ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มีความสำคัญอย่างไรในทางวิชชาธรรมกาย?
ในการเจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวทางวิชชาธรรมกาย “การวางใจให้ถูกตำแหน่ง” ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ชี้ขาดไว้ว่า ตำแหน่งที่ถูกต้องและเป็นเป้าหมายใจดำของพระพุทธศาสนามีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือ “ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗” ซึ่งตำแหน่งนี้ตั้งอยู่เหนือระดับสะดือขึ้นมาประมาณ ๒ นิ้วมือ โดยมีนัยสำคัญและกลไกทางสภาวธรรมที่ลึกซึ้ง ๕ ประการ ดังต่อไปนี้
๑. เป็น “ที่ตั้งถาวรของใจ” และ “กำเนิดธาตุธรรมเดิม”
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นที่ตั้งของ “ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์” ซึ่งมีลักษณะใสบริสุทธิ์และมีขนาดประมาณเท่าฟองไข่แดงของไก่ หลวงพ่อวัดปากน้ำได้สอนให้หาจุดนี้ด้วยอุบายวิธีสมมติว่า หากขึงด้ายกลุ่มเส้นหนึ่งจากสะดือทะลุไปด้านหลัง และขึงอีกเส้นหนึ่งจากสีข้างขวาทะลุสีข้างซ้าย ตรงจุดกึ่งกลางที่เส้นด้ายทั้งสองตัดกันพอดีนั้น เรียกว่า “กลางกั๊ก”
ณ กลางกั๊กนี้เอง คือ “ที่ตั้งถาวรของใจ” คำว่า “ใจ” ในทางวิชชาธรรมกายหมายถึง นามธรรม ๔ ประการที่รวมกัน คือ ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ (ซึ่งขยายส่วนหยาบมาจากธาตุละเอียดของ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
การเจริญภาวนา แท้จริงแล้วคือการบังคับธรรมชาติทั้ง ๔ อย่างนี้ที่มักจะสอดส่ายออกไปข้างนอก ให้กลับมารวมหยุดเป็นจุดเดียวกันตรงกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หากใจไม่หยุดตรงนี้ ก็ไม่อาจเข้าถึงสภาวะธรรมเบื้องสูงได้เลย
๒. เป็นจุดศูนย์รวมของการ ไปเกิด มาเกิด ดับ หลับ และตื่น
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ คือสถานีศูนย์กลางของชีวิต และเป็นกลไกสำคัญที่เรียกว่าการ “ตกศูนย์” พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ตอกย้ำว่า “ที่ตรงนั้นแหละเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น มีแห่งเดียว… เกิดตรงไหนก็ตายตรงนั้น หลับตรงไหนก็ตื่นตรงนั้น”
สภาวธรรมของการตกศูนย์ มีกลไกคือ เมื่อเวลาสัตว์จะตาย จะมาเกิด (ตั้งปฏิสนธิวิญญาณเป็นกลลรูป) จะหลับ หรือจะตื่น ใจ (เห็น จำ คิด รู้) ดวงเดิมที่ตั้งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย จะร่วงตกลงไป หรือ “ตกศูนย์” ไปยังศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ (ระดับสะดือ) ก่อน แล้วจึงปรุงเป็นจิตดวงใหม่ ลอยเด่นขึ้นมาทำหน้าที่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ก่อนที่จะไปทำหน้าที่อื่นต่อไปเสมอ ดังนั้น การนำใจมาจรดนิ่งที่ฐานที่ ๗ จึงเป็นการนำใจกลับสู่ถิ่นฐานเดิมตามหลักธรรมชาติอย่างแท้จริง
๓. เป็น “เอกายนมรรค” (ทางสายเอก) สู่มรรคผลนิพพาน
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ คือจุดเริ่มต้นของ “มัชฌิมาปฏิปทา” (ทางสายกลาง) ภายใน เมื่อผู้ปฏิบัติรวมใจหยุดนิ่ง ณ จุดนี้จนถูกส่วน จะบังเกิดดวงใสสว่างขึ้นมาเรียกว่า “ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” หรือ “ดวงปฐมมรรค” ซึ่งแปลว่า หนทางเบื้องต้นสู่มรรคผลนิพพาน
หลวงพ่อวัดปากน้ำยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “จะเกิดมาในมนุษย์โลกก็ต้องเกิดที่ศูนย์นั้น จะไปนิพพานก็ต้องเข้าศูนย์นั้นไปเหมือนกัน จะไปสู่มรรคผลนิพพานก็ต้องเข้าศูนย์นั้นเหมือนกัน แบบเดียวกัน” และทางนี้เป็นทางเดียว ไม่มีทางอื่น ท่านย้ำว่า “จะไปสู่มรรคผลนิพพาน ต้องเข้ากลางดวงนั้นแห่งเดียว ไปได้ทางเดียวทางอื่น ไม่มี ไม่มีสองทาง” พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทุกพระองค์ ล้วนดำเนินจิตเข้าสู่พระนิพพานโดยการ “หยุด” ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี้ทั้งสิ้น หากตั้งใจไว้ที่อื่น ย่อมไม่ถูกทางไปของพระพุทธเจ้า
๔. เป็นที่ตั้งของสติปัฏฐาน ๔ (กาย เวทนา จิต ธรรม) ไปจนสุดละเอียด
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มิได้เป็นเพียงที่ตั้งของกายมนุษย์หยาบเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ตั้งของ “กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม” ทั้ง ณ ภายนอกและ ณ ภายใน ที่ซ้อนกันอยู่เป็นชั้น ๆ เข้าไปจนสุดละเอียด
เมื่อผู้ปฏิบัติทำใจ “หยุดในหยุด กลางของหยุด” ดับหยาบไปหาละเอียด ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ก็จะสามารถเจาะทะลุผ่านดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เข้าไปสู่กายที่ละเอียดและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปตามลำดับ ได้แก่ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม (ตลอดจนกายละเอียดของแต่ละกาย) ไปจนถึง “ธรรมกาย” อันเป็นกายที่พ้นโลก และเป็นวิสังขารแห่งความสุขที่แท้จริง
๕. เป็น “ทะเลบุญ” และที่ประทับของ “พระรัตนตรัยภายใน” รวมถึง “จักรพรรดิ”
ในแง่ของการสั่งสมความดี ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ คือ “ทะเลบุญ” อันเป็นหม้ออัตโนมัติ (ดวงบุญ) ที่คอยดึงดูดบุญกุศล เมื่อเราประกอบบุญกิริยาวัตถุ เช่น ทาน ศีล ภาวนา บุญนั้นจะกลั่นตัวและไหลมาติดอยู่ตรงกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ณ ศูนย์กลางกายนี้เสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า “บุญไหลมาจากสายธาตุสายธรรมของตัวเองโดยอัตโนมัติเข้าสู่อัตโนมัติ คือดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์… ติดอยู่ตรงกลางนั่นเป็นดวงใส”
นอกจากนี้ ณ ศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมสุดละเอียดนี้ ยังเป็นที่ประทับของพระรัตนตรัยภายใน คือ “พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ” รวมถึงมีเครื่องหล่อเลี้ยงสรรพสัตว์ที่เรียกว่า “จักรพรรดิ” (ภาคผู้เลี้ยง) ซึ่งเป็นประธานของรัตนะ ๗ คอยทำหน้าที่ประทานสมบัติและอำนวยความสะดวกในการสร้างบารมี ซ้อนอยู่ ณ ศูนย์กลางกายของทุกกายอีกด้วย
บทสรุป
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จึงไม่ใช่เพียงจุดสมมติเพื่อการทำสมาธิชั่วคราว แต่คือ “ความจริงทางธรรมชาติ” ของสัตว์โลก เป็นต้นทางของสติปัฏฐาน ๔ และเป็นประตูเชื่อมระหว่างสังขารธรรมและวิสังขารธรรม (พระนิพพาน)
การรวบรวมใจ (เห็น จำ คิด รู้) ให้ “หยุด” นิ่งสนิท ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จึงเป็นหลักการสูงสุดและสำคัญที่สุดในวิชชาธรรมกาย ดังอมตวาจาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ว่า “หยุดนั่นแหละเป็นตัวสมถะ หยุดนั่นเองเป็นตัวสำเร็จ ทั้งทางโลกและทางธรรมสำเร็จหมด” การวางใจไว้ ณ ฐานที่ ๗ จึงเป็นหนทางเดียวที่จะประหารอกุศลจิต ชำระธาตุธรรมให้บริสุทธิ์ผ่องใส และนำพาสัตว์โลกก้าวล่วงจากการเวียนว่ายตายเกิด สู่มรรคผลนิพพานได้อย่างแท้จริง