสงบจากนิวรณ์ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ และมีกำลังสำหรับพิจารณาสังขาร วิสังขาร และอริยสัจ ๔ แต่ยังมิใช่หลักรับรองมรรคผลโดยลำพัง การบรรลุต้องสัมพันธ์กับมรรคญาณ การปหานสังโยชน์ตามระดับ ผลญาณ ผลสมาบัติ และปัจจเวกขณญาณ
สำหรับประเด็นเรื่องพระนิพพาน บทความรักษาจุดยืนว่า พระนิพพานธาตุเป็นอสังขตธรรม มีอัตตลักษณะ และในแนววินิจฉัยของเอกสารเรียกว่าอัตตาแท้หรืออัตตาโลกุตตระ อายตนะนิพพานและผู้ทรงสภาวะนิพพานมีอยู่จริง และเป็นสภาวธรรมที่ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึง รู้เห็น และสัมผัสได้ตามกำลังแห่งสมาบัติและญาณ ทั้งนี้ต้องแยกพระพุทธพจน์ คัมภีร์อธิบาย พระธรรมเทศนา และแนววินิจฉัยจากผลปฏิบัติอย่างโปร่งใส
ท้ายที่สุด เป้าหมายสูงสุดมิใช่เพียงความสงบ ความสว่าง การเห็นกายภายใน หรือการเข้าถึงอายตนะนิพพานเป็นครั้งคราว หากคือการแทงตลอดอริยสัจ การปหานสังโยชน์ และความหลุดพ้นอันไม่กำเริบ ผู้สนใจจึงควรศึกษาอย่างรอบคอบ ปฏิบัติตามลำดับ และตรวจผลจากความบริสุทธิ์ของศีล คุณภาพของจิต ปัญญา และกิเลสที่ลดละได้จริง
เชิงอรรถ
- พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ, เล่ม ๑๑, ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, “อัคคัญญสูตร,” ข้อ ๕๕, หน้า ๙๑–๙๒. ↩︎
- ทีฆนิกายอรรถกถา สุมังคลวิลาสินี, ปาฏิกวรรค, อัคคัญญสูตรวรรณนา, ตอนอธิบายพระนาม “ธรรมกาย” ของพระตถาคต. ↩︎
- สังยุตตนิกายอรรถกถา สารัตถัปปกาสินี, ขันธวารวรรค, วักกลิสูตรวรรณนา, ตอนอธิบายว่าโลกุตตรธรรม ๙ คือมรรค ๔ ผล ๔ และพระนิพพาน ๑ ชื่อว่าเป็นกายของพระตถาคต. ↩︎
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม ๑๗, สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค, “วักกลิสูตร,” ข้อ ๒๑๖, หน้า ๑๑๖; พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เล่ม ๑๗, สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค, “วักกลิสูตร,” ข้อ ๘๗, หน้า ๑๕๙; สังยุตตนิกายอรรถกถา สารัตถัปปกาสินี, ขันธวารวรรค, วักกลิสูตรวรรณนา. ↩︎
- พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ, เล่ม ๓๒, ขุททกนิกาย อปทาน, “ปัจเจกพุทธาปทาน,” ข้อ ๒, หน้า ๒๐; พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง, เล่ม ๓๓, ขุททกนิกาย อปทาน, “มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน,” ข้อ ๑๕๗, หน้า ๒๐๙–๒๑๐. ↩︎
- ขุททกนิกายอรรถกถา วิสุทธิชนวิลาสินี, ปัจเจกพุทธาปทานวรรณนา, ตอนอธิบายคำว่า “พหุธมฺมกายา.”. ↩︎
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), “อัตชีวประวัติพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร),” ใน รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), พิมพ์ครั้งที่ ๑ (กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, ๒๕๕๕), ตอนการตั้งสัจจาธิษฐาน. ↩︎
- พระมงคลเทพมุนี, “อัตชีวประวัติพระมงคลเทพมุนี,” ตอนการไปสอนที่วัดบางปลา: “มีพระทำเป็น ๓ รูป คฤหัสถ์ ๔ คน.”. ↩︎
- พระมงคลเทพมุนี, “อัตชีวประวัติพระมงคลเทพมุนี,” ตอนการตั้งสัจจาธิษฐานและการเข้าถึงธรรม ณ วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง. ↩︎
- ตรีธา เนียมขำ, ผู้เล่า, และทัศนีย์ ไตรยคุณ, ผู้เขียน, ตรีธาเล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ, พิมพ์ครั้งที่ ๗ (กรุงเทพฯ: หลาก อรุณการพิมพ์, ๒๕๕๕), ๑๒๑–๑๒๒, ๑๒๗. ↩︎
- พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐), บทที่ ๓–๕. ↩︎
- พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, ๒๓๔–๒๓๕; พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๑, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพฯ: โครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ, โครงการพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, และสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๓๐), คติ “ไม่หยุด ไม่ถึงพระ ตัวหยุดนี่แหละ เป็นตัวสำเร็จ.”. ↩︎
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), หลักการเจริญภาวนา สมถวิปัสสนากรรมฐาน, ๙๑๐. ↩︎
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๑, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพมหานคร: หจก. ท.พริ้นติ้ง (ไทยแลนด์), ๒๕๓๐), ๓; พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, ๔๓๐–๔๓๒. ↩︎
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), ทางมรรคผล (พระนคร: โรงพิมพ์ บริษัท ไทยหัตถการพิมพ์ จำกัด, ๒๔๙๙), ๑๑–๑๒. ↩︎
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๑, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (จัดพิมพ์โดยโครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ร่วมกับโครงการพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี, ๒๕๓๐), แผนผังบัญชีกาย. ↩︎
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (รวม ๖๗ กัณฑ์), พิมพ์ครั้งที่ ๑ (กรุงเทพมหานคร: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, ๒๕๕๕; พิมพ์ที่ บริษัท เอกพิมพ์ไท จำกัด), กัณฑ์ที่ ๑๙ โอวาทปาติโมกข์ (ปัญญาเบื้องต่ำและปัญญาเบื้องสูง), ๒๕๖-๒๕๗. ↩︎
- พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, ๒๓๖–๒๓๗ และบทที่ ๖. ↩︎
- พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, บทที่ ๖, ตอน “วิกขัมภนวิมุตติ.” คำว่า “วิกขัมภนปหาน” ในตัวบทเป็นคำอธิบายเชิงจำแนก. ↩︎
- พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), คู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา: พิมพ์ครั้งที่ ๖, สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม, ๒๕๕๔, ภาคผนวก, ๔๑๓–๔๑๕. ↩︎
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พร้อมด้วยคำอธิบายประกอบการศึกษาโดย พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), สมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ถึงธรรมกายและพระนิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ ๔. นครปฐม: บริษัท เพชรเกษม พริ้นติ้ง กรุ๊ป จำกัด, จัดพิมพ์โดย วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม, ๒๕๕๔, ๗๖-๘๘. ↩︎
- พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, ๒๓๖–๒๓๗ และบทที่ ๖ ตอนการเจริญภาวนาถึงนิพพาน. ↩︎
- พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, บทที่ ๖–๗. ↩︎
- พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), คู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา: ๔๑๓–๔๑๕. ↩︎
- พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, ๒๓๕–๒๓๗. ↩︎
- พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, บทที่ ๔ – ๗. ↩︎
- พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, บทที่ ๖ ตอนวิธีเข้าอายตนะนิพพาน ๓ วิธี และบทที่ ๗ ตอนการประทับภายหลังดับขันธ์. ↩︎
- พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, บทที่ ๔ และบทที่ ๗. ↩︎
- สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อนัตตลักขณสูตร, พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เล่ม ๑๗, ข้อ ๕๙, หน้า ๙๔–๙๕. ↩︎
- พุทธธรรมประทีป, หลักการพิจารณาพระนิพพานธาตุ (ม.ป.ท.: ม.ป.พ., ม.ป.ป.), [๒]–๙. ↩︎
- พระมงคลเทพมุนี, “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ,” กัณฑ์ที่ ๑ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ, รวมพระธรรมเทศนา, ๕๑–๕๒. ↩︎
- พระมหาเสริมชัย, ทางมรรคผลนิพพาน, บทที่ ๗. ↩︎
บรรณานุกรม
- พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ. เล่ม ๑๑. ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค.
- พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ. เล่ม ๓๒. ขุททกนิกาย อปทาน.
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม ๑๗. สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค.
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. เล่ม ๓๓. ขุททกนิกาย อปทาน.
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. เล่ม ๑๗. สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค.
- สุมังคลวิลาสินี ทีฆนิกายอรรถกถา. ปาฏิกวรรค อัคคัญญสูตรวรรณนา.
- สารัตถัปปกาสินี สังยุตตนิกายอรรถกถา. ขันธวารวรรค วักกลิสูตรวรรณนา.
- วิสุทธิชนวิลาสินี ขุททกนิกายอรรถกถา. ปัจเจกพุทธาปทานวรรณนา.
- ตรีธา เนียมขำ, ผู้เล่า, และทัศนีย์ ไตรยคุณ, ผู้เขียน. ตรีธาเล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ. พิมพ์ครั้งที่ ๗. กรุงเทพฯ: หลาก อรุณการพิมพ์, ๒๕๕๕.
- พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล. ทางมรรคผลนิพพาน: ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๔๐.
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). ทางมรรคผล. พระนคร: โรงพิมพ์ บริษัท ไทยหัตถการพิมพ์ จำกัด, ๒๔๙๙.
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: โครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ, โครงการพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, และสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๓๐.
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: โครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ, โครงการพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, และสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ๒๕๓๐.
- พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). กรุงเทพฯ: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, ๒๕๕๕.
- พุทธธรรมประทีป. หลักการพิจารณาพระนิพพานธาตุ.
- พระราชญาณวิสิฐ. คู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา.
- พระราชญาณวิสิฐ. คู่มือปฏิบัติหลักสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๕ สาย.