“ใจ” คืออะไร? เจาะลึกองค์ประกอบ ที่ตั้ง และการทำงานตามหลักวิชชาธรรมกาย

“ใจ” คืออะไร? เจาะลึกองค์ประกอบ ที่ตั้ง

และการทำงานตามหลักวิชชาธรรมกาย

เมื่อเราได้เข้ามาศึกษาวิชชาธรรมกายตามแนวทางของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือหลวงปู่วัดปากน้ำ เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่เราต้องทราบ คือความหมายของคำว่า “ใจ” ทั้งในแง่ขององค์ประกอบ ที่ตั้ง และสภาวะการทำงานอย่างไร

๑. “ใจ” คืออะไร และองค์ประกอบของใจมีอะไรบ้าง?

ตามหลักวิชชาธรรมกาย คำว่า “ใจ” (มโน) ไม่ใช่อวัยวะที่เป็นก้อนเนื้อหัวใจในร่างกายของเรา แต่เป็น “นามธรรม” ที่ประกอบด้วยธรรมชาติ ๔ อย่างรวมกัน ซึ่งทำหน้าที่สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ได้แก่ “ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้”

เมื่อนำมาเทียบกับหลัก “ขันธ์ ๕” ในทางพระอภิธรรม ธรรมชาติทั้ง ๔ ประการนี้ก็คือ “นามขันธ์ ๔” นั่นเอง โดยสามารถขยายส่วนหยาบออกมาเป็นดวงต่าง ๆ ซ้อนกันอยู่ ดังนี้:

  • ดวงเห็น (เวทนาขันธ์): คือ ธรรมชาติที่ทำหน้าที่ “เสวยอารมณ์” ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์

  • ดวงจำ (สัญญาขันธ์): คือ ธรรมชาติที่ทำหน้าที่ “รวบรวมและจดจำอารมณ์” ทั้งรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสที่เข้ามากระทบ

  • ดวงคิด หรือ ดวงจิต (สังขารขันธ์): คือ ธรรมชาติที่ทำหน้าที่ “คิด หรือ น้อมไปสู่อารมณ์และปรุงแต่งอารมณ์”

  • ดวงรู้ หรือ ดวงวิญญาณ (วิญญาณขันธ์): คือ ธรรมชาติที่ทำหน้าที่ “รู้ หรือ รับรู้อารมณ์”

พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้กล่าวสรุปนิยามของใจไว้อย่างชัดเจนว่า:

“เห็น จำ คิด รู้ ๔ อย่างนี้แหละ เอาเข้ามารวมจุดเดียวกันเรียกว่า ใจ”

๒. ที่ตั้งและสัณฐานของใจ (อยู่ที่ไหนและมีขนาดเท่าใด?)

ใจมีที่ตั้งถาวรอยู่เพียงแห่งเดียว คือ ณ “ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗” (อยู่เหนือระดับสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ) ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “กลางกั๊ก” หรือกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม

ดวงธรรมทั้ง ๔ นี้ ตั้งซ้อนกันอยู่เป็นชั้น ๆ ตรงกลางของกันและกัน ภายใน “ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย” โดยแต่ละดวงมีขนาดและสัณฐานดังนี้:

  • ดวงเห็น: อยู่ชั้นนอกสุด มีขนาดโตประมาณเท่า “เบ้าตา” ของผู้เป็นเจ้าของ

  • ดวงจำ: ซ้อนอยู่กลางดวงเห็น มีขนาดประมาณเท่า “ดวงตาทั้งหมด” ของผู้เป็นเจ้าของ

  • ดวงคิด (ดวงจิต): ซ้อนอยู่กลางดวงจำ มีขนาดประมาณเท่า “ดวงตาดำข้างนอก” โดยลอยอยู่ใน “เบาะน้ำเลี้ยงของหัวใจ” (ซึ่งเบาะน้ำเลี้ยงนี้มีขนาดประมาณ ๑ ซองมือของผู้เป็นเจ้าของ)

  • ดวงรู้ (ดวงวิญญาณ): ซ้อนอยู่ชั้นในสุดกลางดวงคิด มีขนาดเล็กประมาณเท่า “ดวงตาดำข้างใน” (แววตาดำข้างใน) หรือมีขนาดประมาณ “เมล็ดพริกไทย” เท่านั้น

๓. สภาพและกลไกการทำงานของใจ

ใจมีสภาวะและกลไกการทำงานที่ละเอียดอ่อน รวดเร็ว และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้:

ก. ทำหน้าที่พร้อมกันประดุจข่ายใยแมงมุม

ธรรมชาติทั้ง ๔ (เห็น จำ คิด รู้) แม้จะมีหน้าที่ต่างกัน แต่เวลาทำงานจะมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเป็นอัตโนมัติ “ประดุจดังข่ายของใยแมงมุม ซึ่งไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบส่วนใดส่วนหนึ่งของข่ายนั้น ก็จะกระเทือนถึงกันหมดทั้งข่าย” ทันทีที่มีอารมณ์ใดมากระทบ ทั้ง ๔ ดวงจะทำหน้าที่รับ เสวย จำ คิด ปรุงแต่ง และรู้ พร้อมกันในทันที

ข. เป็นใหญ่และเป็นประธานของการกระทำ

ใจเป็นผู้บงการชีวิต ดังพุทธพจน์ที่ยืนยันว่า “มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา” (ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐกว่า สำเร็จแล้วด้วยใจ) สรุปคือกฎแห่งกรรมเริ่มต้นที่ใจ ถ้าใจชั่ว การกระทำ คำพูด ความคิดก็ย่อมชั่วตาม แต่ถ้าใจดี การกระทำ คำพูด ความคิดก็ย่อมดี

ค. สภาพความผ่องใสและเศร้าหมองของใจ (สีน้ำเลี้ยงจิต)

ตามธรรมดาแล้ว จิตหรือใจนั้นมีสภาวะผ่องใสโดยธรรมชาติ (ปภสฺสรมิทํ จิตฺตํ) หรือที่เรียกว่า “ปัณฑระ” (ขาวผ่อง) แต่เมื่อจิตน้อมไปสู่อารมณ์และถูกกิเลสจรเข้ามาผสมผสม น้ำเลี้ยงของจิตจะเปลี่ยนสี ไปตามสภาพกิเลสนั้น ๆ ได้แก่:

  • จิตระคนด้วย ราคะ หรือ โลภะ: จะย้อมสีน้ำเลี้ยงจิตให้เห็นเป็น “สีชมพู หรือเกือบเป็นสีแดง”

  • จิตระคนด้วย โทสะ: จะย้อมสีน้ำเลี้ยงจิตให้กลายเป็น “สีเขียวเข้มเกือบดำ”

  • จิตระคนด้วย โมหะ: จะย้อมสีน้ำเลี้ยงจิตให้มีสีขุ่นมัวเหมือน “น้ำล้างเนื้อ สีเทา ๆ หรือสีตะกั่วตัด”

ง. อาการลอย-จม บ่งบอกสภาวะสมาธิ

ระดับการลอยของ “ดวงคิด” (ดวงจิต) ในเบาะน้ำเลี้ยงหัวใจ เป็นเครื่องบ่งชี้สภาวะสติสัมปชัญญะของบุคคลนั้น ๆ ได้อย่างแม่นยำ:

  • เป็นสมาธิ (เอกัคคตา): ดวงคิดจะลอยอยู่ “ปริ่มพอดีกับระดับน้ำเลี้ยงของหัวใจ”

  • ฟุ้งซ่าน: ดวงคิดจะลอย “เผินขึ้นเหนือระดับน้ำเลี้ยงหัวใจ” ยิ่งถ้าลอยขึ้นมากเกินกว่าครึ่ง แสดงว่าเริ่มคุมสติไม่อยู่หรือเสียสติ (ใจลอย)

  • ง่วง หลับ หรือ สิ้นสติ: ดวงคิดจะ “จมลง” ไปในเบาะน้ำเลี้ยง หากเป็นแค่อาการหลับจะจมลงเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าสิ้นสติหรือสลบ ดวงคิดจะจมลงไปมิดเลย

บทสรุปและแนวทางปฏิบัติ: “หยุดเป็นตัวสำเร็จ”

เนื่องจาก “ใจ” เป็นธรรมชาติที่รวดเร็ว ลึกซึ้ง และสอดส่ายไปไกลได้ถึงนรก สวรรค์ หรือแม้กระทั่งนิพพาน พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจึงได้สอนกุศโลบายอันเป็นเป้าหมายใจดำ (แก่นแท้) ของพระศาสนา นั่นคือ “การทำใจให้หยุด”

ผู้ปฏิบัติจะต้องบังคับธรรมชาติ เห็น จำ คิด รู้ ทั้ง ๔ อย่างนี้ ให้มารวมหยุดนิ่งเป็นจุดเดียวกัน ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ด้วยการใช้ บริกรรมนิมิต (นึกเห็นดวงแก้วใส) คู่กับ บริกรรมภาวนา (ท่องในใจว่า “สัมมา อะระหัง”)

เมื่อใดที่ใจหยุดนิ่งสนิทและถูกส่วนเข้า พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ได้ให้คำรับรองไว้ว่า:

“ใจหยุดนั่นแหละถูกตัวสมถะแล้ว หยุดนั่นแหละเป็นตัวสมถะ หยุดนั่นเองเป็นตัวสำเร็จ ทั้งทางโลกและทางธรรมสำเร็จหมด” และการทำใจให้หยุดนี้เอง ที่จะเป็นกุญแจสำคัญนำพาดวงจิตไปสู่การเข้าถึง พระธรรมกาย มรรค ผล และนิพพาน ในที่สุด

Index