สืบค้นรากฐาน “ธรรมกาย” : จากรากฐานคัมภีร์ ประวัติศาสตร์ สู่สมาธิวิธีและหลักปฏิบัติธรรม

 

สืบค้นรากฐาน “ธรรมกาย” จากรากฐานคัมภีร์ ประวัติศาสตร์ สู่สมาธิวิธีและหลักปฏิบัติธรรม

คำว่า ธรรมกาย (บาลี: ธมฺมกาย -รูปศัพท์ หรือ ธมฺมกาโย -เป็นรูปปฐมาวิภัตติ เอกพจน์) หาใช่คำศัพท์ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ในยุคกึ่งพุทธกาลหรือเกิดขึ้นจากกลุ่มบุคคลใดกลุ่มหนึ่งในยุคปัจจุบัน หากแต่เป็นคำศัพท์ดั้งเดิมที่มีรากฐานหยั่งลึกในพระไตรปิฎก อรรถกถา และคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามานานกว่าสองพันปี การทำความเข้าใจหลักธรรมเรื่องธรรมกายให้ถูกต้องตรงตามหลักจารึกและพุทธวิธีปฏิบัติ จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการพิจารณารากศัพท์และการตรวจสอบประจักษ์พยานจารึกในคัมภีร์พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทอย่างละเอียดถี่ถ้วนและสอดคล้องตามคัมภีร์


 

ส่วนที่ ๑: แง่มุมด้านรากศัพท์และหลักฐานทางคัมภีร์

เมื่อจำแนกโครงสร้างตามหลักไวยากรณ์บาลีและอักขรวิธีโบราณ คำว่า “ธรรมกาย” (ธมฺมกาย) เป็นคำสมาสที่เกิดจากการประสานศัพท์แกนหลัก ๒ ศัพท์เข้าด้วยกัน คือคำว่า “ธมฺม” (ธรรม) และ “กาย” ซึ่งแต่ละคำมีความหมายอันลึกซึ้งดังนี้:

  • ธรรม (ธมฺม): ตามพยัญชนะแปลว่า “ทรง” หมายถึง สภาพที่ทรงไว้ ในทางสภาวธรรม “สภาพที่ทรงไว้” นี้มีนัยถึงสัจภาวะที่ไม่แปรผันเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งตรงกับ อสังขตธรรม (ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) หรือ อมตธรรม (ธรรมที่ไม่ตาย) นอกจากนี้ ในเชิงปริยัติและการบรรลุธรรม “ธรรม” ยังหมายถึงคุณธรรมอันสูงสุดของพระอริยเจ้า อันได้แก่ โลกุตตรธรรม ๙ (ประกอบด้วย มรรค ๔ ผล ๔ และพระนิพพาน ๑)
  • กาย: ในพจนานุกรมบาลีทั่วไป หมายถึง กาย (เทห), ร่างกาย หรือหมายถึง กอง, ที่ประชุม, การประมวลรวมเข้าด้วยกัน (ราสิ)

เมื่อประกอบศัพท์ทั้งสองเข้าด้วยกันเป็น “ธรรมกาย” จึงแปลความหมายได้ว่า “กายที่สำเร็จด้วยธรรม” หรือ “ที่ประชุมของธรรม” การใช้คำว่า “กาย” ในบริบทนี้ มิได้หมายถึงเพียงคลังที่รวบรวมพระธรรมวินัยหรือประมวลคำสอนตามตัวอักษรเท่านั้น แต่ในทางสัมมาปฏิบัติ มีนัยสำคัญถึง “กายธรรมภายใน” ที่มีอานุภาพในการทำหน้าที่ประหารกิเลสอาสวะ (การทำนิโรธดับสมุทัย) ได้อย่างสมบูรณ์ เป็นสภาวะธรรมอันสว่างไสวที่ดำรงอยู่ภายในตัวมนุษย์ทุกคน

 

หลักฐานการปรากฏของคำว่า “ธรรมกาย” ในคัมภีร์พระไตรปิฎกบาลี

หลักฐานชั้นปฐมภูมิที่สำคัญที่สุดซึ่งได้รับการจารึกไว้ในพระไตรปิฎกเถรวาท ยืนยันว่า “ธรรมกาย” เป็นสภาวะที่มีอยู่จริงและเชื่อมโยงกับพุทธภาวะโดยตรง ปรากฏในคัมภีร์หลักต่าง ๆ ดังนี้:

๑. หลักฐานในทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (อัคคัญญสูตร)

หลักฐานที่เด่นชัดที่สุด ปรากฏใน พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๑ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (อัคคัญญสูตร) ข้อ ๕๕ หน้า ๙๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับวาเสฏฐสามเณรและภารทวาชสามเณรว่า:

“ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิ ฯ”

แปลความว่า: “ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะคำว่า ธรรมกายก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูตก็ดี พรหมภูตก็ดี เป็นชื่อของพระตถาคต”

พระพุทธดำรัสนี้แสดงให้เห็นว่า พระวรกายของพระตถาคตเจ้านั้น ไม่ใช่เพียงรูปกายที่เป็นกายเนื้ออันเป็นสังขตธรรมที่ต้องแตกสลายไปตามกฎของไตรลักษณ์ แต่พระองค์ทรงมีพระวรกายคือ “พระธรรมกาย” ซึ่งสำเร็จด้วยโลกุตตรธรรม ๙ ประการ

๒. หลักฐานในสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค (วักกลิสูตร)

พุทธดำรัสที่ทรงตรัสเตือนสติพระวักกลิภิกษุผู้คอยเฝ้ามองรูปกายหยาบของพระองค์ ปรากฏใน พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๗ ขันธวารวรรค ข้อที่ ๑๗๐ ความว่า:

“โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ, โส มํ ปสฺสติ ฯ โย มํ ปสฺสติ, โส ธมฺมํ ปสฺสติ ฯ ธมฺมํ หิ วกฺกลิ ปสฺสนฺโต, มํ ปสฺสติ ฯ มํ ปสฺสนฺโต, ธมฺมํ ปสฺสติ ฯ”

แปลความว่า: “ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา (ตถาคต) ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม เพราะว่าเมื่อจะเห็นธรรม ก็คือเห็นเรา เมื่อจะเห็นเรา ก็คือเห็นธรรม”

พระพุทธดำรัสนี้ชี้ชัดว่า การเห็นพุทธภาวะที่แท้จริงไม่ใช่การเห็นด้วยตาเนื้อสรีระภายนอก แต่เป็นการเข้าถึงสัจธรรมภายใน ซึ่งอรรถกถาได้อธิบายขยายความอย่างชัดเจนว่า “ธรรม” ในที่นี้คือ ธรรมกาย

๓. หลักฐานในขุททกนิกาย อปทาน (ปัจเจกพุทธาปทาน)

ในส่วนพรรณนาคุณลักษณะของพระปัจเจกพุทธเจ้า ปรากฏใน พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๓๒ ขุททกนิกาย อปทาน ข้อ ๒ หน้า ๒๐ จารึกไว้ว่า:

“…มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา…”

แปลความว่า: “…พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีธรรมอันยิ่งใหญ่ มีธรรมกายมาก…”

ประโยคนี้พิสูจน์ว่า แม้แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรมได้ด้วยพระองค์เอง ก็ทรงมี “ธรรมกาย” ปรากฏอยู่ภายในเช่นเดียวกัน

๔. หลักฐานในขุททกนิกาย อปทาน (เถรีอปทาน)

ข้อความสรรเสริญพุทธคุณของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ปรากฏใน พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๓๓ ขุททกนิกาย อปทาน ข้อ ๑๕๗ หน้า ๒๘๔ ระบุว่า:

“สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว / อานนฺทิโย ธมฺมกาโย มม สํวทฺธิโต ตยา ฯ”

แปลความว่า: “ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้หม่อมฉันทำให้เจริญเติบโตแล้ว (ด้วยน้ำนม) ส่วนธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน พระองค์ทรงทำให้เจริญเติบโตแล้ว”

นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า พระอรหันตสาวิกาก็เข้าถึงและครองสภาวะ ธรรมกาย ภายในตนเองได้ โดยอาศัยธรรมปฏิปทาที่พระพุทธองค์ทรงโปรดประทานให้

 

อรรถาธิบายในคัมภีร์อรรถกถาและฎีกาเถรวาท

เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนในการตีความ พระอรรถกถาจารย์และพระฎีกาจารย์ยุคโบราณได้รจนาอธิบายสภาวธรรมของ ธรรมกาย ไว้และสอดคล้องตรงตามหลักวิชชาดังนี้:

  • คัมภีร์สุมังคลวิลาสินี (อรรถกถาทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ภาค ๓ หน้า ๕๐): อธิบายขยายความพุทธพจน์ในอัคคัญญสูตรถึงที่มาของศัพท์นี้ว่า:

    “ตตฺถ “ธมฺมกาโย อิติปิ”ติ กสฺมา ตถาคโต “ธมฺมกาโย”ติ วุตฺโต. ตถาคโต หิ เตปิฏกํ พุทธวจนํ หทเยน จินฺเตตฺวา วาจาย อภินีหริ. เตนสฺส กาโย ธมฺมมยตฺตา ธมฺโมว. อิติ ธมฺโม กาโย อสฺสาติ ธมฺมกาโย.”

    แปลความว่า: “ในพระพุทธพจน์นั้น มีคำถามว่า เหตุใดพระตถาคตจึงได้รับขนานพระนามว่า ‘ธรรมกาย’? ตอบว่า เพราะพระตถาคตทรงคิดพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกด้วยพระหทัยแล้ว ทรงนำออกแสดงด้วยพระวาจา ด้วยเหตุนั้น พระวรกายของพระตถาคตนั้นจึงเป็นธรรมแท้ เพราะสำเร็จด้วยธรรม (ธมฺมมยตฺตา) พระธรรมเป็นพระวรกายของพระตถาคตนั้น… ฉะนั้น พระองค์จึงเป็นธรรมกาย”

  • คัมภีร์สารัตถัปปกาสินี (อรรถกถาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้า ๓๖-๓๙): อรรถกถาจารย์ได้อธิบายพุทธพจน์ในวักกลิสูตร โดยระบุลักษณะของพระธรรมกายว่าคือโลกุตตรธรรมอย่างชัดเจน:

    “โย โข วกฺกลิ ธมฺมนฺติ อิธ ภควา ‘ธมฺมกาโย โข มหาราช ตถาคโต’ติ วุตฺตํ ธมฺมกายตํ ทสฺเสติ. นววิโธ หิ โลกุตฺตโร ธมฺโม ตถาคตสฺส กาโย นาม.”

    แปลความว่า: “ในคำว่า ‘โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ’ นี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความที่พระองค์เป็นธรรมกาย ตามที่ตรัสไว้ (ในคัมภีร์อื่น) ว่า ‘ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมกายแลคือพระตถาคต’ ความจริง โลกุตตรธรรม ๙ อย่าง ชื่อว่าเป็นพระวรกายของพระตถาคต”

  • คัมภีร์วิสุทธิชนวิลาสินี (อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๑ หน้า ๒๔๕): อธิบายความหมายของคำว่า “พหุธมฺมกายา” ของพระปัจเจกพุทธเจ้าไว้ว่า:

    “กึ ภูตา ? มหนฺตธมฺมา ปูริตมหาสมฺภารา พหุธมฺมกายา อเนกธมฺมสภาวสรีรา ฯ”

    แปลความว่า: “ถามว่า (พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น) มีสภาพเป็นอย่างไร?     ตอบว่า เป็นผู้มีธรรมอันยิ่งใหญ่ มีบุญสมภารอันได้บำเพ็ญมาแล้วอย่างเต็มเปี่ยม มีธรรมกายมาก คือมีสรีระสภาวะแห่งธรรมมิใช่น้อยเป็นกาย”

  • คัมภีร์ปรมัตถทีปนี (อรรถกถาขุททกนิกาย อิติวุตตกะ): สิ่งที่ลึกซึ้งและพ้นจากการคาดคะเนของปุถุชนอย่างยิ่ง คือการที่พระธรรมปาละเถระได้ระบุสภาวะความเป็น “อัตตา” ของพระธรรมกายไว้ในคัมภีร์ เพื่ออธิบายระดับบารมีขั้นสูงของพระโพธิสัตว์ ความว่า:

    “ปรํ วา อตฺตภูตโต ธมฺมกายโต อญฺญํ ปฏิปกฺขํ วา ตทนตฺถกรํ กิเลสโจรคณํ มทฺทติ หึสตีติ ปรโม ฯ”

    แปลความว่า: “หรือบารมีย่อมทำลายปฏิปักษ์อื่นจากธรรมกายที่เป็นอัตตา (อตฺตภูตโต ธมฺมกายโต) หรือย่อมทำลายหมู่โจรคือกิเลสที่ทำความพินาศแก่วิมุตติธรรมกายที่เป็นอัตตานั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่า ปรมะ (บารมีขั้นสูงสุด)”

จารึกอรรถกถาสายนี้เป็นหลักฐานอักษรที่หนักแน่นและชัดเจนที่สุดในทางพุทธศาสนาเถรวาท ว่าแก่นสารสาระอันแท้จริงของพระนิพพานธาตุและธรรมกายนั้น ดำรงอยู่ในสภาพที่เป็น อัตตลักษณะ (ตัวตนที่เที่ยงแท้ของโลกุตตระอันพ้นจากไตรลักษณ์ในโลกิยภูมิ)


 

ส่วนที่ ๒: แง่มุมด้านประวัติศาสตร์และการค้นพบกลับคืนมา

สืบเนื่องจากหลักฐานทางรากศัพท์บาลีและอักขรวิธีและพระบาลีพุทธพจน์ดั้งเดิมในคัมภีร์ที่ระบุว่า “พระธรรมกาย” คือสภาวธรรมอันเป็นโลกุตตระที่มีสถิตอยู่จริงตามรอยพุทธภาวะ และเป็นที่พึ่งอันสูงสุดของสรรพสัตว์ดังที่ได้แจกแจงไว้ในส่วนที่ ๑ ทว่าในทางปฏิบัติตนนั้น การปฏิบัติสมาธิภาวนาเพื่อเข้าถึงพระธรรมกายภายในกลับได้เลือนหายไปจากข้อวัตรปฏิบัติและความคุ้นเคยของชาวพุทธเถรวาทเป็นระยะเวลายาวนานอย่างน่าเสียดาย การร่วมสืบค้นประวัติความเป็นมาและการค้นพบ วิชชาธรรมกาย กลับคืนมา จึงเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงอดีตอันรุ่งเรืองเข้ากับขบวนการเผยแผ่การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน

 

ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ก่อนการค้นพบ

มีหลักฐานและคำสอนที่พระมงคลเทพมุนีได้แสดงไว้ในพระธรรมเทศนาว่า หลักปฏิบัติการเจริญสมาธิเพื่อเข้าถึงพระธรรมกายโดยตรงนั้น ได้ดับหายไปจากโลกเกือบ ๒,๐๐๐ ปี และได้มารื้อฟื้นสัมมาปฏิบัตินี้ขึ้นอีกครั้ง ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ แม้ในความเป็นมาของการเผยแผ่พระศาสนาแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษาและการปฏิบัติภาวนาจะมีทางสืบสายกรรมฐานควบคู่กันมาหลายสาย โดยเฉพาะแนวทาง “กรรมฐานโบราณ” ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รวมถึงการค้นพบวรรณกรรมเรื่อง “คาถาพระธรรมกาย” ในคัมภีร์ใบลานและศิลาจารึกโบราณของภูมิภาคสุวรรณภูมิที่แสดงความระลึกถึงพุทธลักษณะของพระธรรมกาย
แต่ความรู้และวิธีการปฏิบัติในการทำใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายเพื่อเข้าถึงสภาวะธรรมภายในนั้นเกือบจะสาบสูญไปโดยสิ้นเชิง ชาวพุทธในยุคหลังส่วนใหญ่จึงคุ้นเคยเพียงการอธิบายทางปริยัติ และมักเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าเรื่องราวของธรรมกายเป็นเพียงคติธรรมเทศนาหรือเป็นทางปฏิบัติที่คุ้นเคยเฉพาะในแวดวงของพระพุทธศาสนามหายานเท่านั้น จนกระทั่งโลกก้าวเข้าสู่ช่วงกึ่งพุทธกาล (ราวปี พ.ศ. ๒๕๐๐) จึงได้เกิดการค้นพบครั้งสำคัญที่รื้อฟื้นหลักสมาธิสัมมาปฏิบัตินี้กลับคืนมาสู่พุทธบริษัทอีกครั้ง

 

บทบาทและการอุทิศชีวิตของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

บุคคลสำคัญผู้เป็นพระมหาปูชนียาจารย์ผู้มีบทบาทสูงสุดในการรื้อฟื้นและประกาศ วิชชาธรรมกาย ขึ้นใหม่ คือ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือที่มหาชนเคารพรักในนาม หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ ณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และได้อุทิศตนศึกษาปฏิบัติสมาธิอย่างเด็ดเดี่ยวมาโดยตลอด นิสัยดั้งเดิมของท่านเป็น “คนจริง” ที่ตั้งใจทำสิ่งใดแล้วต้องทำให้สำเร็จและเรียนรู้ให้จริง

จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อท่านอายุได้ ๑๙ ปี ขณะประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าข้าว ท่านได้เผชิญหน้ากับภัยเสี่ยงถึงชีวิตท่ามกลางกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากและโจรชุกชุม ณ คลองบางอีแท่น (คลองลัดนางแท่น) เหตุการณ์นั้นทำให้ท่านประจักษ์ถึงความไม่มีแก่นสารของชีวิตมนุษย์ จึงได้ตั้งสัจจาธิษฐานมอบกายถวายชีวิตขอบรรพชาอุปสมบทตลอดชีวิต และเมื่อท่านอุปสมบทในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ แล้ว ท่านได้เพียรศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระในสำนักต่าง ๆ จนเชี่ยวชาญ แต่ก็ยังไม่บรรลุธรรมที่ตนเองปรารถนาอย่างแท้จริง

 

วินาทีประวัติศาสตร์แห่งการค้นพบ ณ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง

ความเด็ดเดี่ยวอย่างอุกฤษฏ์เกิดขึ้นในพรรษาที่ ๑๒ ของท่าน (พ.ศ. ๒๔๖๐) หลวงพ่อวัดปากน้ำได้เดินทางไปจำพรรษา ณ วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง ริมคลองบางกอกน้อย จังหวัดนนทบุรี อันเป็นสถานที่สงบวิเวก ครั้นย่างเข้ากึ่งพรรษาในวันเพ็ญเดือน ๑๐ (วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐) ท่านได้ตรึกนึกถึงความตั้งใจครั้งแรกเมื่อบวชว่าบัดนี้เวลาล่วงเลยมาถึง ๑๒ พรรษาแล้ว แต่ยังไม่บรรลุธรรมดังที่พระบรมศาสดาได้ทรงเห็นทรงตรัสรู้เลย ท่านจึงตัดสินใจสละชีวิตเป็นเดิมพัน เดินเข้าสู่อุโบสถวัดโบสถ์บน ตั้งสัจจะอธิษฐานนิ่งมั่นว่า:

“ขอพระองค์ทรงประทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อย่างน้อยที่สุด แลง่ายที่สุดที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วแด่ข้าพระพุทธเจ้า… ข้าพระพุทธเจ้ารับเป็นทนายศาสนาในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต”

ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมสละชีวิตแลกสัจธรรม จิตของท่านได้ตั้งมั่น ดิ่งนิ่งถูกส่วนผ่านวิธีการเพ่งอาโลกสิณและพุทธานุสติ ดำเนินดิ่งเข้าสู่ “ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗” เหนือระดับสะดือประมาณ ๒ นิ้วมือ จนกระทั่ง จิตตกศูนย์ และปรากฏเป็นดวงใสสะอาดสว่างไสวเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ คือ ดวงปฐมมรรค (ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) และเมื่อหยุดนิ่งผ่านกลางของกลางกายที่ละเอียด ๆ ขึ้นเป็นลำดับ จึงดำเนินเข้าถึงและเป็น “พระธรรมกาย” มีพุทธสัณฐานงดงามเป็นองค์พระเกตุดอกบัวตูม ใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าอัญมณีใด ๆ

ในการค้นพบครั้งนี้ ท่านได้ระลึกพระบาลีอภิธรรมว่า คมฺภีโร จายํ ธมฺโม (ธรรมเป็นของลึกซึ้งถึงเพียงนี้ พ้นวิสัยของความตรึกนึกคิด ถ้ายังตรึกนึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง) และได้ค้นพบเคล็ดลับเรื่องวิถีการดำเนินใจไว้ว่า การจะเข้าถึงต้องทำให้ใจอันประกอบด้วยธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ 4 อย่างนี้ รวมหยุดนิ่งเป็นจุดเดียวกัน ณ ศูนย์กลางกาย

 

การเผยแผ่และการตั้ง “โรงงานทำวิชชา”

หลังจากค้นพบวิชชาอันอัศจรรย์นี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำมิได้เก็บงำความรู้ไว้เพียงลำพัง เมื่อออกพรรษารับกฐินแล้ว ท่านได้เดินทางไปสอนธรรมปฏิบัติ ณ วัดบางปลา จังหวัดนครปฐม เป็นเวลา ๔ เดือน จนกระทั่งปรากฏพยานสัมมาปฏิบัติรุ่นแรกเป็นพระภิกษุ ๓ รูป และคฤหัสถ์อีก ๔ คน ที่สามารถเข้าถึงและรู้เห็นธรรมกายตามท่านได้จริง

ในเวลาต่อมา เมื่อท่านได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านได้จัดระเบียบการเผยแผ่และพัฒนาการเจริญวิชชาธรรมปฏิบัติอย่างเป็นระเบียบยิ่งยวด โดยได้ตั้งสถานที่สำหรับเจริญวิชชาขึ้น เรียกว่า “โรงงานทำวิชชา” ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ โดยคัดเลือกพระภิกษุ สามเณร และอุบาสิกาผู้เข้าถึงธรรมกายที่ละเอียด ๆ มาร่วมเจริญวิชชาสะสางธาตุธรรม ชำระใจให้บริสุทธิ์ ดับหยาบไปหาละเอียดตลอด ๒๔ ชั่วโมงโดยไม่มีการหยุดพัก

แม้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ หลวงพ่อและคณะผู้ปฏิบัติธรรมก็ยังคงเด็ดเดี่ยวปฏิบัติหน้าที่อยู่ในโรงงานทำวิชชาโดยไม่ปลีกหนีหลบภัย และใช้อานุภาพแห่ง วิชชาธรรมกาย อภิบาลปกป้องประเทศชาติและบรรเทาทุกข์ภัยของสังคมให้ผ่านพ้นภยันตรายมาได้ด้วยดี

 

ผลของการเผยแผ่ต่อชาวพุทธในยุคนั้น

การค้นพบและรื้อฟื้นวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้สร้างความตื่นตัวแก่พุทธบริษัทเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการก้าวข้ามการศึกษาความรู้ในคัมภีร์มาสู่ “ภาคปฏิบัติที่สามารถพิสูจน์ได้จริง” แก่คนทุกเพศทุกวัย มีจำนวนบุคคลตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ ที่เจริญสมาธิเข้าถึงธรรมกาย ไปจนถึงคนแก่ คนชรา และผู้ประกอบวิชาชีพต่าง ๆ

กระแสแห่งสัจธรรมนี้แผ่ขยายกว้างไกลไปสู่ต่างประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า ๑๐๐ ปี นับตั้งแต่การค้นพบในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นต้นมา วิชชาธรรมกายได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่แนวปฏิบัติที่อิงเพียงนิมิตเลื่อนลอย แต่คือ “ของจริง” ที่ตรงตามหลักสติปัฏฐาน ๔ และพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่นำพาพุทธบริษัทให้เข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงภายในตัวของมนุษย์ทุกคน


 

ส่วนที่ ๓: แง่มุมด้านหลักปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา (การพิสูจน์ด้วยตนเอง)

จากการสืบทอดปฏิปทาของพระมหาปูชนียาจารย์และการรื้อฟื้นสันติสุขภายในกลับคืนมาสู่ชาวพุทธดังที่ได้จำแนกไว้ในส่วนที่ ๒ คำถามสำคัญคือ วิธีการปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงพระธรรมกายนั้นมีหลักการทำงานอย่างไร? และมีความเป็นเหตุเป็นผลในการปฏิบัติอย่างไรที่ทำให้ผู้ปฏิบัติตามสามารถรู้แจ้งประจักษ์จริงได้ด้วยตนเอง

ในทางปฏิบัติวิชชาธรรมกาย วิธีการถูกจัดระเบียบไว้อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่ปฐมบทแห่งสมถกรรมฐาน (การทำจิตให้สงบระงับ) ไปจนถึงขีดสุดแห่งวิปัสสนากรรมฐาน (การใช้ปัญญาญาณตัดรอนกิเลส) ซึ่งสามารถอธิบายผ่านลักษณะการทำงานธรรมชาติของใจและธรรมวิธีภายในได้อย่างแจ่มแจ้งดังนี้:

 

ลักษณะการทำงานของ “ใจ” และหลักการ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ

ในขั้นเริ่มต้นของการฝึกฝน วิชชาธรรมกายได้อธิบายลักษณะการทำงานของใจ โดยระบุว่า “ใจ” ของมนุษย์เรานั้นมิใช่สิ่งลอย ๆ แต่ประกอบด้วยสภาวะที่ทำงานประสานกัน ได้แก่ เห็น จำ คิด รู้:

  • ดวงเห็น ทำหน้าที่รับภาพ
  • ดวงจำ ทำหน้าที่เก็บบันทึกสัญญาข้อมูล
  • ดวงคิด ทำหน้าที่ตรึกตรองปรุงแต่ง
  • ดวงรู้ ทำหน้าที่ตระหนักรู้แจ้งในอารมณ์

โดยปกติ ดวงทั้งสี่นี้มักกระจัดกระจายและซัดส่ายไปตามแรงดึงดูดของกามคุณและนิวรณ์ภายนอก พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีจึงได้มอบเคล็ดลับและชี้แจงหลักการในการปฏิบัติไว้ว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” กล่าวคือ ผู้ปฏิบัติจะต้องน้อมนำสภาวะ “เห็น จำ คิด รู้” ทั้งสี่ประการนี้ กลับคืนมารวมหยุดนิ่งเป็นจุดเดียวกัน ณ ศูนย์กลางกาย โดยไม่มีการซัดส่ายออกนอกตัวอีกต่อไป

 

ทางเดินของใจ ๗ ฐาน และอุบายรวมใจเข้าสู่แกนกลาง

เพื่อให้การดำเนินจิตกลับเข้าสู่แกนกลางเป็นไปอย่างมีระเบียบและถูกสัดส่วน หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ชี้แจงทางเดินของใจตามธรรมชาติทั้งหมด ๗ ฐาน ซึ่งเป็นทางเดินในการไปเกิดมาเกิด ดับ หลับ ตื่น ของมนุษย์ทุกคน โดยผู้ปฏิบัติพึงน้อมนำใจผ่านที่ตั้งของใจดังนี้:

  1. ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก: (หญิงซ้าย ชายขวา) เป็นจุดเริ่มต้น
  2. ฐานที่ ๒ เพลาตา: (หญิงซ้าย ชายขวา ตรงหัวตา)
  3. ฐานที่ ๓ จอมประสาท: (กึ่งกลางศีรษะข้างใน) (ที่ตั้งนี้มีวิธีสำคัญคือการเหลือบดวงตาค้างขึ้นข้างบนกลับไปข้างหลังเล็กน้อย เพื่อดึงความเห็นกลับเข้าสู่ภายในตัว)
  4. ฐานที่ ๔ ปากช่องเพดาน: (จุดที่อาหารสำลัก)
  5. ฐานที่ ๕ ปากช่องลำคอ: (เหนือกึ่งกลางลูกกระเดือก)
  6. ฐานที่ ๖ ศูนย์กลางกายระดับสะดือ: (จุดตัดที่เส้นด้ายสะดือทะลุหลังและขวาทะลุซ้ายพาดตัดผ่านกัน)
  7. ฐานที่ ๗ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗: (ตั้งอยู่เหนือระดับสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ) ที่ตั้งนี้คือ “กำเนิดธาตุธรรมเดิม” อันเป็นที่ตั้งถาวรและเป็นสมรภูมิการดำเนินใจที่สำคัญที่สุด

ในการปฏิบัตินั้น จะมีการกำหนดจิตร่วมกับ บริกรรมนิมิต (การตรึกนึกถึงดวงแก้วใสบริสุทธิ์หรือพระแก้วขาวใส) ประคองคู่กับ บริกรรมภาวนา ท่องในใจเบา ๆ ว่า สัมมา อะระหัง เพื่อเป็นอุบายข่มและระงับนิวรณ์ ๕ ประการ จนกระทั่งใจหยุดนิ่งสนิทเป็นหนึ่งเดียว (เอกัคคตารมณ์) ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗

 

สภาวะธรรมของการตกศูนย์ และดวงปฐมมรรค

เมื่อผู้ปฏิบัติสามารถประคองใจให้จรดหยุดนิ่งอยู่กึ่งกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมฐานที่ ๗ จนถูกส่วน จิตจะก้าวเข้าสู่สภาวะธรรมสำคัญที่เรียกว่า ตกศูนย์

กระบวนการของการตกศูนย์:
ใจและดวงธรรมเดิมของกายมนุษย์หยาบจะตกลงไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ (ระดับสะดือ) พร้อมระงับการปรุงแต่งอารมณ์ภายนอก ทันใดนั้น จิตจะชำระกิเลสอย่างหยาบ (อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ) ให้หลุดจางออกไป แล้วน้อมนำให้ดวงจิตดวงใหม่ที่ใสสะอาดยิ่งกว่าเดิมผุดลอยเด่นขึ้นมาแทนที่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ปรากฏเป็นดวงกลมใสสว่างบริสุทธิ์ยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ มีชื่อเรียกทางสัมมาปฏิบัติว่า “ดวงปฐมมรรค” หรือ “ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ดวงปฐมมรรคนี้คือจุดเริ่มต้นและเป็น “เอกายนมรรค” หนทางสายเอกสายเดียวที่จะนำพาใจให้ดิ่งเข้าสู่กายภายในสืบต่อไป

 

การดำเนินใจแบบ “ดับหยาบไปหาละเอียด” ผ่านกายทั้ง ๑๘ กาย

เมื่อประคองใจมั่นคงอยู่กึ่งกลางดวงปฐมมรรคแล้ว การเข้าสู่สภาวธรรมที่ลึกซึ้งขึ้นจะดำเนินผ่านวิธีการปฏิบัติที่เรียกว่า “ดับหยาบไปหาละเอียด”

ในการดำเนินจิตลึกเข้าไปข้างใน ผู้ปฏิบัติจะต้องนำใจหยุดเข้าสู่กลางของกลางของดวงธรรมที่ซ้อนอยู่ภายในตามลำดับ ประกอบด้วย ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ของแต่ละกาย เมื่อดำเนินผ่านศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ จะปรากฎกายที่ละเอียดกว่า ให้สวมความรู้สึกเป็นกายในกายลำดับถัดไปที่ประณีตบริสุทธิ์ยิ่ง ๆ ขึ้น โดยจัดลำดับกายทั้ง ๑๘ กาย สลับกันระหว่างกายระดับหยาบและละเอียด ดังนี้:

  • ๑. กายมนุษย์หยาบ /  ๒. กายมนุษย์ละเอียด
  • ๓. กายทิพย์หยาบ / ๔. กายทิพย์ละเอียด
  • ๕. กายรูปพรหมหยาบ / ๖. กายรูปพรหมละเอียด
  • ๗. กายอรูปพรหมหยาบ / ๘. กายอรูปพรหมละเอียด
  • ๙. กายธรรมโคตรภูหยาบ / ๑๐. กายธรรมโคตรภูละเอียด
  • ๑๑. กายธรรมพระโสดาหยาบ / ๑๒. กายธรรมพระโสดาละเอียด
  • ๑๓. กายธรรมพระสกทาคามีหยาบ / ๑๔. กายธรรมพระสกทาคามีละเอียด
  • ๑๕. กายธรรมพระอนาคามีหยาบ / ๑๖. กายธรรมพระอนาคามีละเอียด
  • ๑๗. กายธรรมพระอรหัตหยาบ / ๑๘. กายธรรมพระอรหัตละเอียด

ตั้งแต่ลำดับกายที่ ๑ ถึง ๘ (กายมนุษย์หยาบถึงกายอรูปพรหมละเอียด) จัดเป็น “ขั้นสมถกัมมัฏฐาน” เนื่องจากยังตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ส่วนตั้งแต่ลำดับที่ ๙ ถึง ๑๘ (กายธรรมโคตรภูเป็นต้นไปจนถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียด) จัดเป็น “ขั้นวิปัสสนากัมมัฏฐาน” อันเนื่องจากสถิตอยู่ในสภาพคงที่เที่ยงแท้ เป็นโลกุตตรสัจจะ (นิจจัง สุขัง อัตตา)

 

วิปัสสนาปัญญาด้วยญาณทัสสนะแห่งพระธรรมกาย

หัวใจอันลึกซึ้งยิ่งยวดของการปฏิบัติวิชชาธรรมกาย คือการที่ผู้ปฏิบัติธรรมมิได้ติดอยู่เพียงแค่ความเงียบนิ่งสงบในระดับโลกีย์ ทว่าเมื่อจิตสามารถบรรลุก้าวข้ามไปเป็น “พระธรรมกาย” (มีพุทธสัณฐานใสเกตุดอกบัวตูมงดงามยิ่งนักประทับขัดสมาธิมั่นคง) ผู้ปฏิบัติจะใช้ช่องทางรับรู้พิเศษที่เรียกว่า “ตาธรรมกาย” และ “ญาณธรรมกาย” ซึ่งเป็นตาและญาณที่ใสสะอาดปราศจากอวิชชา มาทำหน้าที่เจริญวิปัสสนาปัญญาอย่างแท้จริง

การเห็นแจ้งในทางวิปัสสนา:

  • การยกเบญจขันธ์ขึ้นสู่ไตรลักษณ์: ญาณธรรมกายจะทอดสายตากลับเข้ามาพิจารณาสภาวธรรมของกายโลกีย์ทั้ง ๘ กายแรก (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ทั่วทั้งภพสามอย่างรอบคอบ ย่อมเห็นประจักษ์ชัดแจ้งว่ากายโลกีย์เหล่านั้นล้วนตกอยู่ใต้ความเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขัง) และไม่ใช่ตัวตนแก่นสารที่แท้จริง (อนัตตา)
  • การละอนุสัยกิเลส: การเห็นแจ้งด้วยญาณธรรมกายเช่นนี้ เป็นอุบายในการทำลายความเห็นผิดในขันธ์ ๕ (สักกายทิฏฐิ) และละอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นลงได้ นำไปสู่การทำ “นิโรธ ดับสมุทัย” คือการชำระใจให้บริสุทธิ์ สะอาดหมดจดจนบรรลุโลกุตตรมรรคผลตามลำดับชั้นอย่างมีเหตุมีผล

 

“สันทิฏฐิโก” และสภาวะธรรมที่พิสูจน์ได้จริงด้วยการปฏิบัติ

ในทางวิชชาธรรมกาย ข้อวัตรปฏิบัติที่เข้าถึงได้จริงด้วยตนเอง เกื้อกูลแก่คุณลักษณะ “สันทิฏฐิโก” (ผู้ปฏิบัติพึงเห็นชัดด้วยตนเอง) และ “ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ” (วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน) อย่างแท้จริง ผู้ปฏิบัติไม่ต้องอาศัยการคาดคะเนหรือเดาเอาเอง แต่สามารถรู้เห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจได้ตามสภาวะสัจสภาวะของจริงดังนี้:

  • ความสุขใจอันประณีต: เมื่อใจดิ่งเข้าสู่กายในกายที่ละเอียดขึ้น เช่น กายมนุษย์ละเอียด ผู้ปฏิบัติจะพบว่าทุกขเวทนาทางกาย เช่น ความเจ็บ ความเหนื่อยล้า ความปวดเมื่อยจากการนั่งสมาธิเป็นเวลานาน ย่อมมลายหายไปสิ้นเชิงทันที และเปลี่ยนเป็นความเบากายเบาใจ เสวยสุขเวทนาทางจิตอันประณีตผ่องใสที่คนทั่วไปไม่อาจสัมผัสได้
  • ความเป็นจริงที่พิสูจน์ได้ทุกคน: ธรรมปฏิบัตินี้เป็นของจริงที่พร้อมเปิดรับการทดสอบ (เอหิปัสสิโก) โดยไม่จำกัดเพศ วัย หรือเชื้อชาติ มีประจักษ์พยานบุคคลมากมายตั้งแต่เด็กเล็กที่ใช้เวลาเรียนรู้สั้น ๆ ไปจนถึงผู้ใหญ่และชาวต่างประเทศที่ดำเนินจิตตามที่ตั้งของใจทั้ง ๗ ฐานอย่างจริงจัง ย่อมสามารถบรรลุสิทธิเข้าถึงดวงใสและองค์พระภายในได้เช่นเดียวกันทุกคน

ดังนั้น วิธีการเจริญสมถวิปัสสนาตามแนววิชชาธรรมกาย จึงดำรงตนเป็นหลักธรรมที่สมบูรณ์แบบ แยบคาย ปราศจากการปฏิบัติปนกันจนผิดทาง และนำพาให้ผู้เพียรปฏิบัติก้าวไปสู่ปัญญาญาณที่แท้จริงตามรอยบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์อย่างแท้จริง


 

ส่วนที่ ๔: การไขข้อข้องใจและข้อพิจารณาทางธรรมชั้นสูง (การไขข้อข้องใจทางสังคม)

จากการเจริญสมถวิปัสสนาตามแนววิชชาธรรมกายที่มีหลักการเป็นสัจธรรม มีขั้นตอนแจ่มแจ้ง และเกื้อกูลแก่สัจภาวะ “สันทิฏฐิโก” ดังที่พิจารณาในส่วนที่ ๓ นั้น เมื่อหลักปฏิบัตินี้ถูกเผยแผ่สู่พุทธบริษัทในวงกว้าง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับข้อข้องใจในทางปริยัติ คัมภีร์ และประเด็นถกเถียงจากหลายฝ่ายในพุทธบริษัท การร่วมพิเคราะห์เจาะลึกข้อถกเถียงเหล่านั้นด้วยปริยัติเถรวาทดั้งเดิมและสภาวะโลกุตตรธรรมอย่างเป็นกลาง จึงเป็นขั้นตอนสำคัญยิ่งในการจำแนกความจริงแท้แห่งธรรม และรักษาความบริสุทธิ์ตรงทางของหลักธรรมคำสอนอย่างตรงไปตรงมา

 

ข้อถกเถียงเรื่อง “ชื่อวิชชาธรรมกาย” และข้อกล่าวหาเรื่องลัทธินอกศาสนา

  • หลักฐานจากคัมภีร์และเอกสารอ้างอิง:
    • จากการสืบค้นสัมมาปฏิบัติพบข้อเท็จจริงว่า คำผสมที่สะกดต่อติดกันเป็นคำเดี่ยวว่า “วิชชาธรรมกาย” นั้น ไม่พบปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาทโดยรูปอักขระวิธีตรง ๆ
    • ทว่าเมื่อพิจารณาแยกส่วน ย่อมประจักษ์ชัดแจ้งว่าทั้งศัพท์คำว่า “วิชชา” (วิชฺชา – ปัญญาความรู้แจ้งอันเป็นคุณเครื่องทำลายอวิชชา) และ “ธรรมกาย” (ธมฺมกาโย – กายแห่งการตรัสรู้ธรรมอันเป็นชื่อของพระตถาคต) ล้วนปรากฏอยู่ในพระบาลีอัคคัญญสูตรและพระสูตรดั้งเดิมอย่างมั่นคง
    • เมื่อนำหลักเกณฑ์เรื่องความเห็นผิดหรือ “มิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ประการ” (เช่น ความเชื่อว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผล, ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มีจริง, โลกนี้โลกหน้าไม่มีจริง, มารดาบิดาไม่มีพระคุณ) มาเทียบเคียงกับการเจริญภาวนาวิชชาธรรมกาย จะพบว่าผู้ปฏิบัติที่ดำเนินจิตใจหยุดนิ่งจนเข้าถึงพระธรรมกายภายใน ย่อมเกิดญาณทัสสนะประจักษ์แจ้งเรื่องกฎแห่งกรรม ภพภูมิ และความกตัญญูกตเวทิตาธรรมอย่างแจ่มแจ้งด้วยตนเอง
  • ข้อวิเคราะห์และข้อสันนิษฐาน:
    • การด่วนสรุปกล่าวหาว่าวิชชาธรรมกายเป็นลัทธินอกศาสนาหรือมิจฉาทิฏฐิเพียงเพราะรูปคำผสมไม่ปรากฏในคัมภีร์ จึงเป็นข้อวิจารณ์ที่ติดอยู่เพียงพยัญชนะอักษรภายนอกโดยละเลยการพิจารณาถึง “อรรถะ” (ความหมายและสัจสภาวะเชิงปฏิบัติ)
    • อุปมาดั่งผู้ที่กำลังหาทางตัดเชือกที่มัดรัดพันธนาการตนไว้ ย่อมไม่มัวเสียเวลาถกเถียงหรือยึดติดว่ามีดเล่มนั้นถูกตีขึ้นจากเตาหลอมใด มีที่มาอย่างไร หรือประทับตรารับรองยี่ห้ออะไร วิญญูชนย่อมให้ความสำคัญเพียงว่า มีดเล่มนั้นมีความคมกล้าและมีประสิทธิภาพพอที่จะตัดเชือกคือ “กิเลส/สังโยชน์” ให้ขาดสะบั้นลงได้หรือไม่ฉันใด การพิจารณาคุณค่าของธรรมปฏิบัติก็พึงวัดกันที่ผลสัมฤทธิ์ในการชำระอาสวะกิเลสและการดับทุกข์ได้จริงตามพุทธประสงค์ฉันนั้น
    • ในทางสัมมาปฏิบัติ “วิชชาธรรมกาย” คือชื่อที่ใช้เรียกวิธีการปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามรอยไตรสิกขา เพื่อประคองใจให้หยุดนิ่งชำระสะสางธาตุธรรมให้ผ่องใสจนเข้าถึง “ธรรมกาย” ซึ่งเป็นคุณธรรมขาวที่มีอยู่จริงในพระศาสนา ดังนั้น วิชชาธรรมกายจึงดำรงสถานะเป็น “สัมมาทิฏฐิ” อันบริสุทธิ์และเป็นทางเอกสายเดียว (เอกายนมรรค) ที่ดำเนินรอยตามพุทธประสงค์อย่างแท้จริง

 

ข้อถกเถียงเรื่องอุบายเพ่งดวงแก้วว่าเป็นการ “ติดนิมิตสมถะ”

พุทธพจน์ในฉักกนิบาต อังคุตตรนิกาย (ว่าด้วยความสำคัญอันขาดไม่ได้ของนิมิต): พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรับรองความจำเป็นในการกำหนดนิมิตไว้ตรงตัวว่า:
“เมื่อเป็นผู้โดดเดี่ยวยินดียิ่งในความสงัดเงียบแล้ว จักถือเอานิมิตแห่งสมาธิจิตและวิปัสสนาจิตได้นั้น ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้… เมื่อถือเอานิมิตแห่งสมาธิจิตและวิปัสสนาจิตแล้ว จักยังสัมมาทิฏฐิแห่งวิปัสสนาให้บริบูรณ์นั้น ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้… เมื่อทำสัมมาทิฏฐิแห่งวิปัสสนาให้บริบูรณ์แล้ว จักยังสัมมาสมาธิแห่งมรรคและผลให้บริบูรณ์… จักละสังโยชน์… และจักทำนิพพานให้แจ้งได้นั้น ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้แล”
  • เหตุผลที่วิธีปฏิบัตินี้ต้องกำหนดนิมิต:
    • ไขข้อสงสัยในส่วนธรรมปฏิบัติเบื้องต้น การกำหนดนิมิตนั้นเรากำหนดขึ้นเพื่อรวมธรรมชาติของใจ ๔ อย่าง คือความเห็น ความจำ ความคิด และความรู้ ให้มาหยุดข้างใน… เมื่อเอาใจเข้าในหยุดนิ่งกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมแล้ว ใจหยุดนิ่งตกศูนย์ ดวงปฐมมรรคจึงบังเกิดขึ้น เราก็หยุดในหยุดที่ศูนย์กลางดวงศูนย์กลางกายที่ปรากฏขึ้น ดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไปจนสุดละเอียด จะติดนิมิตเดิมที่ไหน นิมิตที่กำหนดนึกเห็นในเบื้องต้นนั้น เพื่อเป็นอุบายรวมใจให้มาหยุดนิ่ง ณ ภายในศูนย์กลางกาย
    • นิมิต… เหล่านี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ส่วนธรรมกายที่บรรลุพระอรหัตตผลแล้ว และอายตนะนิพพาน เป็นปรมัตถธรรม เป็นอสังขตธรรม นั่นเป็นอมตธรรม ชื่อว่าวิสังขาร… มิใช่เรื่องนิมิตจึงต้องทำความเข้าใจให้ดีโดยทางปฏิบัติภาวนา”
  • ข้อวิเคราะห์และข้อสันนิษฐาน:
    • ดวงแก้วใสหรือพระแก้วขาวในขั้นบริกรรมนิมิต มิใช่จุดหมายปลายทางที่ผู้ปฏิบัติพึงเข้าไปยึดติดหลงใหล ทว่าทำหน้าที่เป็นเพียง “เครื่องประคองใจ” เพื่อรวบรวมใจที่ซัดส่ายไปตามอารมณ์ภายนอก ให้กลับมาตั้งมั่นถูกส่วน ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
    • เมื่อจิต ตกศูนย์ และก้าวผ่านเข้าสู่กายภายในจนประจักษ์แจ้งเป็นพระธรรมกายวิสังขารแล้ว รูปนิมิตปรุงแต่งในขั้นสมถะย่อมถูกสลัดแปรสภาพไปสู่ปัญญาญาณของวิปัสสนาภูมิอย่างสิ้นเชิง ข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการยึดติดนิมิตจึงตกไปด้วยหลักฐานวิถีการปฏิบัติที่มุ่งหนีจากความหยาบไปสู่ความละเอียดภายในเสมอ

ประเด็นเรื่องพระนิพพานเป็น “อัตตา” หรือ “อนัตตา”

หนึ่งในประเด็นข้อพิพาททางวิชาการและสังคมที่แหลมคมที่สุดในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาไทย คือการตีความพระบาลีพุทธพจน์ที่ว่า “สัพเพ ธัมมา อนัตตา” (ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา) ว่าครอบคลุมถึงพระนิพพานด้วยหรือไม่ ซึ่งสายสัมมาปฏิบัติวิชชาธรรมกายชี้แจงลักษณะของพระนิพพานว่ามีคุณลักษณะเป็นอัตตลักษณะ ประเด็นนี้สามารถไขความกระจ่างอย่างเป็นวิชาการลึกซึ้งได้ดังนี้:

  • หลักฐานจากคัมภีร์และเอกสารอ้างอิง:
    • การจำกัดขอบเขตของ “สัพเพ ธัมมา” ในอรรถกถาเถรวาท: คัมภีร์ ธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ภาค ๗ หน้า ๖๒ รวมถึงคัมภีร์ คู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา จารึกประโยคแก้อรรถที่หนักแน่นว่า:

      “ตตฺถ สพฺเพ ธมฺมาติ ปญฺจกฺขนฺธา เอว อธิปฺเปตา”
      แปลความว่า: “คำว่า สพฺเพ ธมฺมา (ธรรมทั้งปวง) ในพระคาถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาขันธ์ ๕ เท่านั้น”

    • นอกจากนี้ คัมภีร์อรรถกถา มโนรถปูรณี ได้ระบุสอดรับตรงกันว่า “สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย เอตฺถ สพฺเพ ธมฺมา นาม ปญฺจกฺขนฺธา” (ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ธรรมทั้งปวงในที่นี้คือเบญจขันธ์เท่านั้น)
    • นิยามความหมายของคำว่า “อนัตตา” ในคัมภีร์เนตติวิภาวินี: คัมภีร์ เนตติวิภาวินี นิยามความหมายของอนัตตาไว้ว่า:

      “อนตฺตาติ นิจฺจสารสุขสารอตฺตสารรหิตตฺตา อสารกฏฺเฐน อนตฺตา…”
      แปลความว่า: “ข้อว่า อนัตตา ความว่า สภาวธรรมทั้งหลายที่ชื่อว่า อนัตตา เพราะปราศจากสาระว่าเป็นของเที่ยง ปราศจากสาระว่าเป็นสุข และปราศจากสาระว่าเป็นตัวตน”

    • คุณลักษณะของพระนิพพานธาตุ: จากคัมภีร์ ปฏิสัมภิทามรรค (ขุ.ปฏิ. ๓๑/๗๓๕) ยืนยันว่า พระนิพพานเป็นธรรมที่มีแก่นสารสาระ (สารํ นิพฺพานํ) เป็นอสังขตธรรม และเป็นอมตธรรม มีสภาวะเที่ยง (นิจฺจํ) เป็นบรมสุข (ปรมํ สุขํ) และยั่งยืน/มั่นคง (ธุวํ / สสฺสตํ) ตรงกันข้ามกับเบญจขันธ์อย่างสิ้นเชิง
    • ข้อวินิจฉัยจากอนัตตลักขณสูตร: พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบเทียบระหว่างสัณฐานของอัตตลักษณะและอนัตตลักษณะแก่พระปัญจวัคคีย์ว่า “ถ้ารูปจักได้เป็นอัตตาแล้วไซร้ รูปนั้นก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ… แต่เพราะรูปเป็นอนัตตา รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ” ซึ่งพระนิพพานธาตุเป็นสัจธรรมที่ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ปรากฏความเกิด เสื่อม หรือแปรปรวน และไม่มี “อาพาธ” (ความเจ็บไข้ขัดข้อง) ปรากฏเลย
  • ข้อวิเคราะห์และข้อสันนิษฐาน:
    • จากหลักฐานคัมภีร์จะเห็นได้ว่า ลักษณะ “อนัตตา” คือลักษณะของสังขตธรรมในภพ ๓ (เบญจขันธ์) ที่มีแล้วกลับไม่มี ไร้แก่นสารสาระ และไม่เป็นไปในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
    • ส่วนพระนิพพานธาตุและพระธรรมกายเป็น “อสังขตธรรม” หรือ “วิสังขารธรรม” ที่พ้นโลกและพ้นจากสังสารวัฏไปแล้ว จึงมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับสังขารธรรมทุกประการ คือมีลักษณะที่เที่ยง เป็นบรมสุข และมีแก่นสารสาระในตนเองอย่างแท้จริง ซึ่งอรรถกถาปรมัตถทีปนีและฎีกาเรียกว่า “อัตตลักษณะแห่งโลกุตตระ” หรือ “วิมุตติอัตตา” (ตนแท้ที่หลุดพ้นจากอาสวะกิเลส)
    • สำหรับคัมภีร์ที่ใช้คำว่า “อัตตสุญญะ” (สูญจากอัตตา) แก่พระนิพพานนั้น หมายถึงนิพพานนั้นสูญหรือว่างจากกิเลสและว่างจากสังขารธรรมโลกิยภูมิอันเป็น “อัตตาเทียม” เท่านั้น เปรียบดั่ง “เรือนว่าง หรือ หม้อว่าง” ที่ว่างจากสิ่งแปลกปลอมภายนอก แต่ตัวเรือนหรือตัวหม้อยังคงตั้งมั่นสถิตอยู่จริง หาได้สูญสลายมลายหายไปไม่

 

ข้อถกเถียงเรื่อง “อายตนะนิพพาน” ในฐานะสถานที่สถิต

  • หลักฐานจากคัมภีร์และเอกสารอ้างอิง:
    • พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรับรองการมีอยู่ของอายตนะนิพพานไว้ชัดเจนในอุทาน ขุททกนิกาย ปฐมนิพพานปฏิสังยุตตสูตร ว่า:

      “อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ…”
      แปลความว่า: “ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่… ดิน น้ำ ไฟ ลม ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น…”

    • จากคัมภีร์โบราณพจนานุกรมบาลี อภิธานัปปทีปิกา ได้แสดงนิยามของศัพท์บาลีคำว่า “อายตนะ” ไว้ ๖ ความหมาย ซึ่งรวมความหมายถึง “ที่สถิตอยู่” (วาสฏฺฐาน) และ “บ่อเกิด” (อากร) ไว้อย่างชัดเจน
    • ายตนะ คือ พระนิพพาน ณ ที่นี้หมายความถึง ที่สถิตอยู่ ของพระนิพพานธาตุ คือ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ของพระอรหันตขีณาสพ ผู้เบญจขันธ์แตกทำลายแล้ว
  • ข้อวิเคราะห์และข้อสันนิษฐาน:
    • “อายตนะนิพพาน” จึงไม่ใช่เป็นเพียงสภาวธรรมเชิงความคิด (Conceptual Void) หรือสัญลักษณ์อุปมาที่ไร้ตัวตน แต่ตามหลักฐานฝ่ายปริยัติและสัมมาปฏิบัติ อายตนะนิพพานคืออายตนะหรือที่สถิตอันเที่ยงแท้พ้นจากโลก (เป็นโลกุตตรธรรม) ที่ทำหน้าที่รองรับพระธรรมกายตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายที่ดับเบญจขันธ์สลายขันธ์โลกิยะไปแล้ว การตีความปฏิเสธความมีอยู่ของที่สถิตแห่งพระนิพพานธาตุนี้ จึงเป็นการตีความที่คลาดเคลื่อนไปจากพระบาลีพุทธพจน์และอรรถกถาจารย์ดั้งเดิมอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

บทสรุป: ธรรมกายในฐานะสภาวะธรรมที่ทุกคนเข้าถึงได้

ในทางรากศัพท์ คัมภีร์ ประวัติการสืบทอด ตลอดจนพยานหลักฐานและการไขข้อข้องใจทั้งหมดที่แจกแจงมาโดยลำดับ ย่อมแสดงให้เห็นประจักษ์ว่า “ธรรมกาย” หาใช่สิ่งไกลตัว หรือเป็นเรื่องที่ยากแก่การเข้าถึง ทว่า ธรรมกาย คือธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ที่สถิตอยู่ภายในตัวของมนุษย์ทุกคนโดยปราศจากการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือสถานะทางสังคมอย่างสิ้นเชิง

การปฏิบัติสมาธิเพื่อระงับจิตที่ฟุ้งซ่านไปตามกิเลสอารมณ์ภายนอก และนำใจกลับเข้ามาถึงความสว่างภายใน จึงทำหน้าที่เป็นหนทางของมวลมนุษยชาติ ที่นำพาใจของโยคาวจรให้ก้าวพ้นจากความเป็นไปในโลกิยภูมิที่เผชิญกับทุกข์และกฎไตรลักษณ์ เข้าไปประสานเป็นหนึ่งเดียวกับ โลกุตตรธรรมภายใน อันเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาและบรมสุขอย่างแท้จริง

การเข้าถึงสัจธรรมผ่านกรรมวิธี “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” และทางเดินของใจผ่านฐานทั้ง ๗ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พุทธวิธีตามแนวทางสัมมาปฏิบัตินี้ ทรงคุณค่าความเป็นสันทิฏฐิโก คือการรู้เห็นได้ด้วยตนเอง ที่เปิดโอกาสให้มนุษย์ยุคปัจจุบันได้ทำการพิสูจน์ ตรวจทาน และค้นพบสัจธรรมในตนเองได้อย่างถูกต้องตรงทาง

การรื้อฟื้นคุณธรรมขาวนี้ขึ้นมาจารึกและเผยแผ่สืบทอดโดย พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) จึงไม่ใช่การตั้งกลุ่มความเชื่อใหม่ แต่คือการอุทิศตนปกป้องสัมมาทิฏฐิ และการอัญเชิญคำสอนดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กลับมาส่องสว่างนำทางมวลมนุษย์ให้เข้าถึงที่พึ่งสูงสุด (พระรัตนตรัยภายใน) และพ้นภัยในสังสารวัฏตลอดกาลนาน